
"รพ.ธนบุรี ทวีวัฒนา" บริหารต้นทุนเข้ม ยันไม่ขึ้นค่ารักษา เดินหน้าลงทุน AI
โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา บริหารจัดการสต็อกน้ำมัน-เวชภัณฑ์รับมือความผันผวนโลก ยันไม่ขึ้นค่ารักษา พร้อมสยายปีกเจาะกลุ่มคนไข้เพื่อนบ้าน ชูหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมุ่งเป็นผู้นำนวัตกรรมการแพทย์ย่านชานเมือง ดันเป้า 1,400 ล้านบาท
KEY
POINTS
- โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ยืนยันตรึงค่ารักษาพยาบาลไว้เท่าเดิม แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะสูงขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการต้นทุนภายใน
- เดินหน้าลงทุนเปิดอาคารใหม่ พร้อมนำเทคโนโลยี "หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด" มาใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษา
- บริหารจัดการสำรองน้ำมันสำหรับรถพยาบาลและกรณีฉุกเฉิน พร้อมเพิ่มการสำรองยาและเวชภัณฑ์นานขึ้นเป็น 2-3 เดือน
- เสนอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ 3 ด้าน คือ การจัดการสต็อกน้ำมัน การลดหย่อนภาษี และการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า
ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันและค่าดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาคธุรกิจโรงพยาบาลต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนและการเข้าถึงบริการของประชาชน
นายเฉลิมกุล อภิบุณโยภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา เปิดเผยว่า โรงพยาบาลปรับแผนรับมือสถานการณ์ต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยยืนยันว่าไม่มีนโยบายกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร แต่บริหารจัดการเพื่อให้พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะภารกิจส่งต่อผู้ป่วยไปต่างจังหวัด ซึ่งบางพื้นที่อาจหาน้ำมันได้ยาก
โรงพยาบาลยังมีการสำรองน้ำมันดีเซลไว้สำหรับเครื่องปั่นไฟในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชนิดเดียวกับรถพยาบาล ทำให้สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อการให้บริการผู้ป่วย
ในด้านค่ารักษาพยาบาล แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่โรงพยาบาลยังคงตรึงราคาไว้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ โดยหันมาเน้นลดค่าใช้จ่ายภายใน เช่น การรวมจุดให้บริการเพื่อลดต้นทุน และนำเงินที่ประหยัดได้ไปช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันโรงพยาบาลได้เพิ่มการสำรองยาและเวชภัณฑ์ จากเดิม 1 เดือน เป็น 2-3 เดือน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ แต่เริ่มพบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท โดยเฉพาะวัสดุที่ทำจากพลาสติก เช่น ถุงน้ำเกลือและบรรจุภัณฑ์ยา
พร้อมกันนี้ได้เสนอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูแลใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การนำสต็อกน้ำมันราคาปกติออกมาจำหน่าย การลดหย่อนภาษีให้ภาคเอกชน และการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและประชาชน
การเปิด “อาคาร 3” ถือเป็นการขยายศักยภาพของโรงพยาบาลเพื่อรองรับการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้เข้ารับบริการราว 10% ภายในปีนี้ผ่านการนำเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดและระบบ AI เข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วย
อาคารใหม่ถูกออกแบบให้รองรับทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน พร้อมห้องดูแลเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน (Hybrid Room) เพื่อรองรับการรักษาที่ต้องใช้การดูแลเฉพาะทางมากขึ้น รวมถึงการขยายบริการในศูนย์การแพทย์และคลินิกเฉพาะทางต่าง ๆ
การขยายครั้งนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรักษา โดยเฉพาะด้านศัลยกรรมทั่วไป ศัลยกรรมกระดูกและข้อ และบริการส่องกล้องทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มบริการหลักของโรงพยาบาล
ขณะเดียวกันโรงพยาบาลเริ่มนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเข้ามาใช้ เนื่องจากในพื้นที่ยังมีผู้ให้บริการไม่มาก เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และเป็นอีกทางเลือกในการรักษาในช่วงที่โรงพยาบาลครบรอบ 33 ปี
สำหรับกลุ่มผู้ป่วยปัจจุบันยังเป็นคนไทยเป็นหลัก ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติลดลงในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา จากปัญหาในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติเป็น โดยเน้นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา ผ่านการทำตลาดร่วมกับตัวแทน และชูบริการใหม่ เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัด และการผ่าตัดแผลเล็ก
ปีนี้โรงพยาบาลตั้งเป้ารายได้ประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยจะลงทุนอย่างรอบคอบเน้นศึกษาความเป็นไปได้และเทรนด์สุขภาพก่อนตัดสินใจลงทุน พร้อมควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดโดยยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อคุณภาพการรักษา
ด้าน นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มธนบุรีมุ่งยกระดับบริการทางการแพทย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้สูงอายุ โดยที่ผ่านมา โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา มีผลประกอบการเติบโตดี และได้ลงทุนสร้างอาคารใหม่มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษา
ทั้งนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้ป่วยกว่า 6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากอายุ เพศหญิง สรีระ เช่น ขาโก่ง และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดมีอายุน้อยลง เฉลี่ยราว 50 ปี สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัญหาน้ำหนักตัวที่ส่งผลต่อสุขภาพข้อเข่าในระยะยาว






