thansettakij
thansettakij
สปสช. แจงปมบริการ 'ฮอร์โมนข้ามเพศ' ผ่านกระบวนการตามขั้นตอน ยึดหลักวิชาการ

สปสช. แจงปมบริการ 'ฮอร์โมนข้ามเพศ' ผ่านกระบวนการตามขั้นตอน ยึดหลักวิชาการ

17 มิ.ย. 69 | 11:19 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 11:25 น.

สปสช. ย้ำชัดบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ เป็นสิทธิสร้างเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรคตามกลไกปกติตั้งแต่ปี 2563 เป้าหมายหลักเพื่อลดการใช้ฮอร์โมนเองนอกระบบ ดูแลสุขภาพกาย-สุขภาพจิต มาตรฐานทางการแพทย์

KEY

POINTS

  • สปสช. ยืนยันว่าการอนุมัติสิทธิประโยชน์ "ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ" เป็นไปตามกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนปกติของระบบบัตรทอง ไม่ได้มีการลัดขั้นตอน
  • การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการและผ่านการหารือกับผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน ทั้งราชวิทยาลัยแพทย์ หน่วยงานสาธารณสุข และภาคประชาสังคม
  • เป้าหมายหลักของบริการนี้คือเพื่อนำผู้ที่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเข้าสู่ระบบบริการที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ ลดความเสี่ยงจากการซื้อยาใช้เอง

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยืนยันบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เป็นสิทธิประโยชน์ด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคผ่านการพิจารณาตามกลไกปกติของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่การเสนอประเด็น การทบทวนข้อมูลวิชาการ การหารือผู้เชี่ยวชาญ ราชวิทยาลัย หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ก่อนเข้าสู่มติบอร์ด สปสช. ย้ำเป้าหมายหลักคือ ลดการใช้ฮอร์โมนเองนอกระบบ ดูแลสุขภาพกาย-สุขภาพจิต และจัดบริการภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์

บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ กระบวนการปกติสปสช.

นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน

สำหรับข้อเสนอนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2563 จากการระดมสมองและจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอหัวข้อปัญหา/เทคโนโลยี จากกลุ่มผู้ป่วย ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป

จากนั้นเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกหัวข้อ ทบทวนวรรณกรรม ศึกษาข้อมูล และพิจารณาโดยคณะทำงานและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องหลายชุด ก่อนเสนอให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. พิจารณาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568

"หากนับตั้งแต่ข้อเสนอเข้าสู่ระบบในปี 2563 จนถึงมติบอร์ด สปสช. ในปี 2568 จะเห็นว่าใช้เวลากว่า 5 ปี และเป็นการดำเนินงานตามขั้นตอนปกติของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่การรับฟังข้อเสนอ การทบทวนหลักฐาน การหารือผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการพิจารณาโดยคณะกรรมการตามกฎหมาย" นพ.นิธิวัชร์ กล่าว

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีอำนาจกำหนดประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข

สำหรับกระบวนการจัดทำข้อเสนอ สปสช. ได้หารือร่วมกับหน่วยงานวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน อาทิ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย สมาคมเพศวิทยาคลินิก สมาคมเพื่อพัฒนาบริการสุขภาพคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสุขภาพคนข้ามเพศ

วัตถุประสงค์ของบริการนี้ไม่ใช่การเปิดให้ใช้ฮอร์โมนอย่างเสรี แต่เป็นการนำผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ดูแล เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อยาใช้เอง ใช้ยาผิดวิธี หรือไม่ได้รับการติดตามผลอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากยาและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

"หลักสำคัญคือ ทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับบริการเข้าถึงการดูแลที่ปลอดภัย มีการให้คำปรึกษา ประเมินสุขภาพ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ จ่ายยาโดยหน่วยบริการที่มีความพร้อม และติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องไปใช้ยาเองนอกระบบโดยไม่มีการดูแลทางการแพทย์" นพ.นิธิวัชร์ กล่าว

บริการดังกล่าวจัดอยู่ในสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยมีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 20,000 คน ครอบคลุมบริการตามความจำเป็น ได้แก่ การให้คำปรึกษา การวินิจฉัย การประเมินสุขภาพ การตรวจข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน การจ่ายยาฮอร์โมน และการติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานทางการแพทย์

ให้บริการได้ต้องเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นพ.นิธิวัชร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยบริการที่จะให้บริการได้ต้องเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และมีศักยภาพในการให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ปัจจุบันมีหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนศักยภาพบริการฮอร์โมนสำหรับผู้รับบริการอายุ 18 ปีขึ้นไปแล้ว 17 หน่วย และอยู่ระหว่างรอพิจารณาศักยภาพอีก 4 หน่วย

"การออกแบบสิทธิประโยชน์นี้อยู่บนหลักการเดียวกับการพัฒนาสิทธิประโยชน์อื่นในระบบบัตรทอง คือ ต้องมีเหตุผลด้านสุขภาพ มีกระบวนการพิจารณา มีการรับฟังผู้เกี่ยวข้อง มีระบบบริการรองรับ และมีมาตรการกำกับคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่จำเป็น ปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ" รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว