
กูรูจับสัญญาณเฟดก.ย. ยันดอกเบี้ยขยับขึ้นธ.ค.คาดบีโอเจนำเงินออกซื้อสินทรัพย์
ตลาดเงินจับสัญญาณอย่างไรในการประชุมรอบเดือนก.ย.นี้ ขณะที่ส่วนใหญ่ยันธ.ค.ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ค่าย “ซีไอเอ็มบีไทย”ยํ้ามีโอกาสเห็นเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อีกระลอก คาด “บีโอเจ”นำเงินซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศแทนเข็นคิวอีและดึงดอกเบี้ยระยะยาวติดลบเพิ่มเติม
[caption id="attachment_100021" align="aligncenter" width="700"]
การเปลี่ยนแปลงค่าเงินสกุลต่างๆ เทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ_[/caption]
ตลาดเงินเกาะติดผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐอเมริกา (FOMC) ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายน 2559 โดยจะมีขึ้นพร้อมกับการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) โดย ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า กสิกรไทยยังประเมินผลการประชุมของเฟดในรอบนี้ (วันที่ 20-21ก.ย.59) คณะกรรมการของเฟดจะมีจำนวนบุคคลโหวตให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้าที่ผ่านมามีกรรมการเฟดเพียงบางคนส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ หากมีเสียงโหวตเพิ่มกว่า 3 คนในการประชุมรอบนี้ เชื่อว่าเฟดจะต้องพิจารณาตัดสินใจอีกครั้งในการประชุมวันที่ 1-2 พฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม มุมมองต่อเฟดนั้น บางสถาบันให้ความเห็นว่าเฟดควรจะปรับขึ้นดอกเบี้ยไปก่อนโดยไม่ต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจที่จะทยอยออกมา เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเฟดอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะค่อยๆปรับดอกเบี้ยขึ้น
“เรายังมองว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มในปลายปีนี้ จริงๆหากเฟดจะตัดสินใจปรับเขามีโอกาสจะปรับได้ 2 ครั้งถ้าเขาจะทำจริงๆ แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานจะออกมาไม่ดีนัก แต่ปัจจัยทางการเมืองสหรัฐจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนหากผลเลือกตั้งเป็นโดนัล ทรัมป์”
ต่อข้อถามถึงปัจจัยกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ในการดูแลเงินบาทนั้น ปัจจุบันตลาดตอบรับสัญญาณที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปมากแล้ว แม้ระยะหลังจะมีบางฝ่ายให้ความเห็นแตกต่างแต่ส่วนใหญ่ตอบรับดอกเบี้ยจะไปทิศทางขาขึ้น จึงเห็นเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้าง ส่วนหนึ่งจากที่ตลาดคาดการณ์เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปลายปีนี้ ซึ่งแรงกดดันลดลงโดยธปท.ไม่ต้องกังวลมากนัก ขณะที่กสิกรไทยประเมินเงินบาททั้งปีไว้ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม กรณีที่เฟดจะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปนั้น ส่วนตัวมองว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ
โดยเฉพาะจีนในระยะ 1-3เดือนนี้ เชื่อว่าจีนยังประคองตัวได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์วิกฤติอย่างแน่นอน ส่วนบีโอเจนั้น เชื่อว่าในการประชุมยังไม่ตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน แต่น่าจะรอผลการประชุมของเฟดก่อน ซึ่งแนวโน้มบีโอเจอาจขยายวงเงินแทนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้นจากเดิม และในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไตรมาส3ไม่ต่ำกว่า 3%
ด้าน ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้น้อยมาจากตัวเลขเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะจะเห็นว่าตัวเลขจีดีพีครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 1.1-1.2% ไม่ถือว่าเพียงพอต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย และตลาดแรงงานยังคงเหวี่ยงอยู่ ทำให้การปรับขึ้นน่าจะเห็นได้ภายในปลายปีนี้ เพราะเป็นช่วงที่ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 จะออกมาที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% เป็นโอกาสให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยได้
ดังนั้น กรณีที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยปลายปี จะเห็นกรอบเงินบาทอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่น่าจะอ่อนค่าไปกว่านี้มาก ส่วนกรอบล่างลึกสุดจะเห็นค่าเงินอยู่ที่ระดับ 34.20-34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะเห็นเฟดทำให้ตลาดผิดหวังในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็มี ซึ่งจะกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยตอนนี้เอื้อต่อการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าประเทศอื่น และกำลังเดินสู่โรดแมปที่จะมีการเลือกตั้ง
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ" คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม อาจจะเร็วเกินไปที่เฟดจะตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยในรอบเดือนกันยายนเชื่อว่าคงรอดูข้อมูลตลาดแรงงานและคาดการณ์ของตลาดด้วย
“การทำนโยบายการเงินของเฟดไม่เซอร์ไพร์ เพราะที่ผ่านมาอดีตประธานเฟดหลายคนมีความเห็นในทิศทางเฟดต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยเพียงแต่อาจจะไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้าเกิน ซึ่งหากช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าเฟดยังไม่ปรับดอกเบี้ย ในส่วนของเงินบาทที่ตอบรับตลาดไปแล้วเชื่อว่าสปีดของการแข็งค่าจะไม่เร็วและแรงกดดันธปท.ลดน้อยลงเพราะเฟดส่งสัญญาณชัดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย”
สอดคล้อง ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย บมจ.ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยกล่าวว่า การประชุมเฟดรอบนี้ตลาดติดตามดูว่าเฟดจะส่งสัญญาณอย่างไร โดยเฉพาะความเห็นของคณะกรรมการเฟดแต่ละคน เพราะจากต้นปีที่ผ่านมาคาดว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยทั้งปีนี้ได้ 4 ครั้ง แต่กลางปีถัดมาคาดว่าเฟดจะปรับดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ดังนั้นรอบนี้จะเหลือค่าเฉลี่ยในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นเท่าไร โดยส่วนตัวยังมองเฟดจะปรับดอกเบี้ยเพิ่มในปลายปี 1 ครั้ง ส่วนความเห็นต่อการประชุมของบีโอเจรอบนี้ส่วนตัวยังเชื่อว่าเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะหากจะกระตุ้นเศรษฐกิจบีโอเจจะหาวิธีนำเงินออกจากประเทศเพื่อซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศในอนาคต โดยบีโอเจยังไม่ตัดสินใจดำเนินมาตรการดังกล่าวในรอบนี้เพียงแต่จะส่งสัญญาณและรอผลการประชุมของเฟดก่อน
“สิ่งที่ตลาดมองคือ ถ้าเฟดส่งสัญญาณชัดรอบนี้และปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม มีโอกาสที่เงินจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้อีกและเงินบาทไม่น่าจะแข็งค่าแรง แต่แนวโน้มบาทยังแข็งค่าชั่วคราว ส่วนบีโอเจนั้นยังไม่หมดเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย ถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถหาวิธีนำเงินออกจากประเทศเพื่อซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศโดยรอบนี้ส่วนใหญ่รอผลเฟด เพราะตอนนี้ญี่ปุ่นไม่ได้มีต้นทุนทางการเงินที่สูงจากดอกเบี้ยระยะยาวติดลบแล้ว หากจะทำให้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมนอกจากทำเงินเยนแข็งค่าแล้วยังทำตลาดสับสน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,194 วันที่ 22 - 24 กันยายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_100021" align="aligncenter" width="700"]
ตลาดเงินเกาะติดผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐอเมริกา (FOMC) ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายน 2559 โดยจะมีขึ้นพร้อมกับการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) โดย ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า กสิกรไทยยังประเมินผลการประชุมของเฟดในรอบนี้ (วันที่ 20-21ก.ย.59) คณะกรรมการของเฟดจะมีจำนวนบุคคลโหวตให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้าที่ผ่านมามีกรรมการเฟดเพียงบางคนส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ หากมีเสียงโหวตเพิ่มกว่า 3 คนในการประชุมรอบนี้ เชื่อว่าเฟดจะต้องพิจารณาตัดสินใจอีกครั้งในการประชุมวันที่ 1-2 พฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม มุมมองต่อเฟดนั้น บางสถาบันให้ความเห็นว่าเฟดควรจะปรับขึ้นดอกเบี้ยไปก่อนโดยไม่ต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจที่จะทยอยออกมา เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเฟดอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะค่อยๆปรับดอกเบี้ยขึ้น
“เรายังมองว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มในปลายปีนี้ จริงๆหากเฟดจะตัดสินใจปรับเขามีโอกาสจะปรับได้ 2 ครั้งถ้าเขาจะทำจริงๆ แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานจะออกมาไม่ดีนัก แต่ปัจจัยทางการเมืองสหรัฐจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนหากผลเลือกตั้งเป็นโดนัล ทรัมป์”
ต่อข้อถามถึงปัจจัยกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ในการดูแลเงินบาทนั้น ปัจจุบันตลาดตอบรับสัญญาณที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปมากแล้ว แม้ระยะหลังจะมีบางฝ่ายให้ความเห็นแตกต่างแต่ส่วนใหญ่ตอบรับดอกเบี้ยจะไปทิศทางขาขึ้น จึงเห็นเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้าง ส่วนหนึ่งจากที่ตลาดคาดการณ์เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปลายปีนี้ ซึ่งแรงกดดันลดลงโดยธปท.ไม่ต้องกังวลมากนัก ขณะที่กสิกรไทยประเมินเงินบาททั้งปีไว้ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม กรณีที่เฟดจะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปนั้น ส่วนตัวมองว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ
โดยเฉพาะจีนในระยะ 1-3เดือนนี้ เชื่อว่าจีนยังประคองตัวได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์วิกฤติอย่างแน่นอน ส่วนบีโอเจนั้น เชื่อว่าในการประชุมยังไม่ตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน แต่น่าจะรอผลการประชุมของเฟดก่อน ซึ่งแนวโน้มบีโอเจอาจขยายวงเงินแทนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้นจากเดิม และในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไตรมาส3ไม่ต่ำกว่า 3%
ด้าน ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้น้อยมาจากตัวเลขเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะจะเห็นว่าตัวเลขจีดีพีครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 1.1-1.2% ไม่ถือว่าเพียงพอต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย และตลาดแรงงานยังคงเหวี่ยงอยู่ ทำให้การปรับขึ้นน่าจะเห็นได้ภายในปลายปีนี้ เพราะเป็นช่วงที่ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 จะออกมาที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% เป็นโอกาสให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยได้
ดังนั้น กรณีที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยปลายปี จะเห็นกรอบเงินบาทอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่น่าจะอ่อนค่าไปกว่านี้มาก ส่วนกรอบล่างลึกสุดจะเห็นค่าเงินอยู่ที่ระดับ 34.20-34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะเห็นเฟดทำให้ตลาดผิดหวังในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็มี ซึ่งจะกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยตอนนี้เอื้อต่อการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าประเทศอื่น และกำลังเดินสู่โรดแมปที่จะมีการเลือกตั้ง
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ" คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม อาจจะเร็วเกินไปที่เฟดจะตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยในรอบเดือนกันยายนเชื่อว่าคงรอดูข้อมูลตลาดแรงงานและคาดการณ์ของตลาดด้วย
“การทำนโยบายการเงินของเฟดไม่เซอร์ไพร์ เพราะที่ผ่านมาอดีตประธานเฟดหลายคนมีความเห็นในทิศทางเฟดต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยเพียงแต่อาจจะไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้าเกิน ซึ่งหากช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าเฟดยังไม่ปรับดอกเบี้ย ในส่วนของเงินบาทที่ตอบรับตลาดไปแล้วเชื่อว่าสปีดของการแข็งค่าจะไม่เร็วและแรงกดดันธปท.ลดน้อยลงเพราะเฟดส่งสัญญาณชัดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย”
สอดคล้อง ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย บมจ.ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยกล่าวว่า การประชุมเฟดรอบนี้ตลาดติดตามดูว่าเฟดจะส่งสัญญาณอย่างไร โดยเฉพาะความเห็นของคณะกรรมการเฟดแต่ละคน เพราะจากต้นปีที่ผ่านมาคาดว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยทั้งปีนี้ได้ 4 ครั้ง แต่กลางปีถัดมาคาดว่าเฟดจะปรับดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ดังนั้นรอบนี้จะเหลือค่าเฉลี่ยในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นเท่าไร โดยส่วนตัวยังมองเฟดจะปรับดอกเบี้ยเพิ่มในปลายปี 1 ครั้ง ส่วนความเห็นต่อการประชุมของบีโอเจรอบนี้ส่วนตัวยังเชื่อว่าเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะหากจะกระตุ้นเศรษฐกิจบีโอเจจะหาวิธีนำเงินออกจากประเทศเพื่อซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศในอนาคต โดยบีโอเจยังไม่ตัดสินใจดำเนินมาตรการดังกล่าวในรอบนี้เพียงแต่จะส่งสัญญาณและรอผลการประชุมของเฟดก่อน
“สิ่งที่ตลาดมองคือ ถ้าเฟดส่งสัญญาณชัดรอบนี้และปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม มีโอกาสที่เงินจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้อีกและเงินบาทไม่น่าจะแข็งค่าแรง แต่แนวโน้มบาทยังแข็งค่าชั่วคราว ส่วนบีโอเจนั้นยังไม่หมดเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย ถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถหาวิธีนำเงินออกจากประเทศเพื่อซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศโดยรอบนี้ส่วนใหญ่รอผลเฟด เพราะตอนนี้ญี่ปุ่นไม่ได้มีต้นทุนทางการเงินที่สูงจากดอกเบี้ยระยะยาวติดลบแล้ว หากจะทำให้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมนอกจากทำเงินเยนแข็งค่าแล้วยังทำตลาดสับสน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,194 วันที่ 22 - 24 กันยายน พ.ศ. 2559






