
รู้จัก 'ไวรัสฮันตา' โรคร้ายจากหนูสู่คน เปิดสาเหตุการระบาด อาการ วิธีป้องกันในไทย
ทำความรู้จัก 'ไวรัสฮันตา' โรคอันตรายจากหนูสู่คนหลังมีรายงานพบ ไวรัสฮันตาระบาด บนเรือสำราญสัญชาติเนเธอร์แลนด์ คร่าชีวิตผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 3 ราย
KEY
POINTS
- ไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คน โดยติดเชื้อผ่านการหายใจเอาละอองสารคัดหลั่งของหนูที่มีเชื้อเข้าไปในร่างกาย
- อาการเด่นคือมีไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเอว อาจมีเลือดออก และมีอาการทางไต ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นไตวาย
- วิธีป้องกันคือการกำจัดและป้องกันหนูซึ่งเป็นพาหะนำโรคไม่ให้เข้าบ้านเรือน เก็บอาหารให้มิดชิด และทำความสะอาดบริเวณที่พบหนูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
- แม้จะเคยมีข้อมูลว่าพบเชื้อในสัตว์ฟันแทะในไทยแต่ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศ
จากกรณีที่มีรายงานพบ ไวรัสฮันตาระบาด บนเรือสำราญสัญชาติเนเธอร์แลนด์ลำหนึ่ง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุข้อมูลล่าสุดว่า ในจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 6 ราย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ขณะที่อีก 1 รายมีอาการหนักและอยู่ระหว่างรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตที่แอฟริกาใต้
สำหรับประเทศไทยนั้นหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหากมองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเกิดบนเรือสำราญซึ่งเป็นสถานที่ปิด ที่น่าสนใจก็คือ ไวรัสฮันตา หรือ ไวรัสฮันทา หรือ ไวรัสฮานตา เป็นไวรัสที่แพร่โดยสัตว์ฟันแทะประเภทหนู ดังนั้น การตระหนักรู้เพื่อระมัดระวังและดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างที่เรารักจึงเป็นสิ่งที่ดี
ไวรัสฮันตา (Hanta virus) คืออะไร
ไวรัสฮันตา เป็นอาร์เอ็นเอไวรัสชนิดสายเดียวจัดอยู่ในตระกูลบันยาไวรัส ซึ่งไวรัสในกลุ่มนี้ไม่ค่อยเป็นเชื้อก่อโรคในมนุษย์เท่าใดนัก ส่วนใหญ่การติดเชื้อเกิดจากผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสในลักษณะของฝอยละอองโดยเชื้อไวรัสฮันตาที่มากับปัสสาวะหรืออุจจาระของสัตว์กัดแทะจะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์โดยการหายใจเข้าไปหรือ เชื้อไวรัสผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผลหรือเยื่อบุตาหรืออาจพบเชื้อไวรัสปะปนมากับอาหารและน้ำดื่ม
อาการของโรค :
อาการเริ่มด้วยมีไข้ฉับพลัน ปวดเอว มีเลือดออกลักษณะต่าง ๆ มากน้อยแตกต่างกันไป และอาการทางไต อาการของโรคจะแบ่งเป็น 5 ระยะ คือ
- ระยะไข้
- ระยะความดันโลหิตตํ่า
- ระยะปัสสาวะน้อย
- ระยะปัสสาวะมาก
- ระยะฟื้นไข้
ระยะที่มีไข้มักจะเป็นอยู่นาน 3 - 7 วัน ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะ คือ ไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ตามด้วยอาการปวดท้องหรือปวดเอวมาก ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียนและหน้าแดง ตาแดงและมีจุดเลือดออกในชั้นผิวหนัง ต่อมาเป็นระยะความดันโลหิตตํ่า อาจเกิดนานหลาย ๆ ชั่วโมงจนถึง 3 วัน มักมีอาการตัวเย็น ความดันตกฉับพลันอาจถึงเกิดภาวะช็อก และเลือดออกจะปรากฏมากขึ้น ในระยะปัสสาวะน้อย ความดันโลหิตจะกลับปกติหรือสูงกว่าปกติ ระยะอาจเกิดนาน 3 - 7 วัน อาจยังคงมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกมาก และปัสสาวะจะน้อยลงอย่างมาก
ระยะฟักตัวของโรค :
- อาจสั้นเพียงไม่กี่วันหรือนานได้ถึง 2 เดือน ส่วนใหญ่ประมาณ 2 - 4 สัปดาห
สถานการณ์ทั่วโลก :
โรคที่เกิดจากไวรัสฮานตาพบมากและกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขในจีน โดยมีรายงานโรคปีละประมาณ 40,000 - 100,000 ราย ระยะ ไม่กี่ปีมานี้มีรายงานโรคในเกาหลีปีละประมาณ 1,000 ราย โรคจะเกิดมากน้อยตามฤดูกาล โดยพบมากที่สุดในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิต่อต้นฤดูหนาว โดยส่วนใหญ่พบในคนชนบทในคาบสมุทรบอลข่าน พบโรคชนิดรุนแรงจากไวรัสฮานตา หรือไวรัสโดบราวา ปีละ 200 - 300 ราย โดยอัตราตายสูงไม่น้อยกว่าที่พบในเอเชีย ผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในฤดูใบไม้ผลิและช่วงต้นฤดูร้อน ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพที่ชั้นนอกของไต (nephropathia epidemica) จากไวรัสพูอูมาลา ส่วนใหญ่พบในยุโรป รวมทั้งรัสเซีย แถบตะวันตกของเทือกเขาอูราล และแถบคาบสมุทรบอลข่านมักพบ โรคในช่วงฤดูร้อน หรือปลายฤดูใบไม้ร่วง และต้นฤดูหนาว กลุ่มอาการเหล่านี้ที่พบในนักวิจัยทางการแพทย์หรือคนเลี้ยงสัตว์ในเอเชียและยุโรป มักเกิดจากหนู (rat)
ในห้องทดลองที่ติดเชื้อไวรัสโซล ไวรัสโซลมักแยกได้ จากหนูที่จับได้ในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย สหรัฐอเมริกา บราซิล และอาร์เจนตินา แต่ที่พบความสัมพันธ์กับการเกิดโรคในผู้ป่วยมีเฉพาะในจีนและรัสเซีย ส่วนที่อยู่ในเอเชียปัจจุบันมีเทคนิคการตรวจใหม่ ๆ ทําให้พบเชื้อโรคไวรัสฮันตาและการติดเชื้อไวรัสฮันตาทั่วโลก
สำหรับประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2528 เคยมีรายงานการพบแอนติบอดีต่อ Hanta - like virus ในผู้ป่วยที่จังหวัดกาญจนบุรีและกรุงเทพและต่อมาในปี พ.ศ. 2541 มีการศึกษาในผู้ป่วยมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล (แพทย์หญิงยุพิน ศุพุทธมงคล) พบผู้ป่วย 1 รายในกรุงเทพฯ มีผลยืนยันการวินิจฉัยโดยวิธี ELISA ว่า ติดเชื้อ Hanta - like virus และ ปีต่อ ๆ มาพบแอนติบอดีชนิด IgG ในผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้อีกหลายราย
นอกจากนั้นข้อมูลการศึกษาของศูนย์วิจัยโรคติดเชื้อไวรัสชนิดระบาดใหม่ (โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล) แสดงให้เห็นว่า มีไวรัสนี้ทั้งในคนและในสัตว์ฟันแทะ เช่น Rattus rattus, Rattus exulans, Rattus norvegicus, Bandicota indica, Bandicota savilei อยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 2 - 24 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า มีเชื้อไวรัสฮานตาแพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย
สถานการณ์โรคในประเทศไทย :
ปัจจุบันยังไม่พบรายงานของโรคนี้ในประเทศไทย
การแพร่ติดต่อโรค :
เกิดโดยการสูดเอาละอองจากสิ่งขับถ่าย ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และนํ้าลายของสัตว์ฟันแทะที่ติดโรคโดยไม่มีอาการ โดยพบได้มากที่สุดในปอด
พาหะของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา คือ สัตว์ประเภทกัดแทะประเภทหนู โดยมนุษย์จะได้รับเชื้อไวรัสฮันตาที่ถูกขับออกมาทางสารคัดหลั่งของหนู เช่น ปัสสาวะ น้ำลาย รวมทั้งมูลอุจจาระ เมื่อคนหายใจเอาละอองสารคัดหลั่งดังกล่าวที่มีเชื้อไวรัสฮันตาเข้าไปในร่างกายจะเกิดภาวะการติดเชื้อขึ้น จากการศึกษาพบว่า การติดต่อโรคโดยการจับหรือสัมผัสกับฉี่หนู น้ำลายหนู หรือมูลอุจจาระมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับกรณีที่คนถูกหนูกัดโดยตรงโอกาสที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลพบได้แต่ความเสี่ยงไม่สูงนัก
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่หนูทุกชนิดที่แพร่เชื้อไวรัสฮันตาได้โดยชนิดของหนูที่แพร่เชื้อไวรัสมากที่สุดเป็น หนูเล็ก ซึ่งเป็นหนูท้องถิ่น ขนาดลำตัว 2-3 นิ้ว หางยาว 2-3 นิ้ว ตาโต หูโต ขนมีหลายสี สีเทาบ้าง แดงออกน้ำตาลบ้าง ใต้ท้องเป็นแถบสีขาว พบทั่วไปในทวีปอเมริกาเหนือโดยมักพบอยู่ในบริเวณชายป่า นอกจากนี้ยังพบเชื้อไวรัสในหนูสายพันธุ์อื่น ๆ ได้อีกหลายชนิดโดยเฉพาะหนูขาขาวซึ่งพบได้ไม่บ่อยแต่มักมีไวรัสอยู่เป็นจำนวนมาก
มาตรการป้องกันโรค :
1. ป้องกันหรือขจัดสัตว์ฟันแทะ มิให้เข้าไปในบ้านเรือนหรืออาคาร
2. เก็บอาหารไว้ในที่ที่สัตว์ฟันแทะเข้าไปกินไม่ได้
3. ฆ่าเชื้อบริเวณที่มีสัตว์ฟันแทะ โดยการพ่นนํ้ายาฆ่า เชื้อโรค (เช่น สารฟอกขาวที่เจือจาง) ก่อนทําความสะอาด ห้ามใช้วิธีการกวาดหรือดูดฝุ่นบริเวณที่หนูเคยเข้าไป ให้ใช้วิธีถูด้วยผ้าเปียกหรือโดยใช้ผ้าชุบสารเคมีฆ่าเชื้อโรค
4. ดักและกําจัดสัตว์ฟันแทะด้วยวิธีการที่เหมาะสม ไม่แนะนําวิธีการดักจับเป็นๆ
5. ในบริเวณที่มีสัตว์อยู่มาก ลดการสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะในป่า รวมทั้งสิ่งขับถ่ายจากตัวสัตว์เหล่านั้น
6. สัตว์ฟันแทะในห้องทดลองโดยเฉพาะหนูท่อ (Rattus norvegicus) ให้ตรวจสอบว่าไม่มีตัวใดติดเชื้อไวรัสฮานตาโดยไม่มีอาการ
มาตรการควบคุมการระบาด :
ควบคุมสัตว์ฟันแทะ เฝ้าระวังการติดเชื้อโรคไวรัสฮานตาในสัตว์ฟันแทะในป่า หากตรวจพบความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อโรคในสัตว์และใน ผู้ป่วย ให้ขจัดกวาดล้างสัตว์ฟันแทะต่าง ๆ รวมทั้งการฆ่าเชื้ออย่างทั่วถึงด้วย
ข้อมูล: สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)




