
ยานำเข้าแพง–ขาดแคลน โอกาสสมุนไพรไทย ติดกำแพงระบบ–ความเชื่อมั่น
ยานำเข้าแพง–ขาดแคลน JSP ชี้เป็นโอกาสสมุนไพรไทยในวิกฤต เเต่ปัญหายังติดกำแพง ทั้งการนำไปใช้จริงในระบบเเละความเชื่อมั่น
KEY
POINTS
- ราคายานำเข้าที่สูงขึ้นและปัญหาขาดแคลน ถือเป็นโอกาสสำคัญของสมุนไพรไทยในการเป็นทางเลือกทดแทนยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะการรักษาอาการเจ็บป่วยพื้นฐาน
- อุปสรรคสำคัญคือสมุนไพรยังไม่ถูกนำมาใช้จริงในระบบสาธารณสุข เนื่องจากขาดนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และบุคลากรทางการแพทย์ยังคงยึดติดกับยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก
- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งถูกบั่นทอนจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนในอดีตและปัญหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้บริโภคขาดความไว้วางใจ
ท่ามกลางต้นทุนยานำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก และข้อจำกัดด้านซัพพลายที่เริ่มกระทบการจัดหายาบางรายการ นายพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานบริษัท (CEO) โรงงานเภสัชอุตสาหกรรมเจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP มองว่า นี่เป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้ “สมุนไพรไทย” ถูกหยิบกลับมาอยู่ในสมการอีกครั้ง
ในมุมของผู้ประกอบการ เขาเห็นชัดว่า ศักยภาพของสมุนไพรไทยไม่ใช่ข้อจำกัด โดยให้เหตุผลว่าเพราะประเทศไทยมีทั้งวัตถุดิบ งานวิจัย และองค์ความรู้รองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มอาการพื้นฐานที่สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ เช่น การดูแลอาการเจ็บป่วยทั่วไปหรือการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งในเชิงหลักการมีการรับรองการใช้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นคือ “การใช้จริงในระบบ”
ในมุมของผู้ประกอบการ เขาเห็นชัดว่า ศักยภาพของสมุนไพรไทยไม่ใช่ข้อจำกัด โดยให้เหตุผลว่าเพราะประเทศไทยมีทั้งวัตถุดิบ งานวิจัย และองค์ความรู้รองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มอาการพื้นฐานที่สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ เช่น การดูแลอาการเจ็บป่วยทั่วไปหรือการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งในเชิงหลักการมีการรับรองการใช้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นคือ “การใช้จริงในระบบ”
นายพิษณุสะท้อนว่า ปัญหาของสมุนไพรไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า หากอยู่ที่โครงสร้างของระบบสาธารณสุขและแนวคิดของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังคงยึดโยงกับยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก ทำให้สมุนไพรยังไม่ได้ถูกยกระดับเป็นทางเลือกแรก แม้ในกรณีที่สามารถใช้ทดแทนได้
ประเทศไทยจะไปได้ด้วยการผลักดันการใช้สมุนไพร รองมาจากอาหารไทย อาหารไทยคืออาหารที่มีวัฒนธรรมอยู่แล้ว ผลไม้ไทยมีอยู่แล้ว แต่ว่าข้อเสียคือ จีนปลูกทุเรียนเองได้แล้ว เดี๋ยวจะปลูกลำไยสมัยก่อนปลูกไม่ได้ ตอนนี้ปลูกได้แล้ว มังคุดปลูกได้แล้ว อันนี้คืออุตสาหกรรมอาหาร แต่ว่าด้วยเรื่องของ GI ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงว่าเป็นผลไม้จากไทย แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของแต่ละประเทศคือ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน แพทย์แผนอินเดีย แพทย์แผนฝรั่ง แพทย์แผนไทยมีจุดขายที่ไปได้พร้อมกับวัฒนธรรมไทยและผลของแพทย์แผนไทยไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย อย. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยทำได้ดีมาก แต่หมอไม่ใช้
เพื่อให้เห็นภาพ เขาอธิบายภาพดังกล่าวว่า แตกต่างจากหลายประเทศที่มีการออกแบบระบบให้การแพทย์ทางเลือกเข้ามามีบทบาทร่วมกับการแพทย์สมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประเทศไทยยังขาดการผลักดันเชิงนโยบายในลักษณะนี้
อีกประเด็นที่นายพิษณุมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ คือ “ความเชื่อมั่น” ของผู้บริโภคที่ยังไม่ถูกสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทเรียนจากช่วงโควิดที่การสื่อสารเกี่ยวกับสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร มีความไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน และไม่สามารถสร้างความเชื่อถือในระยะยาวได้
คนไทยตระหนักมากขึ้นว่าการใช้สมุนไพรตอนโควิด ทุกคนรักฟ้าทะลายโจร ถ้าไม่มีโควิดคงไม่กินฟ้าทะลายโจร แต่ถ้ารัฐบาลบอกว่าปวดกล้ามเนื้อแทนที่จะใช้ ไดโคลฟีแนค แพทย์แผนไทยช่วยได้ ยาพาราเซตามอล ตัวนี้ช่วยได้ เรื่องนอนหลับ ท้องเสีย ยาปฏิชีวนะ จริงๆ อย. ทำมาหมดเลยว่า 10 สมุนไพรที่สามารถใช้แทนยาปัจจุบันได้เลย อย. ประกาศออกมาเลย แล้วก็ไม่มีการสนับสนุนใช้ ยังไม่รวมเรื่องล็อบบี้ในอุตสาหกรรมยาในโลก เม็ดเงินการล็อบบี้ พอๆ กับอุตสาหกรรมน้ำมันกับอาวุธเลย
ในขณะที่ตลาดยากลุ่มซับซ้อนยังไม่ใช่พื้นที่ของสมุนไพรไทย นายพิษณุมองว่าโอกาสที่ชัดเจนอยู่ใน “ตลาดขนาดใหญ่” อย่างกลุ่มอาการพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการต่อเนื่อง และสามารถขยายตัวได้ หากมีการสร้างดีมานด์ในระบบอย่างจริงจัง
เขามองว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่การออกแบบนโยบาย โดยเฉพาะการผลักดันให้สมุนไพรเป็นหนึ่งในทางเลือกของระบบสาธารณสุข และการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการใช้ภายในประเทศ เพราะหากไม่มี “ดีมานด์ในระบบ” ตลาดก็จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ในมุมของภาคธุรกิจ นายพิษณุยอมรับว่า อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยังมีโจทย์ด้านมาตรฐานที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพหรือมีการใช้สารต้องห้าม ซึ่งกระทบต่อภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าใดมีคุณภาพจริง
ประเด็นนี้ทำให้การยกระดับมาตรฐานการผลิตและการกำกับดูแลอย่างจริงจัง กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น หากไม่สามารถแก้ไขจุดนี้ได้ โอกาสทางธุรกิจก็จะไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมด้านการวิจัย แต่เขามองว่ายังมีช่องว่างสำคัญระหว่าง “งานวิจัย” กับ “การนำไปใช้จริง” งานวิจัยจำนวนมากยังคงอยู่ในระดับห้องทดลอง ไม่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นการเชื่อมโยงระหว่างภาควิจัยกับภาคเอกชนจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำเป็น เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดและสามารถสร้างมูลค่าได้จริง
สำหรับผู้ประกอบการ นายพิษณุมองว่าการปรับตัวในช่วงเวลานี้ต้องเป็นการ “ยกระดับทั้งระบบ” ไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องลงทุนในมาตรฐาน การวิจัย และการสร้างความโปร่งใสในการสื่อสารกับผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
เขาย้ำว่า วิกฤตต้นทุนยานำเข้าในครั้งนี้เปิดโอกาสให้สมุนไพรไทยอย่างชัดเจน แต่โอกาสจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าทั้งระบบจะสามารถปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร หากนโยบายยังไม่ชัด ระบบยังไม่เปิดรับ และความเชื่อมั่นยังไม่ถูกสร้าง โอกาสก็อาจเป็นเพียงภาพที่มองเห็นแต่ไปไม่ถึง
แต่หากสามารถเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันได้ วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้สมุนไพรไทยก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศในอนาคต
เรื่องยาต้องเป็นนโยบายระดับประเทศ กลุ่มสภาอุตสาหกรรมหลายๆ แบรนด์ที่อยู่มานาน ในตลาดคิดว่าเราเป็นคู่แข่งกันจริงๆ อยู่ในสภาอุตสาหกรรมเราช่วยกันผลักดันอุตสาหกรรมสมุนไพร เราจะทำตัวของคุณภาพ พอทำให้ดีเสร็จ ตัวจุดประกายต้องเป็นภาครัฐสนับสนุน วันนี้ ททท. จ่ายเงินให้ลิซ่ามาขึ้นบิลบอร์ด สักวันกระทรวงสาธารณสุขจะสามารถจ่ายเงินให้สักคนหยิบสมุนไพรด้วยความภูมิใจ ทั้งดมทั้งทาทั้งกินได้ไหม วันนี้อุตสาหกรรมปรับคุณภาพเป็นเรียกว่าเป็น Asian Standard แล้ว ก็เหลือการสนับสนุนของรัฐ







