
ไทย-ภูฏาน จับมือถ่ายทอดเทคโนโลยีหมอเฉพาะทาง เสริมระบบสุขภาพยั่งยืน
รมว.พัฒนา นำทีมกระชับความสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน ยกระดับการแพทย์เฉพาะทาง เสริมความมั่นคงด้านสุขภาพของราชอาณาจักรภูฏานในระยะยาว ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการแพทย์ของไทยในภูมิภาค
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุขไทยและภูฏานลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์เฉพาะทางและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับภูฏาน
- ความร่วมมือมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการแพทย์ องค์ความรู้ และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะสาขาโรคระบบทางเดินอาหารและตับ และการปลูกถ่ายไต
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพของภูฏานให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการแพทย์ของไทยในภูมิภาค
11 สิงหาคม 2569 ที่ ราชอาณาจักรภูฏาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขและกรมการแพทย์ เข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ไทย-ภูฏานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม 2569
นายพัฒนา เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อหารือทิศทางความร่วมมือด้านการแพทย์ระดับนโยบาย และผลักดันการจัดทำความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อกระชับความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้น รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะและมาตรฐานการให้บริการสุขภาพของภูฏานเป็นการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภูมิภาค
โดยวันนี้ได้ประชุมหารือทวิภาคีกับ HE. Mr. Lyonpo Tandin Wangchus (ลียงโป แทนดิน วังชุก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เกี่ยวกับความร่วมมือด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ซึ่งทั้งสองประเทศได้ร่วมมือทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในการใช้เทคโนโลยีการส่องกล้องขั้นสูงเพื่อรักษาโรคระบบทางเดินอาหารและตับ
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนบุคลากรกับ Khesar Gyalpo University of Medical Sciences of Bhutan สาขาการตรวจรักษาระบบทางเดินอาหารด้วยการส่องกล้อง โดยคณะแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลราชวิถี
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้หารือกับ H.E. Mr. Lyonchhen Dasho Tshering Tobgay (ลียงเชน ดาโช เชอริง โตบเกย์) นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน โดยได้ชื่นชมนโยบายความสุขมวลรวมประชาชาติในการพัฒนาประเทศของราชอาณาจักรภูฏาน ที่สอดคล้องกับนโยบาย MOPH PLUS+ ของกระทรวงสาธารณสุขไทย ภายใต้แนวคิด "สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา"
พัฒนาทักษะทางคลินิกเฉพาะทางของบุคลากรทางการแพทย์
รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในมิติด้านสาธารณสุข การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือด้านวิชาการแพทย์ พร้อมทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์เฉพาะทางเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ ระหว่างกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขไทย กับหน่วยบริการทางการแพทย์แห่งชาติภูฏาน และโรงพยาบาลศูนย์ส่งต่อแห่งชาติ จิกเม ดอร์จี วังชุก ราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เฉพาะทาง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสนับสนุนความมั่นคงด้านสุขภาพของภูฏานในระยะยาว
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยและภูฏานมีความสัมพันธ์ในด้านสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 60 ปี มีการทำงานร่วมกันในภารกิจสำคัญหลายด้าน เช่น ศัลยกรรมกระดูกและข้อ การปลูกถ่ายไต การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด การดูแลรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด และศัลยกรรมระบบทางเดินอาหาร การลงนามในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของสองประเทศในการขยายขอบเขตความร่วมมือ ตลอดจนการพัฒนาทักษะทางคลินิกเฉพาะทางของบุคลากรทางการแพทย์
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขไทย โดยกรมการแพทย์ พร้อมที่จะประสานงานร่วมกับสถาบันวิชาการและเครือข่ายทางคลินิก เพื่อให้การสนับสนุนแก่โรงพยาบาลศูนย์ส่งต่อแห่งชาติ จิกเม ดอร์จี วังชุก และหน่วยบริการทางการแพทย์แห่งชาติภูฏาน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาว ตลอดจนการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของประเทศภูฏานต่อไป
ความร่วมมือมีระยะเวลา 5 ปี
ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ว่า มีระยะเวลา 5 ปี ประกอบด้วย
1.การพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์เฉพาะทางและความเชี่ยวชาญทางคลินิกในสาขาต่างๆ โดยเน้นหนักบริการด้านการปลูกถ่ายไต
2.ความร่วมมือในการวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข
3.การแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ
4.จัดกิจกรรมร่วมกันที่มีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพและความยืดหยุ่นในระดับทวิภาคี
5.แสวงหาความร่วมมือที่เป็นไปได้ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยส่วนบุคคลชาวภูฏานในการเข้าถึงโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในประเทศไทย ภายใต้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยที่เกี่ยวข้อง







