
เปิดแผน 3 ปี ทุ่ม 3 ล้านดอลลาร์ ปิดจุดเสี่ยงพิษสุนัขบ้าไทย หนุนระบบสุขภาพ-เศรษฐกิจ
ไทยเร่งปิดจุดเสี่ยงพิษสุนัขบ้า อัดทุน 3 ล้านดอลลาร์ เสริมศักยภาพสัตวแพทย์-ระบบเฝ้าระวัง หวังลดความเสี่ยงต่อคน-สัตว์ หนุนเศรษฐกิจยั่งยืน
KEY
POINTS
- โครงการมาร์ส อิมแพ็ค ฟันด์ สนับสนุนเงินทุน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านองค์กร WVS ในแผนระยะ 3 ปี เพื่อกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในไทย
- มุ่งเน้นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในกลุ่มสุนัขจรจัดและสุนัขในพื้นที่เข้าถึงยาก ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสำคัญในการแพร่ระบาด
- เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเฝ้าระวังโรคแบบบูรณาการ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสัตวแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการกำจัดโรคอย่างยั่งยืน
มิเชล โกรกก์ (Michelle Grogg) ผู้อำนวยการบริหารโครงการ มาร์ส อิมแพ็ค ฟันด์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการขับเคลื่อนภารกิจกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มสุนัขที่ยังเข้าถึงได้ยากในระยะสุดท้ายของการกำจัดโรค
โดยผ่านการดำเนินงานร่วมกับองค์กร เวิลด์ไวด์ เวเทอรินารี เซอร์วิส (Worldwide Veterinary Service หรือ WVS) ซึ่งจะมีการสนับสนุนเงินทุนมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการมาร์ส อิมแพ็ค ฟันด์ (Mars Impact Fund) ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถให้แก่ชุมชน ควบคู่กับการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และยกระดับสุขภาวะที่ดีของสัตว์เลี้ยง
โครงการดังกล่าวจะดำเนินการเป็นระยะเวลา 3 ปี จะช่วยให้องค์กร เวิลด์ไวด์ เวเทอรินารี เซอร์วิส สามารถทำงานเคียงข้างและสนับสนุนความพยายามของภาครัฐของประเทศไทยในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในระดับประเทศ โดยมุ่งเน้นการนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสัตวแพทย์และการลงพื้นที่ภาคสนามเชิงรุกอย่างตรงจุด เข้ามาช่วยให้การฉีดวัคซีนสามารถเข้าถึงกลุ่มสุนัขจรจัดและกลุ่มที่เข้าถึงได้ยาก ซึ่งมักเป็นอุปสรรคในโครงการฉีดวัคซีนทั่วไป
เฝ้าระวังแบบบูรณาการ
นอกจากนี้ ยังจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถตรวจพบการระบาดของโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของทีมสัตวแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถรักษาความก้าวหน้าในการกำจัดโรคนี้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินงานผ่านศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติของเวิลด์ไวด์ เวเทอรินารี เซอร์วิส ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเงินทุนดังกล่าวยังจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในวงกว้างทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องมีการดำเนินงานอย่างจริงจังในพื้นที่บริเวณชายแดน
ด้วยการต่อยอดจากรากฐานมั่นคงที่กรมปศุสัตว์และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศได้วางไว้ โดยความร่วมดังกล่าวจะเข้ามาเสริมการดำเนินงานที่มีอยู่ ด้วยการสนับสนุนความเชี่ยวชาญทางเทคนิค การฝึกอบรม และศักยภาพในการทำงานภาคสนามที่จำเป็นต่อการเข้าถึงกลุ่มประชากรในพื้นที่เสี่ยงที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งจะช่วยปกป้องชีวิตของผู้คนและสัตว์เลี้ยงหลายล้านชีวิต ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับโรคที่มีความสำคัญภายใต้ระบบสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปได้อย่างยั่งยืน
“โรคพิษสุนัขบ้าเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสุขภาพระดับโลกที่รู้ว่าสามารถกำจัดให้หมดไปได้ และประเทศไทยคือพื้นที่ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้นี้”







