
จัดระเบียบเจ้าหนี้/แพ็กเกจอุ้มผู้กู้หนี้นอกระบบ
“ออมสิน” เสนอโมเดลแก้หนี้นอกระบบ คิดดอกเบี้ยแค่ 1% วงเงินอนุมัติ 5 หมื่นบาทต่อราย พร้อมสแกน 4 แนวทางป้องกันประชาชนย่ำรอยหนี้ ด้าน “ธ.ก.ส. รอ ครม.อนุมัติล็อต 2 มั่นใจกฎหมายสามารถเอาผิดทั้งแพ่งอาญา หลังเพิ่มโทษสูงยัน“เจ้าหนี้” ไม่กล้าหือ
ระหว่างการรอกระทรวงการคลังนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ประเด็น แพ็กเกจแก้หนี้นอกระบบ การจัดระเบียบเจ้าหนี้นอกระบบและมาตรการช่วยเหลือผู้กู้ที่มีภาระหนี้นอกระบบ โดยมีธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เป็นผู้ขับเคลื่อน โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันมีแนวคิดที่จะออกมาตรการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาภาระหนี้สินให้กับประชาชนเพิ่มเติม รวมถึงปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร โดยคาดหวังให้เป็นการลดปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืนไม่หวนกลับมาสร้างหนี้สินอีกในอนาคตนั้น
[caption id="attachment_99470" align="aligncenter" width="335"]
ชาติชาย พยุหนาวีชัย
ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน[/caption]
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแผนการเสนอแนวทางแก้ไขหนี้นอกระบบ ว่า ธนาคารได้เสนอแผนไปยังกระทรวงการคลังแล้ว ภายใต้โจทย์แก้ไขหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเบื้องต้น ธนาคารออมสิน เสนอวงเงินสำหรับลูกหนี้นอกระบบใช้ “รีไฟแนนซ์” เพื่อทำให้หนี้ที่เคยอยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบผ่าน 4 กระบวนการ คือ 1. ทางเจ้าหนี้และลูกหนี้จะต้องพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตัวจริงให้ได้เสียก่อน
2.จะต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้ทั้ง 2 ฝ่าย เช่น เงินต้นเท่าใด คิดอัตราดอกเบี้ยเท่าใด มีการชำระดอกเบี้ยไปแล้วเท่าใด, หนี้เงินต้นคงเหลือ เพื่อให้เกิดหนี้ที่เป็นธรรม 3. ลูกหนี้จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เมื่อทำการกู้เงินสำหรับแก้หนี้ระบบนี้แล้ว จะต้องมีความสามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบอัตราดอกเบี้ยจากหนี้นอกระบบที่สูงถึงเดือนละอัตรา 10-20% ซึ่งบางแห่งมีการคิดดอกเบี้ยรายวัน แต่เมื่อเทียบอัตราดอกเบี้ยสำหรับรีไฟแนนซ์ จะอยู่ที่ 1%ต่อเดือนหรือเฉลี่ย 12%ต่อปี เช่น เงินต้น 2 หมื่นบาท เคยจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 2,000 บาท บนฐานดอกเบี้ยนอกระบบที่ 10% ต่อเดือน เมื่อมาทำการ รีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยจะลดเหลือ 200 บาทต่อเดือนทันที
ดังนั้นหากจ่ายดอกเบี้ยสูงเดือนละ 120-240% ต่อปีได้ แน่นอนว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินได้เช่นกัน และ 4.เมื่อวงเงินสินเชื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ธนาคารออมสินจะดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทน โดยในลำดับขั้นต่อไปอาจมีการขึ้นทะเบียนเจ้าหนี้นอกระบบเพื่อทำให้เกิดเป็นเกณฑ์ป้องกันเกิดหนี้อีก ซึ่งแนวทางที่กล่าวมานี้จะทำให้การคิดอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นธรรมขึ้น ซึ่งทั้ง ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกันขับเคลื่อน
สำหรับวงเงินเบื้องต้น อาจมีการกันเงินไว้ที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อธนาคาร ซึ่งวงเงินรีไฟแนนซ์จะอนุมัตินั้นกำหนดว่าจะอยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อราย ในส่วนของออมสินหากมีลูกค้ามีความต้องการสินเชื่อเพิ่มก็มีความพร้อม เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีเงินฝากรวมกันกว่า 2.1 ล้านล้านบาท และมีสภาพคล่องสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท และจากข้อมูลหนี้นอกระบบที่รวบรวมจากกระทรวงมหาดไทย พบว่า มีผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบอยู่ที่ประมาณกว่า 1 ล้านราย
“ธนาคารออมสิน คิดแล้วว่าตรงไหนมีรูรั่ว หรือจุดที่อาจนำไปสู่การเกิดหนี้นอกระบบได้ในอนาคต จึงได้กำหนดแนวทางป้องกัน คือ การขอสินเชื่อลูกหนี้จะต้องพิสูจน์ตัวตนให้ได้ว่า มีความสามารถที่จะใช้หนี้ให้แก่ธนาคาร ไม่ใช่ว่าไม่มีงานทำหรือมีแต่หนี้ ตรงนี้จะมาขอกู้ธนาคารคงจะไม่อนุมัติเพราะถือเป็นความเสี่ยงของธนาคาร เพราะมีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดเป็นหนี้เสีย หรือ เอ็นพีแอลในอนาคต ถึงแม้วงเงินต่อรายจะไม่สูงก็ตาม”
นายชาติชาย กล่าวอีกว่า สาเหตุที่มั่นใจว่า มาตรการที่เสนอดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้ประชาชนกลับมาเป็นหนี้นอกระบบหรือย่ำรอยหนี้เช่นในอดีตซ้ำอีก ที่สำคัญ คือ มาตรการที่ออมสินเสนอออกมานั้นมีกฎหมายรองรับ เช่น หากคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ อัตรา 15% ต่อปีแน่นอนว่าเจ้าหนี้จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา โดยที่ไม่ต้องรอลงอาญา พร้อมกันนี้ยังได้มีการเพิ่มโทษขึ้นอีกหลายเท่า
ขณะนี้มีร่างพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งจะเป็นกฎหมายออกมารองรับกรณีปล่อยกู้ดังกล่าว และให้คนในชุมชนควบคุมดูแลซึ่งกันและกันเอง เช่น ให้กองทุนหมู่บ้าน ประชาคมหมู่บ้าน เป็นต้น ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมว่าคนที่ได้รับการรีไฟแนนซ์ นั้นมีพฤติกรรมหรือกลับไปก่อหนี้นอกระบบอีกหรือไม่
“โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการที่เป็นมาตรการจากภาครัฐ ที่ให้ธนาคารออมสินทำตามนโยบาย (Public Service Account) หรือ PSA จำเป็นจะต้องมีการค้ำประกันลูกหนี้ โดยตัวเลขเบื้องต้นอาจกำหนดในอัตราการค้ำประกันที่ 50% ซึ่งต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง”
ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้นอกระบบนั้น เป็นความพยายามของทางการที่จะแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบ โดยมีเป้าประสงค์ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนกลับมาเป็นหนี้อีก ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบลงทะเบียน หรือดำเนินโครงการพิโคไฟแนนซ์ เพื่อเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท วงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 5หมื่นบาทต่อรายและให้คิดอัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกิน 36%ต่อปี แต่เจ้าหนี้นอกระบบรายที่ไม่ต้องการเข้าสู่ระบบโดยยังคงเป็นนายทุนปล่อยกู้ ก็จะมีกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 15%ต่อปี กรณีฝ่าฝืนหรือกระทำความผิดต้องจำคุกไม่เกิน 5ปีและปรับไม่เกิน 5แสนบาท ซึ่งบทลงโทษจะช่วยปรามเจ้าหนี้นอกระบบได้อีกทางหนึ่งด้วย
แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันธ.ก.ส. เปิดให้มีการขึ้นทะเบียนลูกหนี้นอกระบบ ซึ่งปัจจุบันยังเปิดอยู่ สำหรับลูกหนี้ที่ลงทะเบียนเข้ามาแล้ว 4.6 ล้านราย พบว่ามีภาระหนี้นอกระบบจริงๆเพียง 2 ล้านราย โดยแบ่งมูลหนี้ 3หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทนั้นมีประมาณ 8 แสนราย ซึ่งจำนวนนี้จะนำเสนอต่อกระทรวงการคลังพิจารณาก่อนเสนอเข้าครม. อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบดังกล่าวนั้น พบว่ามีอายุ 46 ปีขึ้นไปในสัดส่วน 39% และอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วน 28% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยน่าเป็นห่วง เพราะการเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นวัยที่ต้องดูแลขณะที่วัยแรงงานกำลังหายไป
ก่อนหน้านี้นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธ.ก.ส.กล่าวว่าธนาคารอยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดกับธนาคารออมสินเกี่ยวกับแพ็กเกจการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบแบบบูรณาการ ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบ และนำเสนอครม. ต่อไป สำหรับธ.ก.ส.ภายหลังจากเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนแล้ว ได้จัดตั้งสำนักบริหารหนี้นอกระบบขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ โดยมีความคืบหน้าจ่ายสินเชื่อไปแล้ว 40,111ราย วงเงิน 3,937 ล้านบาทโดยอนุมัติ 1-1.5 แสนบาทต่อราย คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 12% ต่อปีกำหนดให้ผ่อนชำระ 10 งวด ซึ่งกลุ่มนี้ธ.ก.ส.จะออกบัตรเงินสดให้โดยมีวงเงินฉุกเฉินให้ 1หมื่นบาทต่อบัตรตามเงินงวดแรกที่ลูกค้าได้ผ่อนชำระเข้ามาแล้ว และกำหนดจะเปิดตัวบัตรเงินสดประมาณวันที่ 1พฤศจิกายนนี้ ส่วนลูกหนี้นอกระบบอีกกลุ่มที่กำลังรอมติจากครม.นั้นอยู่ระหว่างหารือออมสินเรื่องอัตราดอกเบี้ยซึ่งอาจจะสูงกว่ากลุ่มแรกเล็กน้อย
"โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบกลุ่มที่กำลังรอมติครม.นั้น เรากำหนดวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาทโดยจะอนุมัติไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อราย แต่การได้รับวงเงินขึ้นอยู่กับรายได้จำนวนไม่เกิน 1 แสนราย โดยมองว่ากลุ่มนี้น่าจะมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มแรก โดยกลุ่มแรกคุณภาพหนี้ 2% ซึ่งต่ำกว่าหนี้ปกติที่อยู่ 5%ส่วนหนึ่งอาจเพิ่งปล่อยไปไม่มากและที่ครบชำระยังไม่มาก ที่สำคัญหากผิดนัดชำระจะคิดดอกเบี้ย 15%”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559
ระหว่างการรอกระทรวงการคลังนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ประเด็น แพ็กเกจแก้หนี้นอกระบบ การจัดระเบียบเจ้าหนี้นอกระบบและมาตรการช่วยเหลือผู้กู้ที่มีภาระหนี้นอกระบบ โดยมีธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เป็นผู้ขับเคลื่อน โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันมีแนวคิดที่จะออกมาตรการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาภาระหนี้สินให้กับประชาชนเพิ่มเติม รวมถึงปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร โดยคาดหวังให้เป็นการลดปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืนไม่หวนกลับมาสร้างหนี้สินอีกในอนาคตนั้น
[caption id="attachment_99470" align="aligncenter" width="335"]
ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน[/caption]
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแผนการเสนอแนวทางแก้ไขหนี้นอกระบบ ว่า ธนาคารได้เสนอแผนไปยังกระทรวงการคลังแล้ว ภายใต้โจทย์แก้ไขหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเบื้องต้น ธนาคารออมสิน เสนอวงเงินสำหรับลูกหนี้นอกระบบใช้ “รีไฟแนนซ์” เพื่อทำให้หนี้ที่เคยอยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบผ่าน 4 กระบวนการ คือ 1. ทางเจ้าหนี้และลูกหนี้จะต้องพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตัวจริงให้ได้เสียก่อน
2.จะต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้ทั้ง 2 ฝ่าย เช่น เงินต้นเท่าใด คิดอัตราดอกเบี้ยเท่าใด มีการชำระดอกเบี้ยไปแล้วเท่าใด, หนี้เงินต้นคงเหลือ เพื่อให้เกิดหนี้ที่เป็นธรรม 3. ลูกหนี้จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เมื่อทำการกู้เงินสำหรับแก้หนี้ระบบนี้แล้ว จะต้องมีความสามารถชำระหนี้ก้อนนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบอัตราดอกเบี้ยจากหนี้นอกระบบที่สูงถึงเดือนละอัตรา 10-20% ซึ่งบางแห่งมีการคิดดอกเบี้ยรายวัน แต่เมื่อเทียบอัตราดอกเบี้ยสำหรับรีไฟแนนซ์ จะอยู่ที่ 1%ต่อเดือนหรือเฉลี่ย 12%ต่อปี เช่น เงินต้น 2 หมื่นบาท เคยจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 2,000 บาท บนฐานดอกเบี้ยนอกระบบที่ 10% ต่อเดือน เมื่อมาทำการ รีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยจะลดเหลือ 200 บาทต่อเดือนทันที
ดังนั้นหากจ่ายดอกเบี้ยสูงเดือนละ 120-240% ต่อปีได้ แน่นอนว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินได้เช่นกัน และ 4.เมื่อวงเงินสินเชื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ธนาคารออมสินจะดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทน โดยในลำดับขั้นต่อไปอาจมีการขึ้นทะเบียนเจ้าหนี้นอกระบบเพื่อทำให้เกิดเป็นเกณฑ์ป้องกันเกิดหนี้อีก ซึ่งแนวทางที่กล่าวมานี้จะทำให้การคิดอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นธรรมขึ้น ซึ่งทั้ง ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกันขับเคลื่อน
สำหรับวงเงินเบื้องต้น อาจมีการกันเงินไว้ที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อธนาคาร ซึ่งวงเงินรีไฟแนนซ์จะอนุมัตินั้นกำหนดว่าจะอยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อราย ในส่วนของออมสินหากมีลูกค้ามีความต้องการสินเชื่อเพิ่มก็มีความพร้อม เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีเงินฝากรวมกันกว่า 2.1 ล้านล้านบาท และมีสภาพคล่องสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท และจากข้อมูลหนี้นอกระบบที่รวบรวมจากกระทรวงมหาดไทย พบว่า มีผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบอยู่ที่ประมาณกว่า 1 ล้านราย
“ธนาคารออมสิน คิดแล้วว่าตรงไหนมีรูรั่ว หรือจุดที่อาจนำไปสู่การเกิดหนี้นอกระบบได้ในอนาคต จึงได้กำหนดแนวทางป้องกัน คือ การขอสินเชื่อลูกหนี้จะต้องพิสูจน์ตัวตนให้ได้ว่า มีความสามารถที่จะใช้หนี้ให้แก่ธนาคาร ไม่ใช่ว่าไม่มีงานทำหรือมีแต่หนี้ ตรงนี้จะมาขอกู้ธนาคารคงจะไม่อนุมัติเพราะถือเป็นความเสี่ยงของธนาคาร เพราะมีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดเป็นหนี้เสีย หรือ เอ็นพีแอลในอนาคต ถึงแม้วงเงินต่อรายจะไม่สูงก็ตาม”
นายชาติชาย กล่าวอีกว่า สาเหตุที่มั่นใจว่า มาตรการที่เสนอดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้ประชาชนกลับมาเป็นหนี้นอกระบบหรือย่ำรอยหนี้เช่นในอดีตซ้ำอีก ที่สำคัญ คือ มาตรการที่ออมสินเสนอออกมานั้นมีกฎหมายรองรับ เช่น หากคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ อัตรา 15% ต่อปีแน่นอนว่าเจ้าหนี้จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา โดยที่ไม่ต้องรอลงอาญา พร้อมกันนี้ยังได้มีการเพิ่มโทษขึ้นอีกหลายเท่า
ขณะนี้มีร่างพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งจะเป็นกฎหมายออกมารองรับกรณีปล่อยกู้ดังกล่าว และให้คนในชุมชนควบคุมดูแลซึ่งกันและกันเอง เช่น ให้กองทุนหมู่บ้าน ประชาคมหมู่บ้าน เป็นต้น ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมว่าคนที่ได้รับการรีไฟแนนซ์ นั้นมีพฤติกรรมหรือกลับไปก่อหนี้นอกระบบอีกหรือไม่
“โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการที่เป็นมาตรการจากภาครัฐ ที่ให้ธนาคารออมสินทำตามนโยบาย (Public Service Account) หรือ PSA จำเป็นจะต้องมีการค้ำประกันลูกหนี้ โดยตัวเลขเบื้องต้นอาจกำหนดในอัตราการค้ำประกันที่ 50% ซึ่งต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง”
ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้นอกระบบนั้น เป็นความพยายามของทางการที่จะแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบ โดยมีเป้าประสงค์ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนกลับมาเป็นหนี้อีก ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบลงทะเบียน หรือดำเนินโครงการพิโคไฟแนนซ์ เพื่อเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท วงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 5หมื่นบาทต่อรายและให้คิดอัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกิน 36%ต่อปี แต่เจ้าหนี้นอกระบบรายที่ไม่ต้องการเข้าสู่ระบบโดยยังคงเป็นนายทุนปล่อยกู้ ก็จะมีกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 15%ต่อปี กรณีฝ่าฝืนหรือกระทำความผิดต้องจำคุกไม่เกิน 5ปีและปรับไม่เกิน 5แสนบาท ซึ่งบทลงโทษจะช่วยปรามเจ้าหนี้นอกระบบได้อีกทางหนึ่งด้วย
แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันธ.ก.ส. เปิดให้มีการขึ้นทะเบียนลูกหนี้นอกระบบ ซึ่งปัจจุบันยังเปิดอยู่ สำหรับลูกหนี้ที่ลงทะเบียนเข้ามาแล้ว 4.6 ล้านราย พบว่ามีภาระหนี้นอกระบบจริงๆเพียง 2 ล้านราย โดยแบ่งมูลหนี้ 3หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทนั้นมีประมาณ 8 แสนราย ซึ่งจำนวนนี้จะนำเสนอต่อกระทรวงการคลังพิจารณาก่อนเสนอเข้าครม. อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบดังกล่าวนั้น พบว่ามีอายุ 46 ปีขึ้นไปในสัดส่วน 39% และอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วน 28% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยน่าเป็นห่วง เพราะการเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นวัยที่ต้องดูแลขณะที่วัยแรงงานกำลังหายไป
ก่อนหน้านี้นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธ.ก.ส.กล่าวว่าธนาคารอยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดกับธนาคารออมสินเกี่ยวกับแพ็กเกจการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบแบบบูรณาการ ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบ และนำเสนอครม. ต่อไป สำหรับธ.ก.ส.ภายหลังจากเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนแล้ว ได้จัดตั้งสำนักบริหารหนี้นอกระบบขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ โดยมีความคืบหน้าจ่ายสินเชื่อไปแล้ว 40,111ราย วงเงิน 3,937 ล้านบาทโดยอนุมัติ 1-1.5 แสนบาทต่อราย คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 12% ต่อปีกำหนดให้ผ่อนชำระ 10 งวด ซึ่งกลุ่มนี้ธ.ก.ส.จะออกบัตรเงินสดให้โดยมีวงเงินฉุกเฉินให้ 1หมื่นบาทต่อบัตรตามเงินงวดแรกที่ลูกค้าได้ผ่อนชำระเข้ามาแล้ว และกำหนดจะเปิดตัวบัตรเงินสดประมาณวันที่ 1พฤศจิกายนนี้ ส่วนลูกหนี้นอกระบบอีกกลุ่มที่กำลังรอมติจากครม.นั้นอยู่ระหว่างหารือออมสินเรื่องอัตราดอกเบี้ยซึ่งอาจจะสูงกว่ากลุ่มแรกเล็กน้อย
"โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบกลุ่มที่กำลังรอมติครม.นั้น เรากำหนดวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาทโดยจะอนุมัติไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อราย แต่การได้รับวงเงินขึ้นอยู่กับรายได้จำนวนไม่เกิน 1 แสนราย โดยมองว่ากลุ่มนี้น่าจะมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มแรก โดยกลุ่มแรกคุณภาพหนี้ 2% ซึ่งต่ำกว่าหนี้ปกติที่อยู่ 5%ส่วนหนึ่งอาจเพิ่งปล่อยไปไม่มากและที่ครบชำระยังไม่มาก ที่สำคัญหากผิดนัดชำระจะคิดดอกเบี้ย 15%”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559






