thansettakij
thansettakij
แนวรบ BDMS ปั้น Wellness Ecosystem ปักหมุดไทย สู่เมืองสุขภาพโลก

แนวรบ BDMS ปั้น Wellness Ecosystem ปักหมุดไทย สู่เมืองสุขภาพโลก

04 ก.ค. 69 | 22:59 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ค. 69 | 23:10 น.

เปิดยุทธศาสตร์ BDMS เดินหน้ากลยุทธ์ “6S+ Strategy” ปั้น Wellness Ecosystem ครบวงจร หนุนรัฐดัน Wellness Visa ตั้งเป้าไทยติด Top 5 ฮับสุขภาพโลกปี 2030

KEY

POINTS

  • BDMS ลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท สร้างโครงการ "WellEra" เพื่อพัฒนา Wellness Ecosystem ครบวงจรใจกลางกรุงเทพฯ บริเวณถนนหลังสวน-สารสิน
  • ชูแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Proactive Healthcare) ผ่านกลยุทธ์ 6S+ และ Scientific Wellness เพื่อส่งเสริมการมีอายุยืนและสุขภาพดี
  • ตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก (Wellness Destination of the World) และเสนอให้จัดตั้ง "บอร์ด Wellness แห่งชาติ" เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

หลังจาก BDMS ประกาศลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท เปิดตัวโครงการ WellEra ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนา BDMS Wellness Ecosystem บนทำเลหัวมุมถนนหลังสวน-สารสิน เชื่อมต่อกับพื้นที่สีเขียว สวนลุมพินี ก็ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพครบวงจร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination of the World

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดเผยว่า ทำเลธุรกิจนี้เปรียบเสมือน Hyde Park ของกรุงลอนดอน หรือ Central Park ของนครนิวยอร์ก เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยแนวคิดของคือการสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการมีอายุยืนและสุขภาพที่ดี

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

โดยต่อยอดมาจาก BDMS Wellness Clinic ที่เติบโตต่อเนื่องจนเริ่มมีกำไร และขยายตัวในระดับเลขสองหลักทุกปี โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีผู้รับบริการมากกว่า 150 สัญชาติ ซึ่งเกินศักยภาพสำหรับรองรับผู้ใช้บริการไปแล้วราว 80%

การขยายโครงการจึงเป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้แนวคิด Wellness Complex ซึ่งแตกต่างจากโรงพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพ เพราะไม่ได้ดูแลเฉพาะช่วงเข้ารับบริการ แต่ตั้งเป้าดูแลสุขภาพทุกวันผ่านกลยุทธ์ 6S+ Strategy

ประกอบด้วย Sleep ที่ออกแบบห้องนอนเพื่อการนอนหลับลึก, Strong การออกกำลังกายควบคู่กายภาพบำบัด, Soul การดูแลสุขภาพจิตและความเครียดผ่านกิจกรรมในพื้นที่สีเขียวและการตรวจวัดฮอร์โมนความเครียด, Smart การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์อัจฉริยะติดตามข้อมูลสุขภาพแบบต่อเนื่อง, Social การพัฒนาโครงการแบบ Mixed-use ที่เชื่อมโยงที่อยู่อาศัย บริการ และการดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน และ Span ที่มุ่งยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีให้ใกล้เคียงกับอายุขัย

เพิ่มเติมคือ Plus - Surrounding คือการออกแบบสิ่งแวดล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นอากาศสะอาดระดับห้องผ่าตัดที่ลด PM2.5 น้ำที่ปราศจากไมโครพลาสติก ระบบแสงที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต

กลยุทธ์ 6S+ Strategy สร้างเมืองสุขภาพ

พร้อมเสริมด้วยองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบสภาพแวดล้อม ตั้งแต่อากาศ (Air) น้ำ (Water) แสง (Light) เสียง (Sound) ไปจนถึงอุณหภูมิและความชื้นภายในอาคาร (Thermal) เพื่อให้ที่อยู่อาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือความร่วมมือระหว่าง BDMS ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน Healthcare กับกลุ่ม Capella ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรี่ เพื่อพัฒนา Capella Residences at BDMS Wellness ซึ่งบริษัทระบุว่าจะเป็น Wellness Residence แห่งแรกของประเทศไทยที่ออกแบบการดูแลผู้พักอาศัยตลอดช่วงชีวิต

ส่วนในระดับนโยบาย อยากเสนอให้ประเทศไทยยกระดับสู่อุตสาหกรรม Wellness ระดับโลก โดยตั้งเป้าให้ไทยติด 1 ใน 5 ประเทศด้าน Wellness ของโลกภายในปี 2030 พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง “บอร์ด Wellness แห่งชาติ” เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุข การท่องเที่ยว และการคมนาคม

รวมถึงผลักดันการจัดทำ Wellness Visa สำหรับผู้เดินทางเข้ามาดูแลสุขภาพโดยเฉพาะ โดยมองว่า Wellness และ Sustainability เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะหากสิ่งแวดล้อมดี คุณภาพอากาศดี สุขภาพของประชาชนก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า เป้าหมายของธุรกิจคือการทำให้ผู้คนมี “อายุยืน ชื่นใจ สุขทั้งกาย หลับสบาย ตายสงบ” โดยย้ำว่าสิ่งที่ BDMS ต้องการนำเสนอไม่ใช่เพียงโครงการที่อยู่อาศัย แต่คือการ “ขายชีวิต” ผ่านหลักการ Scientific Wellness ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับ เพื่อเพิ่มช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิต พร้อมยึดแนวคิดการทำงานที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์

“แม้ธุรกิจ Wellness จะสร้างผลตอบแทนน้อยกว่าการรักษาโรค แต่เป็นการลงทุนเพื่อให้ผู้คนป่วยน้อยลง และสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนถึงบั้นปลายชีวิต เพราะในปัจจุบันมนุษย์ทั่วโลกมีอายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) 71.4 ปี แต่มีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) เพียง 61.9 ปี ขณะที่คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 75.3 ปีและมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี 65.8 ปี”

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากต้องใช้เวลากว่า 10 ปีสุดท้ายอยู่กับความเจ็บป่วยและการพึ่งพาระบบการรักษา ขณะเดียวกันองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมรอบตัว มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้พันธุกรรม

เป้าหมายผลักดันไทยสู่ Wellness Destination ภายในปี 2030

ส่งผลให้แนวคิดด้านสุขภาพของโลกเปลี่ยนผ่านจากการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย (Reactive Healthcare) สู่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Proactive Healthcare) และ Scientific Wellness ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาวควบคู่กับการมีสุขภาพที่ดี

แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาวะ แต่ยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ ‘Wellness Hub Thailand: The Land of Life หรือ ดินแดนแห่งชีวิต’ ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก

โดย Global Wellness Economy มีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2572 ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพโลก ด้วยมูลค่ากว่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.4 ล้านล้านบาท

โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ที่เติบโตถึง 36.4% และที่อยู่อาศัยเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Real Estate ที่ขยายตัวกว่า 22.9% ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นที่สุด

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกไม่ได้มองหาการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาระบบนิเวศการใช้ชีวิตที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการต่อยอดจุดแข็งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว การบริการแบบไทย อาหารไทย และการแพทย์แผนไทย

เพื่อเป็นศูนย์กลางการเป็น Wellness Hub ของภูมิภาค ทั้งยังสอดคล้องกับทิศทางของภาครัฐที่เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub และตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจสุขภาพให้มีมูลค่ากว่า 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่า 11% ของ GDP ประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Top 5 ของโลกภายในปี 2030 ยังจำเป็นต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก ยกระดับสู่การเป็น Wellness Destination of the World ต่อไปในอนาคต