
ปั้นฮับรถโดยสาร4มุมเมือง สนข.เร่งหารือขสมก.ปรับเส้นทางเดินรถเชื่อมระบบราง
สนข.เล็งเสนอคมนาคมปั้นฮับเปลี่ยนถ่ายรถโดยสารสาธารณะครอบคลุมพื้นที่ 4 มุมเมืองป้อนระบบราง นำร่องให้เร่งปรับโฉมสถานีรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ พื้นที่อาคารจอดแล้วจร และพื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟ-รถไฟฟ้าให้เป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายรถบริการสาธารณะเพื่อเชื่อมโยงการเดินทาง พร้อมเร่งบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้องแก้วิกฤติจราจร ล่าสุดเร่งหารือขสมก.ปรับเส้นทางเดินรถเชื่อมระบบรางนำร่องสายสีม่วง MRTบีทีเอสและแอร์พอร์ตลิงค์
[caption id="attachment_100115" align="aligncenter" width="700"]
แนวทางแก้ปัญหาจราจร กทม.- ปริมณฑล[/caption]
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ว่ามีแนวคิดที่จะนำเสนอกระทรวงคมนาคมให้จัดหาพื้นที่เพื่อพัฒนาให้เป็นฮับของการเดินทางรูปแบบศูนย์เปลี่ยนถ่ายรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 4 มุมเมือง วัตถุประสงค์เพื่อสกัดรถยนต์ส่วนบุคคลให้เข้ามาสู่พื้นที่เมืองชั้นในและยังเป็นการป้อนผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรางมากขึ้น
นอกจากนั้นยังเตรียมเสนอปรับโฉมสถานีรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาคารจอดแล้วจร อาคารศูนย์ซ่อมบำรุง และบริเวณสถานีจอดรถไฟ-รถไฟฟ้าทั้งที่เปิดให้บริการและที่ยังอยู่ระหว่างการเร่งผลักดันให้มีพื้นที่เพื่อใช้ในการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางสำหรับรถบริการสาธารณะ อาทิ รถเมล์ขสมก. รถสองแถว รถตู้ตลอดจนรถบัสขนส่งผู้โดยสารเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นโดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วง เตาปูน-บางใหญ่ รถไฟฟ้า MRT, บีทีเอส และแอร์พอร์ตลิงค์ โดยหากพื้นที่ที่สามารถปรับปรุงให้เป็นลานกว้างเพื่อใช้ในการเปลี่ยนถ่าย หากหาได้ก็จะเร่งดำเนินการทันที
ทั้งนี้ปัจจุบันสายสีม่วงมีพื้นที่สถานีคลองบางไผ่ที่สามารถนำไปเริ่มดำเนินการได้แล้ว เช่นเดียวกับสถานีมักกะสันของแอร์พอร์ตลิงค์ก็ยังเปิดให้บริการแต่ยังพบว่ามีปริมาณการใช้งานไม่มากตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ เช่นเดียวกับสถานีอื่นๆจะส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้เข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น
นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่านอกจากนั้นหากเอกชนรายใดที่มีที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่มีความประสงค์จะเปิดที่ดินส่วนบุคคลโดยรอบสถานีให้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายเพื่อการเดินทางภาครัฐโดยกระทรวงคมนาคมก็พร้อมจะสนับสนุนทันทีเพื่อต้องการให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์โดยสารขสมก. และรถขนส่งสาธารณะอื่นๆเพิ่มมากขึ้น
"ประการแรกคงต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางรถเมล์ให้สามารถเข้าถึงสถานีรถไฟ รถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอู่จอดรถเมล์ขสมก.ก็จะต้องนำมาปรับปรุงให้ได้มาตรฐานเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการได้อย่างสะดวก ซึ่งจะเร่งขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวนี้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วเพื่อรองรับไว้ก่อนเมื่อระบบรถไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นคงจะเริ่มกำหนดพื้นที่ห้ามใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นบางพื้นที่ต่อเนื่องกันไป" นายชัยวัฒน์ กล่าวและว่า
ปัจจุบันได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและวางแผนรับมือสภาพการจราจรที่พบว่านับวันจะทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ระหว่างการเร่งเตรียมความพร้อมร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ต่อกรณีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถเมล์ขสมก.ให้เชื่อมโยงเข้าถึงรถไฟ รถไฟฟ้า ทั้งตามสถานีและศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และจะทำอย่างต่อเนื่องเพราะจะต้องทยอยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนให้เกิดความเคยชิน
"ปัญหาจราจรโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีการใช้มาตรการต่างๆแต่บางครั้งก็ไม่ประสบความสำเร็จในสถานการณ์นั้นๆจึงต้องใช้หลายมาตรการหมุนเวียนกันไป ไม่เว้นแม้กระทั่งการปรับกายภาพของถนนให้เกิดความคล่องตัวในการใช้รถใช้ถนนซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอด ปัจจุบันการเติบโตของเมืองโดยเฉพาะเขตเมืองชั้นในมีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับเมืองบริวารรอบกรุงเทพฯ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนแทบจะแยกไม่ออกว่าเขตกรุงเทพกับปริมณฑลอยู่บริเวณใด ปริมาณของรถจะเพิ่มตามไปด้วยสภาพการจราจรติดขัดจะเกิดตามมา แนวทางหนึ่งคือสนับสนุนภาครัฐเร่งกระจายการลงทุนระบบรางให้ครอบคลุมโดยเร็ว โดยตามแผนรถไฟฟ้า 10 สายจะแล้วเสร็จในปี 2572 ล่าสุดสามารถเร่งรัดให้ก่อสร้างและเปิดให้บริการในปี 2566-2567 นอกจากนั้นยังได้รับมอบหมายจากรัฐบาลใช้งบประมาณปี 2560 ไปจัดทำแผนแม่บทโครงการรถไฟฟ้าระยะที่ 2(M-map 2) ซึ่งจะเป็นส่วนต่อขยายทั้งในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆเพื่อให้เป็นพื้นที่เมืองใหม่ในเขตพื้นที่ปริมณฑลของกทม.ที่เชื่อมโยงด้วยระบบรางนั่นเอง"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,194 วันที่ 22 - 24 กันยายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_100115" align="aligncenter" width="700"]
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ว่ามีแนวคิดที่จะนำเสนอกระทรวงคมนาคมให้จัดหาพื้นที่เพื่อพัฒนาให้เป็นฮับของการเดินทางรูปแบบศูนย์เปลี่ยนถ่ายรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 4 มุมเมือง วัตถุประสงค์เพื่อสกัดรถยนต์ส่วนบุคคลให้เข้ามาสู่พื้นที่เมืองชั้นในและยังเป็นการป้อนผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรางมากขึ้น
นอกจากนั้นยังเตรียมเสนอปรับโฉมสถานีรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาคารจอดแล้วจร อาคารศูนย์ซ่อมบำรุง และบริเวณสถานีจอดรถไฟ-รถไฟฟ้าทั้งที่เปิดให้บริการและที่ยังอยู่ระหว่างการเร่งผลักดันให้มีพื้นที่เพื่อใช้ในการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางสำหรับรถบริการสาธารณะ อาทิ รถเมล์ขสมก. รถสองแถว รถตู้ตลอดจนรถบัสขนส่งผู้โดยสารเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นโดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วง เตาปูน-บางใหญ่ รถไฟฟ้า MRT, บีทีเอส และแอร์พอร์ตลิงค์ โดยหากพื้นที่ที่สามารถปรับปรุงให้เป็นลานกว้างเพื่อใช้ในการเปลี่ยนถ่าย หากหาได้ก็จะเร่งดำเนินการทันที
ทั้งนี้ปัจจุบันสายสีม่วงมีพื้นที่สถานีคลองบางไผ่ที่สามารถนำไปเริ่มดำเนินการได้แล้ว เช่นเดียวกับสถานีมักกะสันของแอร์พอร์ตลิงค์ก็ยังเปิดให้บริการแต่ยังพบว่ามีปริมาณการใช้งานไม่มากตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ เช่นเดียวกับสถานีอื่นๆจะส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้เข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น
นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่านอกจากนั้นหากเอกชนรายใดที่มีที่ดินใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่มีความประสงค์จะเปิดที่ดินส่วนบุคคลโดยรอบสถานีให้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายเพื่อการเดินทางภาครัฐโดยกระทรวงคมนาคมก็พร้อมจะสนับสนุนทันทีเพื่อต้องการให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์โดยสารขสมก. และรถขนส่งสาธารณะอื่นๆเพิ่มมากขึ้น
"ประการแรกคงต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางรถเมล์ให้สามารถเข้าถึงสถานีรถไฟ รถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอู่จอดรถเมล์ขสมก.ก็จะต้องนำมาปรับปรุงให้ได้มาตรฐานเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการได้อย่างสะดวก ซึ่งจะเร่งขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวนี้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วเพื่อรองรับไว้ก่อนเมื่อระบบรถไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นคงจะเริ่มกำหนดพื้นที่ห้ามใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นบางพื้นที่ต่อเนื่องกันไป" นายชัยวัฒน์ กล่าวและว่า
ปัจจุบันได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและวางแผนรับมือสภาพการจราจรที่พบว่านับวันจะทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ระหว่างการเร่งเตรียมความพร้อมร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ต่อกรณีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถเมล์ขสมก.ให้เชื่อมโยงเข้าถึงรถไฟ รถไฟฟ้า ทั้งตามสถานีและศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และจะทำอย่างต่อเนื่องเพราะจะต้องทยอยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนให้เกิดความเคยชิน
"ปัญหาจราจรโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีการใช้มาตรการต่างๆแต่บางครั้งก็ไม่ประสบความสำเร็จในสถานการณ์นั้นๆจึงต้องใช้หลายมาตรการหมุนเวียนกันไป ไม่เว้นแม้กระทั่งการปรับกายภาพของถนนให้เกิดความคล่องตัวในการใช้รถใช้ถนนซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอด ปัจจุบันการเติบโตของเมืองโดยเฉพาะเขตเมืองชั้นในมีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับเมืองบริวารรอบกรุงเทพฯ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนแทบจะแยกไม่ออกว่าเขตกรุงเทพกับปริมณฑลอยู่บริเวณใด ปริมาณของรถจะเพิ่มตามไปด้วยสภาพการจราจรติดขัดจะเกิดตามมา แนวทางหนึ่งคือสนับสนุนภาครัฐเร่งกระจายการลงทุนระบบรางให้ครอบคลุมโดยเร็ว โดยตามแผนรถไฟฟ้า 10 สายจะแล้วเสร็จในปี 2572 ล่าสุดสามารถเร่งรัดให้ก่อสร้างและเปิดให้บริการในปี 2566-2567 นอกจากนั้นยังได้รับมอบหมายจากรัฐบาลใช้งบประมาณปี 2560 ไปจัดทำแผนแม่บทโครงการรถไฟฟ้าระยะที่ 2(M-map 2) ซึ่งจะเป็นส่วนต่อขยายทั้งในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆเพื่อให้เป็นพื้นที่เมืองใหม่ในเขตพื้นที่ปริมณฑลของกทม.ที่เชื่อมโยงด้วยระบบรางนั่นเอง"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,194 วันที่ 22 - 24 กันยายน พ.ศ. 2559






