thansettakij
thansettakij
เปิดโมเดลกู้ชีพ ‘บำรุงราษฎร์’ ชี้ชะตาผู้ป่วยรอปลูกถ่าย ‘หัวใจ’

เปิดโมเดลกู้ชีพ ‘บำรุงราษฎร์’ ชี้ชะตาผู้ป่วยรอปลูกถ่าย ‘หัวใจ’

06 ส.ค. 69 | 10:08 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ส.ค. 69 | 12:41 น.

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จ รพ.บำรุงราษฎร์ ในการปลูกถ่ายหัวใจระดับวิกฤต โชว์ความแม่นยำระดับวินาทีกับภารกิจ 4 ชั่วโมงทองคำ ช่วยผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว

KEY

POINTS

  • "บำรุงราษฎร์" เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียวในไทยที่ได้รับอนุญาตให้ทำการปลูกถ่ายหัวใจ โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม
  • การปลูกถ่ายหัวใจมีความท้าทายด้านเวลาอย่างยิ่งยวด โดยกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่รับหัวใจจากผู้บริจาคจนถึงปลูกถ่ายในตัวผู้รับต้องเสร็จสิ้นภายใน 4 ชั่วโมง
  • มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) เพื่อซื้อเวลาและประคับประคองชีวิตผู้ป่วยให้อยู่ในภาวะพร้อมที่สุดระหว่างรอรับการปลูกถ่ายหัวใจ
  • สถิติการปลูกถ่ายหัวใจในไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีอัตราการรอดชีวิตในปีแรกใกล้เคียงมาตรฐานโลก แต่ความท้าทายหลักคือการป้องกันการติดเชื้อหลังการผ่าตัด

เมื่อทุกนาทีสำหรับผู้ป่วย “หัวใจล้มเหลวระยะวิกฤต” คือการเดิมพันด้วยชีวิต หากหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอ อวัยวะสำคัญอย่างสมอง ตับ และไตจะทยอยล้มเหลวตามมา ดังนั้น การยื้อชีวิตจึงต้องแข่งกับเวลา เพื่อรักษาอวัยวะทุกส่วนไว้พร้อมกัน โดยเฉพาะโอกาสสุดท้ายของการรักษา นั่นคือ “การปลูกถ่ายหัวใจ”

4 ชั่วโมงอันตรายแข่งกับเวลา ช้านาทีเดียวคือความตาย

นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การปลูกถ่ายหัวใจคือ "การรักษาขั้นสูงสุด" (Ultimate Treatment) ของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ซึ่งมีความยากลำบากอย่างยิ่งจากข้อจำกัดเรื่องเวลา โดยมีกฎเหล็กว่ากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การหยุดเลือดที่เลี้ยงหัวใจผู้บริจาค ไปจนถึงการนำมาใส่ในตัวผู้รับและปล่อยให้เลือดไหลเวียนอีกครั้ง ต้องเสร็จสิ้นภายใน "4 ชั่วโมง" หากการประสานงานสะดุดหรือล่าช้าแม้เพียงนาทีเดียว จะส่งผลให้หัวใจเกิดความเสียหายทันที

นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ความสำเร็จของการปลูกถ่ายหัวใจไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่มาจากทีมที่เปรียบได้ว่า "ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน" เพราะในแต่ละเคสใช้บุคลากรถึง 40-50 คน ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ทีมผู้ประสานงานจากสภากาชาด ทีมขนส่งหัวใจ ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ พยาบาล ICU ไปจนถึงทีมฟื้นฟูหลังผ่าตัด หากผิดพลาดเพียงจุดเดียวผู้ป่วยจะตกอยู่ในอันตรายทันที

โดยในประเทศไทยมีผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวหลายหมื่นคน แต่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพอสมควร สถิติการผ่าตัดปี 2568 ล่าสุด มีผู้ปลูกถ่ายหัวใจประมาณ 30 ราย ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา อัตราการรอดชีวิตใน 1 ปี ของไทยประมาณ 80% ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานโลกที่ 85-90% แต่ส่วนใหญ่คนไทยมักเสียชีวิตจากการติดเชื้อ เนื่องจากสภาพอากาศและความชื้น ในขณะที่คนตะวันตกมักเสียชีวิตจากการที่ร่างกายต้านหัวใจ (Rejection) มากกว่า

แพทย์ผู้ร่วมเสวนา “เพราะทุกวินาที…คือโอกาสของการเริ่มต้นชีวิตใหม่” โรคหัวใจล้มเหลว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ปลูกถ่ายหัวใจ ต้องสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่สูญเปล่า

“ปกติการปลูกถ่ายหัวใจต้องพิจารณากรุ๊ปเลือด ขนาดร่างกายที่เหมาะสม และระบบภูมิคุ้มกัน เกณฑ์หัวใจผู้บริจาคต้องเป็นหัวใจที่ดี อายุโดยปกติไม่เกิน 45-55 ปี ไม่เสี่ยงโรคเส้นเลือดตีบ ลิ้นไม่รั่ว ไม่ผ่านอุบัติเหตุรุนแรง ไม่ติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็ง ในประเทศไทยถือว่ามีผู้รอรับอวัยวะในลิสต์ประมาณ 30-40 คนต่อปี มีหัวใจจากการบริจาคเพียงพอ แต่ประเด็นคือไม่แมตช์กับคนในลิสต์ ทำให้อวัยวะไม่ได้ถูกนำไปใช้ ดังนั้น การสกรีนผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเข้าสู่ระบบให้มากขึ้น จะช่วยให้อวัยวะของผู้บริจากไม่สูญเปล่า”

นพ.พัชร กล่าวว่า ปัจจุบันความตื่นรู้เรื่องการบริจาคอวัยวะในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากอดีตที่มีเพียงหลักสิบราย ปัจจุบันถูกนำไปใช้จริงสะสมกว่า 300 ราย และกราฟมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นทุกปี แต่คีย์เวิร์ดสำคัญคือการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว เพื่อให้ทราบว่าต้องรักษาด้วยวิธีใด กับใคร และในเวลาที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงวิทยาการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น จะช่วยให้สามารถ "เจอ" และวินิจฉัยผู้ป่วยได้มากขึ้นกว่าในอดีต

รพ.เอกชน แห่งเดียวในไทย ที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกถ่ายหัวใจได้ 

ทั้งนี้ รพ.บำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียวในไทย ที่ได้รับอนุญาตจากสภากาชาดให้ปลูกถ่ายหัวใจได้ และมีความพร้อมครบวงจรทั้งเทคโนโลยี ECMO และ Impella ซึ่ง รพ.บำรุงราษฎร์ ได้ให้บริการมานานมากกว่า 30 ปีแล้ว

พญ. ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า รพ.บำรุงราษฎร์ ถือว่าสามารถดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม (Holistic Care) ได้ด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพทั้งการวินิจฉัยแม่นยำ, การดูแลขั้นสูง (Advanced Care), การประสานงานและการฟื้นฟู และทีมผู้ประสานงานติดต่อสภากาชาดไทย ทั้งหมดครบวงจร

พญ. ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

เพราะความรุนแรงของ ภาวะหัวใจล้มเหลว อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ทันที ดังนั้น การตัดสินใจในภาวะวิกฤตจึงเป็นการตัดสินชีวิตคนไข้ หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะช็อกและไม่ตอบสนองต่อยาจนอวัยวะอื่นเริ่มล้มเหลว ทีมแพทย์ต้องพิจารณาใช้ เครื่องพยุงปอดและหัวใจเทียมทันที เพื่อประคับประคองชีวิตให้ทันเวลาก่อนที่อวัยวะสำคัญอื่นๆ จะเสียหายเกินเยียวยา และเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การรักษาขั้นสูงสุดคือการปลูกถ่ายหัวใจ

จากภาวะต้นเหตุของหัวใจล้มเหลวสู่การเฝ้าระวังด้วยเครื่องพยุง

โดยสถานการณ์โรคหัวใจในปัจจุบัน กลุ่มเสี่ยงจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากปัจจัยเรื่องการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และปัญหาน้ำหนักตัว และสาเหตุการเสียชีวิตเฉียบพลัน (Sudden Death) มักเกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา หรือระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยมีภาวะหัวใจล้มเหลวมากขึ้น จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหาร และสิ่งแวดล้อม

ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา แต่ "ทีม" คือสิ่งสำคัญที่สุดเพราะต้องเฝ้าระวังผู้ป่วยกับภาวะแทรกซ้อนตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีที่คนไข้ไม่ฟื้นตัวจากโรคต้นเหตุ (เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงจากตัวกล้ามเนื้อเองที่ไม่สามารถแก้ไขได้) เครื่องพยุงจะซื้อเวลาให้ผู้ป่วย เพื่อเชื่อมต่อสู่การปลูกถ่ายหัวใจต่อไป

ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

“ครื่องพยุงจะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับวาย ไตวาย หรือสมองแย่ลงในระหว่างรออวัยวะบริจาค เพราะหากอวัยวะอื่นพัง คนไข้จะไม่สามารถรับการปลูกถ่ายหัวใจได้ ซึ่งความรุนแรงของหัวใจล้มเหลวมีหลายระดับ ตั้งแต่บีบตัวอ่อนระดับกลางที่ใช้เพียง Impella พยุงความดันชั่วคราว ไปจนถึงระดับหนักที่หัวใจหยุดเต้นซึ่งต้องใช้ ECMO หากสาเหตุของโรคและสามารถรักษาได้ จนหัวใจกลับมาทำงานปกติ ก็จะสามารถถอดเครื่องออกได้”

ต้องมีฟันเฟืองสำคัญ เชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์

ด้าน นางสาวรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การรักษาโรคหัวใจล้มเหลวต้องรู้จักและทำความเข้าใจคนไข้อย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งทำงานใกล้ชิดกับทีมแพทย์เพื่อประเมินภาวะวิกฤตของผู้ป่วยในแต่ละระยะ ต้องมีผู้รับผิดชอบในการดำเนินการลงทะเบียนผู้ป่วยกับสภากาชาดไทย เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรอรับบริจาคอวัยวะอย่างเป็นทางการ

นางสาวรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและการเตรียมสภาพจิตใจให้แก่ทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้ยอมรับและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าหัวใจที่เหมาะสมจะมาถึงเมื่อใด ทีมผู้ประสานงานจึงต้องเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรอรับข่าวสารการบริจาค และต้องร่วมลุ้นในกระบวนการตรวจสอบว่าหัวใจที่ได้รับบริจาคมานั้นจะสามารถเข้ากับผู้ป่วยได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจสำเร็จไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" ของชีวิตใหม่ การดูแลครอบคลุมไปถึงรายละเอียดการใช้ชีวิตที่บ้านของผู้ป่วย เช่น การจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม หรือแม้แต่การแนะนำเรื่องการจัดการสัตว์เลี้ยง จะช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยที่สุด