thansettakij
thansettakij
ดันตลาดความงามไทยผงาดเบอร์ 1 อาเซียน มูลค่าแตะ 3 แสนล้าน

ดันตลาดความงามไทยผงาดเบอร์ 1 อาเซียน มูลค่าแตะ 3 แสนล้าน

ตลาดความงามไทยโตแกร่ง ผงาดเบอร์ 1 อาเซียน คาดปี 2569 มูลค่าแตะ 3 แสนล้านบาท รับเทรนด์ T-Beauty ชี้สกินแคร์รั้งอันดับ 12 โลก เติบโตสวนกระแส แม้แบกต้นทุนพุ่ง 30% จากปมภูมิรัฐศาสตร์และกฎหมายซ้ำซ้อน

KEY

POINTS

  • คาดการณ์ว่าตลาดความงามไทยจะมีมูลค่าแตะ 3 แสนล้านบาทภายในปี 2569 ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องสวนกระแสเศรษฐกิจโลก
  • ผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ครองสัดส่วนตลาดสูงสุด (42%) มีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท และอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก ขณะที่กลุ่มแฮร์แคร์มีศักยภาพสูงสุดในอาเซียน
  • ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตคือกระแส 'T-Beauty' ที่ได้รับความนิยม อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ และความแข็งแกร่งของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญ

นางเกศมณี เลิศกิจจา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันภาพของอุตสาหกรรมความงามไทย ยังคงเติบโตสวนกระแสโลกและขยายตัวอย่างเนื่อง ครองตําแหน่งผู้นำทั้งการผลิตและส่งออก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุน ภาษี กฎระเบียบซ้ำซ้อน ตลอดจนแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์

โดยในช่วงปี 2567-2568 มีอัตราการเติบโต 8.6% และปี 2568-2569 จะเติบโต 7.4% ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2569 มูลคาตลาดเครื่องสำอางไทยจะแตะระดับ 2.9-3 แสนล้านบาท ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีตลาดส่งออกหลักคือกลุ่มประเทศ CLMV และจีน ด้วยสัดส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการดูแลผิว 42% ดูแลเส้นผม 18% แต่งหน้า 12% อาบน้ำ/ขัดผิว 10% ดูแลช่องปาก 7% และอื่นๆ

นางเกศมณี เลิศกิจจา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย

“เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาด เราจะพบว่าสกินแคร์ครองอันดับ 1 ด้วยมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท และอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก ขณะที่แฮร์แคร์ไทยก็มีศักยภาพสูงสุดในอาเซียน และอยู่อันดับ 9 ของโลก ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศก็ไม่เคยเสียดุลการค้า มีอันดับนำเข้าอยู่ที่ 28 ของโลก ด้านการส่งออกก็อยู่ที่อันดับ 18 ของโลก”

ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของอุตสาหกรรมความงามไทย ได้แก่ เทรนด์ ‘T-Beauty’, อิทธิพลอินฟลูเอนเซอร์, ผู้คนให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากขึ้น, ไทยคือศูนย์กลางการผลิต ทั้ง OEM/ODM และความแข็งแกร่งในการส่งออก

“เทรนด์ T-Beauty ถือว่ามาแรงคล้ายเป็นเทรนด์ผสมจาก K-Beauty และ J-Beauty ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติและราคาเข้าถึงได้ ทำให้แบรนด์ไทยหลายแบรนด์ขยายตัวไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพในระดับโลก”

นางเกศมณี กล่าวว่า ตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของส่วนผสม ใช้ผลิตภัณฑ์น้อยลง แต่เน้นคุณภาพสูง สนใจสารสำคัญ เช่น peptide, vitamin B, vitamin C โดยตลาดยังขยายไปสู่กลุ่มใหม่ เช่น ผู้ชาย กลุ่ม Genderless และผู้สูงวัย ซึ่งมีพฤติกรรมยึดติดแบรนด์สูง ขณะที่ Gen Z ให้ความสำคัญกับข้อมูลและการตรวจสอบสินค้า เป็นต้น

มูลคาตลาดเครื่องสำอางไทย ในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2569 อาจสูงถึง 3 แสนล้านบาท

หากวิเคราะห์ด้านการตลาดจะเห็นว่า Mass Market ในไทยมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง เพราะแบรนด์ท้องถิ่นค่อนข้างแข็งแกร่ง การท่องเที่ยวก็กระตุ้นการบริโภคสินค้าเฉพาะถิ่นได้ดี ซึ่งโครงสร้างและแนวโน้มของสินค้าจะต่างจากตลาดโลกที่เติบโตในกลุ่ม Prestige และ Premium มากกว่า

ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายสำคัญในตลาดอาเซียน ยกตัวอย่าง เช่น อินโดนีเซีย ที่มีข้อกำหนด “ฮาลาล” เข้มงวดกว่า  ไทยและมีอายุใบรับรอง 3 ปี ซึ่งข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องสำอางกันน้ำยังเชื่อมโยงกับหลักศาสนาด้วย

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมความงามไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะกฎหมายล้าสมัยและซ้ำซ้อนจากหลายหน่วยงาน รวมถึงต้นทุนค่าแรง ค่าไฟ และภาษีวัตถุดิบ ผลกระทบจากภาษีหัวน้ำหอมและภาษีท้องถิ่นที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

ปัญหาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก เช่น สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้เม็ดพลาสติกและวัตถุดิบขาดแคลน ดันต้นทุนเพิ่มขึ้น 20-30% และนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐที่คาดเดาได้ยากและอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ

สัดส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์ในตลาดเครื่องสำอางไทย

“ปัจจุบันเรื่องวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก แต่ไทยมีจุดแข็งสำคัญคือวัฒนธรรม ภูมิปัญญาสมุนไพร และสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อน ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกได้ ซึ่งมิติการแข่งขันระดับโลก เราสามารถใช้ soft power มาปรับใช้ได้”

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะต้องพัฒนาเทคโนโลยี เช่น AI, AR, smart packaging, PCR plastic, 
digital manufacturing, micro-encapsulation และ personalization รวมถึงแนวคิด “Skinification of makeup” ที่ผสาน skincare เข้ากับเครื่องสำอางและความงาม รวมถึงแรงสนับสนุนจากภาครัฐ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น-ระยะยาว และปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของอุตสาหกรรมความงามไทย

ด้าน นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมความงามไทย ถือว่าเติบโตและอยู่ในสภาวะที่ดี อยู่ในขาขึ้น แม้ต้นทุนการผลิตอย่างแพคเกจจิ้งหรือวัตถุดิบบางอย่างที่เกี่ยวกับปิโตรเลียมจะแพงขึ้น และอาจจะเห็นการปรับขึ้นราคาเล็กน้อยในช่วง 1-2 เดือนนับจากนี้ แต่ในภาพรวมจะยังไม่มีสงครามราคา

ขณะเดียวกันกำลังซื้อก็ไม่น่าจะลดลงแต่ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะหากสงครามยังยืดเยื้อและไม่ยุติ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มความงามอาจจะไม่ได้จำเป็นมากนักสำหรับผู้บริโภค

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

แต่ในกลุ่มของสุขภาพและความงามยังมีอาหารเสริม ที่น่าจะยังขายดีเพราะส่วนใหญ่จะเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้บริโภค เช่นสินค้าที่เกี่ยวกับโปรตีน ความเครียด การพักผ่อน การออกกำลังกาย ยังมีแนวโน้มเติบโตสูง

“ธุรกิจด้านสุขภาพความงามยังมีการเติบโตสูง แต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบของการจำหน่ายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น อยู่กับความต้องการของผู้บริโภคว่าใครจะต้องใช้อะไร เช่น เทรนด์ในปี 2568 ที่ผ่านมา คือคนรักสุขภาพ นิยมสินค้าความงามที่เกี่ยวกับการกินต่าง ๆ ส่วนในปี 2569 นี้ เริ่มเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และในปี 2570 ปีถัดไปอาจจะเป็นเรื่องการพักผ่อน”

อย่างไรก็ตาม การเติบโตในอุตสาหกรรมความงามของประเทศไทย คาดการณ์ว่าปีนี้ยอดขายอาจจะใกล้เคียงเดิมหรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย ไม่ลดลงจากปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอนแม้จะมีปัจจัยเรื่องสงครามมาทำให้สะดุดบ้างก็ตาม