
รมว.สาธารณสุข ประกาศปฏิรูป สปสช. พร้อมแก้กฎหมายหากจำเป็น
รมว.สาธารณสุข เตรียมปฏิรูป สปสช. มุ่งทำงานกระชับขึ้น เน้นธรรมาภิบาล บริหารจัดการรวดเร็วเพื่อประชาชน ชี้ โจทย์ใหญ่คือการปรับตัวให้ทันความคาดหวังของสังคม หากกฎหมายเก่าเป็นอุปสรรคพร้อมรื้อทันที
KEY
POINTS
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศนโยบายปฏิรูปกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเสาหลักของกระทรวง
- การปฏิรูปมุ่งเน้นการยกระดับการบริหารจัดการให้มีธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- พร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หากมีความจำเป็นเพื่อให้การทำงานคล่องตัวและทันสมัยขึ้น
30 เมษายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังมอบนโยบายให้ผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็น 1 ใน 7 นโยบายเสาหลักของกระทรวงที่ระบุถึงการมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาลในกองทุนสุขภาพให้มีความเข้มแข็ง พร้อมทั้งให้มีการบริหารจัดการด้วยความมีประสิทธิภาพ เร่งรัดปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อกฎหมายที่ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค รวมถึงปฏิรูปการทำงานให้มีความคล่องตัวว่า การปฏิรูปกองทุนสุขภาพที่กล่าวถึงนั้น หมายถึงกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) หรือไม่
นายพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การปรับปรุงหรือการปฏิรูปในหลายด้าน จะต้องมองทุกส่วนเพื่อที่จะยกระดับการบริหารจัดการให้มีธรรมาภิบาลที่ดี รวมถึงให้มีการจัดการที่ดี และกองทุนบัตรทองเป็นอีกส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพซึ่งต้องยอมรับว่า ยังมีแง่มุมในการทำงานที่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นได้
อย่างไรก็ดี ต้องฟังเสียงประชาชนที่สะท้อนต่อระบบ ซึ่งตนเองในฐานะ รมว.สาธารณสุข อีกส่วนหนึ่งเป็นประธานบอร์ด สปสช.ด้วยแต่การบริหารจัดการของระบบบัตรทอง ยังมีอีกคณะกรรมการ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และยังมีอนุกรรมการ คณะทำงาน เป็นต้น เรามองว่าหากกระชับได้จะยิ่งดีต่อการขับเคลื่อนรวมไปถึงการนำนโยบาย มติของ บอร์ด สปสช. ที่เป็นบอร์ดชุดใหญ่ลงไปปฏิบัติก็ต้องเร่งรัดการทำงานให้เร็วและทันต่อความคาดหวัง ความต้องการของประชาชน นายพัฒนา กล่าว
หลาย ๆ อย่างสามารถปรับได้ อะไรก็ตามที่ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น เราตั้งใจจะทำในทุก ๆ แง่มุม การปรับตัวให้เข้ากับเวลา เข้ากับความคาดหวังของสังคม ถือเป็นโจทย์ใหญ่และเป็นโจทย์แรกที่จะต้องดำเนินการ สำหรับเรื่องนี้มีการปรับในหลายระดับ บางอย่างอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องไปแก้กฎหมายแต่ถ้าจำเป็นต้องแก้เพื่อให้การทำงานดีขึ้น ทันสมัยมากขึ้นก็ต้องทำ นายพัฒนา ระบุ
ส่วนความคืบหน้าเรื่องของ พ.ร.บ.แยกสธ.ออกจาก กพ.ซึ่งจะทำให้กระทรวงสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้เองนั้น นายพัฒนา ระบุว่า พ.ร.บ.ไม่ได้วางกรอบอะไรโดยจะดูในแง่การทำงานร่วมกันให้ได้มีความสอดคล้อง และมีความสามารถตอบสนองให้กับประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้นก่อน โดยในส่วนของกฎหมายนั้น ได้ดำเนินได้เตรียมการเอาไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรอบที่แล้วซึ่งได้มีการเอา พรบ.มารีวิวมาหารือกันภายใน มีความตั้งใจว่าจะนำเสนอต่อ ครม.ต่อไป และจะผลักดันให้ใช้บังคับได้ภายในรัฐบาลชุดนี้







