
รพ.เอกชนคึกคัก ‘วิมุต’ ทรานส์ฟอร์มองค์กร รับสังคมสูงวัย
สังคมสูงวัยปลุกโรงพยาบาลเอกชนคึกคัก "รพ.วิมุต" กางแผน 3E ทรานส์ฟอร์มสู่ Specialty Hospital เน้นแก้โรคซับซ้อนด้วยทีมสหสาขา ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 1,500 ล้าน
KEY
POINTS
- โรงพยาบาลวิมุตตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 1,500 ล้านบาท พร้อมปรับกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง (Integrated Specialty Hospital)
- ชูกลยุทธ์ "3E" (Expertise, Experience, Expansion) เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ สร้างประสบการณ์ผู้ป่วย และขยายฐานลูกค้ากลุ่มต่างชาติ ประกัน และองค์กร
- เน้นสร้างศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์สำหรับรักษาโรคซับซ้อน เช่น โรคปอด ระบบทางเดินอาหาร และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยใช้ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความท้าทายสูงในปี 2569 อุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เล่นแต่ละรายต่างเลือกแนวทาง Selective Growth หรือเลือกตลาดที่สามารถเติบโตได้ ด้วยจุดแข็งในการบริการเฉพาะด้าน การวางทิศทางธุรกิจชัดเจน
จนสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง และกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันจำนวนสาขา สู่การแข่งขันด้านความชำนาญและผลลัพธ์การรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคซับซ้อนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก
โดยปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงพยาบาลในอนาคต คือความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ทางการรักษา ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ของผู้ป่วยที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพ ความสะดวก ความต่อเนื่อง และความคุ้มค่าในระยะยาว
เช่นเดียวกันกับ รพ.วิมุต พหลโยธิน ซึ่งมีผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำรายได้ 337 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 283 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,213 ล้านบาทในปี 2567 เติบโต 7% โดยรายได้จากผู้ป่วยนอก (OPD) อยู่ที่ 711 ล้านบาท และรายได้จากผู้ป่วยใน (IPD) อยู่ที่ 591 ล้านบาท
โดยไตรมาส 4 ปี 2568 ถือเป็นไตรมาสที่ทำรายได้โดดเด่น ด้วยรายได้รวม 376 ล้านบาท จากการขยายตัวของกลุ่มผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 1,500 ล้านบาท คาดเติบโต 15% จากปีก่อนหน้า
“ในโอกาสครบรอบ 5 ปีนี้ รพ.วิมุต จึงเดินหน้าพัฒนาองค์กรภายใต้กลยุทธ์ 3E คือ Expertise, Experience และ Expansion มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะตลาดเมียนมาและเอเชียใต้ที่เติบโตสูงถึง 141% และ 70% ตามลำดับ การขยายฐานลูกค้ากลุ่มประกันภัยที่เติบโต 8% และลูกค้าองค์กรที่เติบโต 12% รวมถึงการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะด้านโดยเฉพาะบริการสุขภาพผู้หญิงที่เติบโต 12%”
กลยุทธ์ 3E ของ รพ.วิมุต พหลโยธิน
“Expertise” คือ การยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ผ่านการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์สหสาขาและการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อรองรับโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งสุขภาพปอด หัวใจและหลอดเลือด กระดูกและข้อ สูตินรีเวช สุขภาพเต้านม และระบบทางเดินอาหารและตับ
“Experience” คือการยกระดับสู่การให้บริการแบบ "Integrated Healthcare" ผ่านการออกแบบเส้นทางการรักษาที่เชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การคัดกรอง วินิจฉัย รักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู โดยมี ViMUTApplication และแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลเป็นศูนย์กลาง
“Expansion” คือการขยายการเติบโตผ่านการสร้างระบบสุขภาพโดยมุ่งขยายฐานลูกค้าองค์กรและกลุ่มประกันในรัศมี 35กิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่พหลโยธิน รวมถึงต่อยอดความร่วมมือกับพฤกษา เรียลเอสเตท ที่มีฐานลูกบ้านกว่า 270,000 ครัวเรือน เพื่อเชื่อมโยงบริการสุขภาพเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
นอกจากสนนี้ รพ.วิมุต พหลโยธิน จะทรานส์ฟอร์มโรงพยาบาลสู่ "Integrated Specialty Hospital" ซึ่งตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่เชื่อว่า การรักษาไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตอนป่วย แต่ต้องเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการติดตามผลในระยะยาว โดยมีเป้าหมายสร้างผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น ควบคู่กับการลดภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต
ด้าน นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า โรงพยาบาลวิมุตจะใช้กลยุทธ์การลงทุนในเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างศูนย์ความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์ปอด: ลงทุนในเครื่องส่องกล้องตรวจมะเร็งปอดที่มีความแม่นยำสูง และกำลังขยายไปสู่การตรวจแบบออนไลน์ รวมถึงการดูแลคนไข้ใน ICU
ศูนย์ทางเดินอาหาร: เน้นบริการ One-stop Service ที่รวมทีมหมอทางเดินอาหาร สัลยแพทย์ และหมอเฉพาะทางด้านอื่น ๆ (เช่น มะเร็ง) ไว้ในที่เดียว เพื่อแก้ปัญหา (Pain Point) การส่งตัวคนไข้ไปมาหลายแผนก, ศาสตร์แห่งการนอน: นำเทคโนโลยีและการออกแบบสิ่งแวดล้อม (แสง, เสียง, อุณหภูมิ) มาช่วยปรับไลฟ์สไตล์การนอน โดยมองว่าการนอนไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นศาสตร์ที่ส่งผลต่อหัวใจและสุขภาพโดยรวม
รวมถึงการแพทย์เฉพาะทางด้านไลฟ์สไตล์: ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มกิจกรรม Extreme เช่น การตรวจสมรรถภาพปอดสำหรับผู้ที่จะไปดำน้ำหรือปีนเขา เพื่อความปลอดภัยก่อนทำกิจกรรม ตลอดจนมีโมเดลธุรกิจและการทำงานร่วมกับพฤกษา ด้วยการนำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้าไปปรับเปลี่ยนรูปแบบที่อยู่อาศัยของเครือพฤกษา
“โรงพยาบาลจะนำความรู้ไปเปลี่ยนวิธีออกแบบบ้าน เช่น ทิศทางแสง ความเงียบของห้องนอน และการจัดวางเฟอร์นิเจอร์เพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ มุ่งเน้นการรองรับ สังคมผู้สูงอายุ โดยออกแบบบ้านที่สามารถอยู่อาศัยและนอนหลับได้อย่างสบายที่สุด ปัจจุบันมีโครงการนำร่อง (Pilot projects) แล้ว 2-3 แห่ง เช่น โครงการเดอะปาล์ม และคาดว่าจะมีความชัดเจนในเชิงธุรกิจมากขึ้นภายในสิ้นปีนี้”
โดยสถานการณ์ตลาดปัจุบัน มีปัจจัยลบหลักคือเรื่องราคาพลังงานที่ฉุดให้กำลังซื้อลดลง ทำให้การใช้จ่ายของคนไข้ลดลงประมาณ 5-10% โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นกลุ่มที่ชำระเงินเองประมาณ 40% แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส แม้คนไข้จะระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่คนที่มีกำลังซื้อจะเริ่มมองหาโรงพยาบาลที่ "ไว้ใจได้" และคุ้มค่า แทนที่โรงพยาบาลระดับ Luxury ที่ราคาสูงเกินไป ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของ รพ.วิมุต
“เราจะหลีกเลี่ยงการสู้ด้วยสงครามราคา (Price War) แต่จะเน้นที่ ความเชี่ยวชาญ (Expertise) และ การดูแลใส่ใจโดยวางตำแหน่งแบรนด์ให้เหมือนร้านอาหารที่ "อร่อย กลมกล่อม และราคาสมเหตุสมผล พยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของแพทย์ให้ทำงาเป็นทีม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้"
นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาของ รพ.วิมุต พบว่า 5 กลุ่มโรคหลักที่กระทบคุณภาพชีวิตคนไทยมากที่สุด ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกและข้อ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ และสุขภาพผู้หญิง ทั้งสูตินรีเวชและสุขภาพเต้านม ซึ่งล้วนมีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงาน และมักเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังหรือภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยรายเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ จึงเร่งปรับองค์กรสู่การเป็น Integrated Specialty Hospital ที่เชื่อมโยงการดูแลโรคซับซ้อนด้วยความเข้าใจและความเชี่ยวชาญของแพทย์
หัวใจสำคัญของการเป็น Specialty Hospital คือโมเดล Multidisciplinary Care หรือการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพราะโรคบางโรคเชื่อมโยงกันทั้งด้านร่างกาย พฤติกรรม และคุณภาพชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมากมักมีภาวะเบาหวาน ความดัน หรือโรคไตร่วมด้วย หากรักษาเฉพาะอาการใดอาการหนึ่ง อาจรักษาได้ไม่ยั่งยืน รพ.วิมุต จึงให้ความสำคัญกับการวางแผนการรักษาร่วมกันระหว่างแพทย์หลายสาขา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับภาวะของแต่ละราย
รพ.วิมุต จึงให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองและการรักษาแบบ Personalized โดยพิจารณาจากระยะของโรค ขนาดก้อน การกระจายของมะเร็ง และชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่การคัดกรอง การวินิจฉัย การวางแผนรักษา ไปจนถึงการผ่าตัดด้วยเทคนิคสงวนเต้านม เพื่อลดผลกระทบต่อความมั่นใจ ให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม บทใหม่ของ รพ. วิมุต กับการเป็น Integrated Specialty Hospitalสะท้อนว่าการรักษาโรคซับซ้อนในยุคนี้คือการดูแล "คุณภาพชีวิต" ของผู้ป่วยในระยะยาว แนวทางรักษาจึงต้องออกแบบเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้น เพราะการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นไม่เพียงเพิ่มโอกาสรักษาให้หาย แต่ยังลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ






