thansettakij
thansettakij
สาธารณสุขไทย แลกเปลี่ยน WHO ถอดบทเรียนโควิด แนะสื่อสารข้อมูลถูกต้องสำคัญ

สาธารณสุขไทย แลกเปลี่ยน WHO ถอดบทเรียนโควิด แนะสื่อสารข้อมูลถูกต้องสำคัญ

22 พ.ค. 69 | 09:45 น.
อัปเดตล่าสุด :22 พ.ค. 69 | 09:49 น.

รองปลัด สธ. ร่วมแลกเปลี่ยนกับ WHO ยกบทเรียนโควิด 19 การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ป้องกันข้อมูลบิดเบือนกระทบการทำงานสาธารณสุข

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุขไทยเข้าร่วมประชุมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และถอดบทเรียนจากการระบาดของโควิด-19 ในประเด็นการจัดการข้อมูลเท็จและบิดเบือน
  • บทเรียนสำคัญชี้ว่าความไว้วางใจของประชาชนต่อข้อมูลที่ได้รับ มีความสำคัญมากกว่าการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว ซึ่งสร้างได้ผ่านการสื่อสารที่โปร่งใสและอิงหลักวิทยาศาสตร์
  • การรับมือข้อมูลเท็จที่ล่าช้าสามารถบั่นทอนมาตรการสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและเน้นการเข้าถึงชุมชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

22 พฤษภาคม 2569 ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เข้าร่วมแลกเปลี่ยน กับองค์การอนามัยโลก ในประเด็น "การรับมือกับข้อมูลด้านสุขภาพที่บิดเบือนและข้อมูลเท็จ : การปกป้องความถูกต้องเที่ยงตรงทางวิทยาศาสตร์" ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 79 และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19

รวมถึงบทเรียนที่ได้รับจากการทบทวนผลการดำเนินงานในภาวะฉุกเฉินและกระบวนการประเมินความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและสุขภาพถ้วนหน้าที่ทำให้ตระหนักได้ว่า การจัดการกับข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของความมั่นคงทางสุขภาพ การเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาด และการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพ โดยประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนบทเรียนสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1.ประชาชนไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการทางสุขภาพเพียงเพราะได้รับข้อมูลเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือ ความไว้วางใจในระบบและเชื่อข้อความที่ได้รับซึ่งการสื่อสารที่สม่ำเสมอ โปร่งใส และตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ช่วยให้สามารถรักษาความเชื่อมั่นไว้วางใจโดยความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยงานส่วนกลางเท่านั้น แต่ถูกสร้างขึ้นในระดับชุมชนผ่านระบบสุขภาพและบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจในพื้นที่ รวมถึง อสม.

2.เมื่อตอบโต้ข้อมูลบิดเบือนล่าช้า ข้อมูลนั้นจะสามารถบั่นทอนมาตรการสาธารณสุขที่เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว จึงควรเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับฟังเสียงของสังคม บูรณาการข้อมูลเชิงพฤติกรรมเข้ากับการตัดสินใจ และพัฒนากลไกการตอบโต้ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จแบบเรียลไทม์ 3.ไม่มีภาคส่วนใดสามารถจัดการกับความท้าทายนี้ได้เพียงลำพัง ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

3 แนวทางในการรับมือ

ดร.นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า ตนได้เสนอแนะ 3 แนวทางในการรับมือ คือ 1.อย่าต่อสู้กับข้อมูลเท็จด้วยข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสู้บนพื้นฐาน ความเชื่อมั่นและข้อมูลวิทยาศาสตร์ 2.เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเพียงเครื่องมือ แต่การเข้าถึงชุมชนคือคำตอบ และ 3.ความฉลาดทางดิจิทัลและความรอบรู้ด้านสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการรู้ข้อเท็จจริง แต่คือการรู้ว่าควรเชื่อใครและเพราะเหตุใด

ทั้งนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกการประสานงานระหว่างภาคส่วนที่มีโครงสร้างชัดเจน ทั้งภาครัฐ แพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารความเสี่ยงและการมีส่วนร่วมของชุมชนให้เป็นขีดความสามารถระดับชาติที่ยั่งยืน มีระบบดิจิทัลและระบบข้อมูลที่บูรณาการ รองรับการตอบโต้ที่ทันท่วงทีและสอดรับกัน

ตลอดจนยังได้บรรจุการจัดการสถานการณ์ข้อมูลที่ท่วมท้นและบิดเบือนไว้ในแผนเตรียมความพร้อม การฝึกซ้อม และการพัฒนาบุคลากรด้วย เพราะการจัดการกับข้อมูลบิดเบือนไม่ใช่เพียงการแก้ไขข้อมูลที่ผิดเท่านั้น แต่คือการสร้างและรักษาความเชื่อมั่นความไว้วางใจ การทำให้มั่นใจว่าหลักฐานทางวิชาการเข้าถึงประชาชนในรูปแบบที่พวกเขาเข้าใจได้ง่ายและสร้างความมั่นใจว่ามาตรการตอบโต้มีความครอบคลุม ทันเวลา และน่าเชื่อถือ