thansettakij
thansettakij
สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนเปิดเวทีถอดรหัสนวัตกรรมทางการแพทย์ ผ่าทางรอดสาธารณสุขไทย

สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนเปิดเวทีถอดรหัสนวัตกรรมทางการแพทย์ ผ่าทางรอดสาธารณสุขไทย

02 ต.ค. 69 | 05:17 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ต.ค. 69 | 05:24 น.

สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน จัดเวทีนโยบายระดับสูง ชู ‘นวัตกรรมทางการแพทย์’ เป็นกุญแจขับเคลื่อนเศรษฐกิจการแพทย์และผ่าทางรอดระบบสาธารณสุขไทย รับมือวิกฤตสังคมสูงวัยและภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

KEY

POINTS

  • สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนจัดเวทีหารือเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแนวทางการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์รับมือความท้าทายด้านสาธารณสุขของไทย โดยเฉพาะปัญหาสังคมสูงวัยและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
  • ชี้ให้เห็นว่าโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล ขณะที่การเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ๆ ยังมีอุปสรรคจากกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้าและเกณฑ์ประเมินความคุ้มค่าที่ต่ำ
  • เสนอให้ประยุกต์ใช้กลไก "Managed Entry Agreements" (MEA) หรือข้อตกลงร่วมในการบริหารจัดการการเข้าถึงยา เพื่อแบ่งปันความเสี่ยงทางการเงินระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้เร็วขึ้น
  • เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากผู้ซื้อ-ผู้ขายไปสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ

สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน เปิดเวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูง “Advancing Thailand’s Medical Economy through Health Innovation” ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจการแพทย์ไทย ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสูงวัยและภาระโรค NCDs โดยมุ่งเน้นการใช้ยานวัตกรรม กลไกการคลัง และการเปลี่ยนผ่านสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อยกระดับสาธารณสุขควบคู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

บริบทความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้นตามลำดับ โครงสร้างระบบสุขภาพจึงต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างโอกาสในการรอดชีวิตให้แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ท่ามกลางทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

เวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูง “Advancing Thailand’s Medical Economy through Health Innovation” ซึ่งจัดขึ้นโดยสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council) เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจการแพทย์ของไทยในอนาคต

สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน เปิดเวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูง “Advancing Thailand’s Medical Economy through Health Innovation”

โดยมีผู้แทนสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ และบริษัทผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพชั้นนำระดับโลก เข้าร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์เพื่อปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

นายปราบ เพียรสกุล หัวหน้าผู้แทนสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อม ความเข้มแข็ง และศักยภาพสูงในหลายมิติ โดยเฉพาะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่โจทย์สำคัญถัดไปคือการต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่เป็นรูปธรรม นวัตกรรมที่จับต้องได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

ความมุ่งมั่นของสภาธุรกิจฯ คือการเปลี่ยนผ่านสายสัมพันธ์จากรูปแบบผู้ซื้อและผู้ขายแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว (Long-term Strategic Partnership) ร่วมกับภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสุขภาพ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน จัดเวทีนโยบายระดับสูง ชู ‘นวัตกรรมทางการแพทย์’

ถอดรหัส NCDs: ภัยเงียบทำลายสุขภาวะและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

สาระสำคัญประการหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในเวทีเสวนา คือผลกระทบเชิงวิกฤตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งปัจจุบันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงถึง 74% ของอัตราการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

ที่น่าสนใจคือ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจดังกล่าว กว่า 91% เกิดจากการสูญเสียผลิตภาพทางการผลิตของแรงงานก่อนวัยอันควร ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโรคเรื้อรังไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล แต่เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและผลิตภาพของประเทศในภาพรวมอ

หนึ่งในอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพคือ "ระยะเวลา" ในการอนุมัติและบรรจุยาเข้าสู่ระบบเบิกจ่าย ปัจจุบันกระบวนการคัดเลือกยาใหม่เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย ใช้เวลาเฉลี่ยถึง 3 ปี ตัวอย่างเช่น ยารักษามะเร็งปอดชนิด Non-Small Cell กลุ่มออกฤทธิ์ตรงจุด ซึ่งได้รับการอนุมัติในระดับสากลมาตั้งแต่ปี 2551 แต่ระบบเบิกจ่ายของไทยกลับใช้เวลาเกือบ 10 ปีหลังจากนั้นในการอนุมัติสิทธิให้ผู้ป่วย ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากสิทธิบัตรยาหมดอายุไปแล้ว

นอกจากนี้ เกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพของไทยยังมีข้อจำกัด โดยมีการกำหนดเพดานไว้ที่ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานในภูมิภาค ส่งผลให้ยามะเร็งและยานวัตกรรมที่ล้ำสมัยจำนวนมากไม่สามารถผ่านเกณฑ์การประเมินแบบมาตรฐานได้

“การลงทุนด้านสุขภาพคือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย ระบบสุขภาพที่ออกแบบอย่างครอบคลุมจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า การเพิ่มผลิตภาพของสังคม และการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว รวมถึงช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุน การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการแนะนำแนวทางการรักษาใหม่ ๆ”

เวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูง “Advancing Thailand’s Medical Economy through Health Innovation”

กลไก MEA เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการคลัง

เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยยูทาห์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา เกาหลีใต้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง ไต้หวัน และองค์กรการแพทย์ชั้นนำ ได้เสนอให้ประยุกต์ใช้ "ข้อตกลงร่วมกันในการบริหารจัดการการเข้าถึงเทคโนโลยีและยา" หรือ Managed Entry Agreements (MEA)

MEA เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการแบ่งปันความเสี่ยงทางการเงินและผลลัพธ์การรักษาระหว่างภาครัฐกับผู้ผลิตยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยประเทศไทยเคยมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากการบรรจุยานวัตกรรมสำหรับรักษาโรคหายาก ซึ่งยืนยันว่า MEA เป็นแนวปฏิบัติที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทของไทย

จากการจัดอันดับภายในงานเสวนา รูปแบบ MEA ที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสมที่สุดกับระบบสาธารณสุขไทยภายในระยะเวลา 3 ปี ได้แก่:

  1. Financial Risk-Sharing (การแบ่งปันความเสี่ยงทางการเงิน): เช่น การกำหนดช่วงเริ่มรักษาฟรี หรือการกำหนดเพดานขนาดยา ซึ่งช่วยคุ้มครองงบประมาณของกองทุนประกันสุขภาพได้ดีที่สุด โดยบริษัทผู้ผลิตยาจะร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในรอบการรักษาแรก ๆ หรือส่วนเกินจากเพดานที่กำหนดไว้
  2. Coverage with Evidence Development (การบรรจุสิทธิแบบมีเงื่อนไข): เปิดโอกาสให้ยานวัตกรรมที่มีแนวโน้มการรักษาดีได้รับสิทธิเบิกจ่ายชั่วคราว ควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูลการใช้งานจริง เพื่อนำมาประเมินประสิทธิภาพและปรับเกณฑ์ราคาในภายหลัง
  3. Simple Financial Arrangements (ข้อตกลงทางการเงินแบบเรียบง่าย): การใช้ส่วนลดราคาเชิงบริหารหรือข้อตกลงเพดานปริมาณการใช้ ซึ่งบริหารจัดการง่ายและช่วยให้ภาครัฐคาดการณ์งบประมาณได้อย่างแม่นยำ

การประยุกต์ใช้ MEA ยังครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เฉพาะกลุ่ม เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาสูง ยาสำหรับโรคหายากมาก (เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA) และชีววัตถุบำบัดรักษาโรคทางพันธุกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีกลไกการจัดสรรงบประมาณเฉพาะที่ไม่แย่งชิงงบประมาณยาทั่วไป เช่น โมเดลการตั้งกองทุนโรคหายากในไต้หวัน หรือการทำสัญญาร่วมจ่ายในโรคโกเช่ร์ (Gaucher Disease) ในประเทศไทย

การบูรณาการโครงสร้างและนโยบายสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์

การขับเคลื่อนกลไก MEA และระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างบูรณาการ โดยผู้เข้าร่วมการเสวนากว่าครึ่งระบุตรงกันว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คือปัจจัยตัดสินที่สำคัญที่สุด

นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจทางกฎหมายในการเจรจา MEA การยอมรับเกณฑ์ราคาลับ (Confidential Pricing) และการพัฒนาระบบข้อมูลการติดตามผลการรักษาในระดับตัวผู้ป่วย (Real-World Evidence) เพื่อให้การประเมินผลลัพธ์การรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำ