
เอสเอ็มอีญี่ปุ่นบุกอินโด เหตุจูงใจคือตลาดที่มีขนาดใหญ่ของเมืองอิเหนา
เอสเอ็มอีญี่ปุ่นเดินทัพลงทุนในเมืองอิเหนา สนใจตลาดใหญ่แต่ติงขาดข้อมูลจำเป็นในการทำธุรกิจทุกด้าน เผยปักธงแล้วกว่า 2,000 ราย พร้อมขยายธุรกิจหากบรรยากาศเป็นใจ
หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์รายงานว่า ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก กว่า 2,000 รายที่ไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย สนใจที่จะขยายกิจการในประเทศ แต่ขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจ และความเสี่ยงในการทำธุรกิจในตลาดท้องถิ่น
นาย ยาสุโนบุ ชิราอิชิ (Yasunobu Shiraishi) ประธานของ เอสเอ็มอีเจ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ช่วยผู้ประกอบกิจการเอสเอ็มอีของญี่ปุ่นที่สนใจลงทุนในอินโดนีเซีย สร้างเครือข่ายและทำความรู้จักกับหน่วยงานรัฐของอินโดนีเซีย กล่าวว่าปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของบริษัทเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในการทำธุรกิจในต่างแดน คือตัวเลขทั่วไปที่ทำให้รู้ถึงต้นทุนธุรกิจ บุคลากรที่จำเป็นที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวและข้อมูลทางด้านการเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจ
นายชิราอิชิ กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังรู้สึกว่าการทำธุรกิจในอินโดนีเซียเป็นเรื่องยาก เนื่องจากขาดข้อมูลที่จำเป็นในการทำธุรกิจ
นาย ทสุบาซะ โฮชิโน นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเจ้าของบริษัท Ken Rack System จากจังหวัด คาวาซากิ ที่สนใจขยายงานในอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ จาการ์ตาโพสต์ ว่าตัวเขาเองต้องการรู้เกี่ยวกับตลาดระบบไอทีในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของปัญหาว่าเป็นอย่างไรและมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรบ้างที่บริษัทของเขาสามารถนำมาเสนอต่อตลาดได้บ้าง
จาการ์ตาโพสต์ ระบุว่า Ken Rack System เป็น 1 ใน 5 บริษัทเอสเอ็มอีจาก คาวาซากิ ที่เอสเอ็มอีเจและธนาคารเมย์แบงก์ในอินโดนีเซีย ชวนมาลงทุนในอินโดนีเซียโดยช่วยมองหาหุ้นส่วนในท้องถิ่นรวมทั้งบริษัทซัพพลายเออร์ของญี่ปุ่นที่มีกิจการอยู่ในอินโดนีเซียอยู่แล้วและบริษัทซัพพลายเออร์ท้องถิ่น
จาการ์ตาโพสต์ระบุว่า การรุกเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียของเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นอาจจะยังไม่ง่ายนักเนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ก็ออกมาตรการช่วงเหลือเอสเอ็มอีท้องถิ่นเป็นระลอก ซึ่งรวมทั้งการออกใบอนุญาตที่ง่ายขึ้นและการให้ความช่วยเหลือทางด้านแหล่งเงิน เนื่องจากนักธุรกิจเอสเอ็มอีมีสัดส่วนจ้างงานถึง 90 % ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ
นายชิราอิชิ กล่าวว่า เอสเอ็มอีเจ ทำการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย โดยร่วมกับสมาคมนายจ้างแห่งอินโดนีเซีย และหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซียในการเก็บข้อมูลการทำธุรกิจในอินโดนีเซีย ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปีแล้ว
นางแนนซี่ โนวีตา เฮเลน ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์ธุรกิจระหว่างประเทศของ เมย์แบงก์กล่าวว่า กิจการจับคู่ระหว่างเอสเอ็มอีญี่ปุ่นและผู้ประกอบกิจการท้องถิ่นที่ร่วมมือกับเจโทรด้วยนี้เป็นการ หาช่องทางใหม่ ๆ ให้กับนักธุรกิจจากญี่ปุ่นให้สามารถเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียได้
นางเฮเลน กล่าวว่า “เอสเอ็มอีจากญี่ปุ่น รู้เรื่องเกี่ยวกับอินโดนีเซียค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะได้ยินเป็นคำบอกเล่าจากเพื่อนดังนั้น การจัดกิจกรรมพบปะกับนักธุรกิจท้องถิ่นในอินโดนีเซียจึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ เป็นโอกาสให้กับลูกค้าของเราได้พบกับนักธุรกิจจากญี่ปุ่น”
คณะกรรมการประสานงานการลงทุน เปิดเผยตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย ครึ่งแรกปีนี้ ว่าอยู่ที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 104,400 ล้านบาท) อยู่อันดับ 2 และเป็นอันดับ 3 ในส่วนของการส่งออกจากอินโดนีเซียไปญี่ปุ่นและ อันดับ 2 ในส่วนของการนำเข้า
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,192 วันที่ 15 - 17 กันยายน พ.ศ. 2559
หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์รายงานว่า ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก กว่า 2,000 รายที่ไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย สนใจที่จะขยายกิจการในประเทศ แต่ขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจ และความเสี่ยงในการทำธุรกิจในตลาดท้องถิ่น
นาย ยาสุโนบุ ชิราอิชิ (Yasunobu Shiraishi) ประธานของ เอสเอ็มอีเจ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ช่วยผู้ประกอบกิจการเอสเอ็มอีของญี่ปุ่นที่สนใจลงทุนในอินโดนีเซีย สร้างเครือข่ายและทำความรู้จักกับหน่วยงานรัฐของอินโดนีเซีย กล่าวว่าปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของบริษัทเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในการทำธุรกิจในต่างแดน คือตัวเลขทั่วไปที่ทำให้รู้ถึงต้นทุนธุรกิจ บุคลากรที่จำเป็นที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวและข้อมูลทางด้านการเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจ
นายชิราอิชิ กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังรู้สึกว่าการทำธุรกิจในอินโดนีเซียเป็นเรื่องยาก เนื่องจากขาดข้อมูลที่จำเป็นในการทำธุรกิจ
นาย ทสุบาซะ โฮชิโน นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเจ้าของบริษัท Ken Rack System จากจังหวัด คาวาซากิ ที่สนใจขยายงานในอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ จาการ์ตาโพสต์ ว่าตัวเขาเองต้องการรู้เกี่ยวกับตลาดระบบไอทีในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของปัญหาว่าเป็นอย่างไรและมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรบ้างที่บริษัทของเขาสามารถนำมาเสนอต่อตลาดได้บ้าง
จาการ์ตาโพสต์ ระบุว่า Ken Rack System เป็น 1 ใน 5 บริษัทเอสเอ็มอีจาก คาวาซากิ ที่เอสเอ็มอีเจและธนาคารเมย์แบงก์ในอินโดนีเซีย ชวนมาลงทุนในอินโดนีเซียโดยช่วยมองหาหุ้นส่วนในท้องถิ่นรวมทั้งบริษัทซัพพลายเออร์ของญี่ปุ่นที่มีกิจการอยู่ในอินโดนีเซียอยู่แล้วและบริษัทซัพพลายเออร์ท้องถิ่น
จาการ์ตาโพสต์ระบุว่า การรุกเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียของเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นอาจจะยังไม่ง่ายนักเนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ก็ออกมาตรการช่วงเหลือเอสเอ็มอีท้องถิ่นเป็นระลอก ซึ่งรวมทั้งการออกใบอนุญาตที่ง่ายขึ้นและการให้ความช่วยเหลือทางด้านแหล่งเงิน เนื่องจากนักธุรกิจเอสเอ็มอีมีสัดส่วนจ้างงานถึง 90 % ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ
นายชิราอิชิ กล่าวว่า เอสเอ็มอีเจ ทำการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย โดยร่วมกับสมาคมนายจ้างแห่งอินโดนีเซีย และหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซียในการเก็บข้อมูลการทำธุรกิจในอินโดนีเซีย ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปีแล้ว
นางแนนซี่ โนวีตา เฮเลน ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์ธุรกิจระหว่างประเทศของ เมย์แบงก์กล่าวว่า กิจการจับคู่ระหว่างเอสเอ็มอีญี่ปุ่นและผู้ประกอบกิจการท้องถิ่นที่ร่วมมือกับเจโทรด้วยนี้เป็นการ หาช่องทางใหม่ ๆ ให้กับนักธุรกิจจากญี่ปุ่นให้สามารถเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียได้
นางเฮเลน กล่าวว่า “เอสเอ็มอีจากญี่ปุ่น รู้เรื่องเกี่ยวกับอินโดนีเซียค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะได้ยินเป็นคำบอกเล่าจากเพื่อนดังนั้น การจัดกิจกรรมพบปะกับนักธุรกิจท้องถิ่นในอินโดนีเซียจึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ เป็นโอกาสให้กับลูกค้าของเราได้พบกับนักธุรกิจจากญี่ปุ่น”
คณะกรรมการประสานงานการลงทุน เปิดเผยตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย ครึ่งแรกปีนี้ ว่าอยู่ที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 104,400 ล้านบาท) อยู่อันดับ 2 และเป็นอันดับ 3 ในส่วนของการส่งออกจากอินโดนีเซียไปญี่ปุ่นและ อันดับ 2 ในส่วนของการนำเข้า
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,192 วันที่ 15 - 17 กันยายน พ.ศ. 2559






