
MEDEZE ดันกำไร Q1/2569 รวม 61 ล้านบาท ตั้งเป้าฝ่าวิกฤติเป็นผู้นำด้านยา ATMP
MEDEZE เผยผลงาน Q1/69 กำไรปกติยังสูง 61 ล้านบาท แม้สะดุดพิษปิดด่านกัมพูชา พร้อมกางแผนรุกแฟรนไชส์ฟิลิปปินส์-มองโกเลีย ดันไทยผู้นำยา ATMP ปี 2572
KEY
POINTS
- MEDEZE ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุง 61 ล้านบาท แต่รายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากลูกค้าชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางมาใช้บริการได้
- บริษัทวางแผนชดเชยรายได้ที่หายไปโดยการรุกตลาดต่างประเทศใหม่ เช่น มองโกเลียและฟิลิปปินส์ ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหาร
- ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านยา ATMP โดยเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาร่วมกับจุฬาฯ และร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (GPO) สร้างโรงงานผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ เพื่อผลักดันไทยเป็นผู้นำในเอเชียภายในปี 2572
นางสาวอัญชิสา เหล็กเพ็ชร ประธานเจ้าหน้าที่สายบัญชีและการเงิน MEDEZE กล่าวว่า ผลประกอบการของ MEDEZE ในไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 176 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 123 ล้านบาท กำไรสุทธิทางบัญชี 34 ล้านบาท กำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษรวม 61 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน MEDEZE มีสินทรัพย์รวม 3,539 ล้านบาท ยังคงมีสภาพคล่องสูง แต่ผลการดำเนินงานด้านรายได้ถือว่าลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
มีสาเหตุหลักจากกลุ่มลูกค้าชาวกัมพูชาที่ไม่สามารถเดินทางมาเก็บสเต็มเซลล์ได้ เนื่องจากมาตรการปิดด่าน ส่งผลให้รายได้ส่วนนี้หายไปประมาณ 37 ล้านบาท (ลดลง 95% ในกลุ่มกัมพูชา) ขณะที่สัดส่วนรายได้หลักยังคงมาจาก Core Businessกว่า 92%, แฟรนไชส์และค่ารอยัลตี้ 7%, และการขายสินค้า 1%
ด้านค่าใช้จ่ายสำหรับบริหารจัดการ ลดลง 23% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2568 ที่ผ่านมา เพราะต้องควบคุมต้นทุนและวัสดุทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนค่าใช้จ่าย R&D เพิ่มขึ้นกว่า 82% เนื่องจากมีงาสวิจัยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของซัพพลายเชนอย่างน้ำยาเลี้ยงเซลล์ ทั้งมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุนใน Private Banking ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีจากความผันผวนของตลาดต่างประเทศ
นพ.วสวัตติ์ สร้อยทอง นักลงทุนสัมพันธ์ MEDEZE กล่าวว่า การชดเชยรายได้ที่หายไปจากชาวกัมพูชา ทำให้บริษัทต้อบรุกตลาดต่างประเทศอื่นทดแทน เช่น มองโกเลีย ที่เริ่มรับรู้รายได้บางส่วนบ้างแล้วใน Q1/2569 ยังมีฟิลิปปินส์ ที่จะเริ่มรับรู้รายได้แฟรนไชส์จากฟิลิปปินส์ใน Q2/2569 และแนวโน้มพฤติกรรมลูกค้าในตอนนี้ พบว่าจำนวนสัญญาการเก็บและเพิ่มเซลล์ไขมัน (ในผู้ใหญ่) เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าคนไทยตื่นตัวเรื่องการใช้เซลล์รักษาโรค (เช่น ข้อเข่าเสื่อม) และการขึ้นทะเบียนยา ATMP
ทั้งนี้ MEDEZE ได้วิจัยโปรตีนร่วมกับจุฬาฯ เพื่อผลิตส่วนประกอบหลักของน้ำยาเลี้ยงเซลล์เอง, ร่วมมือกับ GPO (องค์การเภสัชกรรม) สร้างโรงงานผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ เพื่อควบคุมซัพพลายเชนทั้งหมด ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก BOI นาน 8 ปี ครอบคลุมเกือบทุกส่วนของบริษัท ส่งผลดีต่อกำไรสุทธิในระยะยาว
สำหรับโมเดลรายได้แฟรนไชส์ภายในปี 1-2 จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับที่ปรึกษาประมาณ 2-2.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2 เป็นต้นไปมีค่ารอยัลตี้จากการเริ่มใช้แบรนด์ และตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป จะสามารถรับรู้รายได้จากการขายน้ำยาเลี้ยงเซลล์ (Supply Chain) ส่วนปีที่ 5 เป็นต้นไป จะได้ค่าสิทธิบัตร 5% ของรายได้แฟรนไชส์ ซึ่ง MEDEZE ตั้งเป้าเซ็นสัญญาเพิ่ม 1 ประเทศทุกปี โดยเป้าหมายคือ อินโดนีเซีย, UAE, มาเลเซีย, ซาอุดีอาระเบีย และไนจีเรีย
นอกจากนี้ มีไทม์ไลน์ยา ATMP ที่ได้วางแผนไว้คือ ในเดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าจะได้มาตรฐานธนาคารเซลล์แห่งแรกในไทยและมาตรฐาน GMP, เดือนสิงหาคม 2569 จะเริ่มรวบรวมอาสาสมัครเพื่อวิจัยทางคลินิก ส่วนเป้าหมายใหญ่ จะผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้าน ATMP ของเอเชียภายในปี 2572 ตามแผนยุทธศาสตร์ภาครัฐ โดยมุ่งมั่นผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้าน ATMP ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เร็วที่สุด







