
เครื่องสำอางไทยฮึดสู้เจอต้นทุนพุ่ง
แบรนด์เครื่องสำอางไทย กระอักเจอศึกแข่งขันรอบด้าน ต้นทุนพุ่งแบกเฉพาะแพ็คเกจจิ้ง 60-70% ส่งผลให้ขาดทุน ด้านนายกสมาคมผู้ผลิตฯ แนะก.พาณิชย์ ออกแบบมาตรฐานให้ผู้ประกอบการใช้ หวังลดราคาลง 10-20% สู้สินค้านำเข้าจากจีน ขณะที่ราคาวัตถุดิบยังคงผันผวนตามฤดูกาล
นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยและประธานสมาคมเครื่องสำอางแห่งอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางในประเทศไทย 98% เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตและจำหน่ายที่จดทะเบียนไว้กว่า 7,000 ราย ถือว่าตลาดเครื่องสำอางในปัจจุบันยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5% จากมูลค่าตลาดกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมองว่าเครื่องสำอางเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดเครื่องสำอางจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่ามีผู้ประกอบการบางรายที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า การสร้างแบรนด์ และการทำตลาด รวมถึงภาวะตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังเห็นว่าตลาดมีโอกาสสร้างการเติบโตจึงเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้ตลาดเครื่องสำอางยังไม่ชะลอตัวลง
ซึ่งขณะนี้ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบกับผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง คือราคาบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายภายในประเทศ พบว่ามีราคาสูงหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าจากประเทศจีน อาทิ หัวปั๊มหากนำเข้ามาจากประเทศจีน จะมีราคาอันละ 1.50 บาท ขณะที่สินค้าวางขายในประเทศไทยจะมีราคาสูงถึง 8-9 บาท ทำให้ผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ถือว่ามีความสำคัญในด้านการสร้างแบรนด์สินค้าให้ดูดีและมีราคาแพง เนื่องจากผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าจากการเห็นรูปลักษณ์ภายนอกประกอบการตัดสินใจ ส่งผลให้แบรนด์สินค้าต่างๆ แข่งขันด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ นอกเหนือจากการแข่งขันด้านคุณภาพสินค้า
“การซื้อแพ็คเกจจิ้งหากไม่มีปริมาณมากพอจะมีราคาแพง และไม่สามารถกำหนดแบบเป็นของตนเองได้ ซึ่งแบรนด์เครื่องสำอางที่เป็นเอสเอ็มอีจึงต้องซื้อในราคาที่แพง ต้นทุนแพ็คเกจจิ้งน่าจะมากถึง 60-70% ของต้นทุนการผลิตสินค้า หลายๆ รายจึงไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ แนวคิดของทางสมาคมจึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการออกแบบแพ็คเกจจิ้งที่เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถซื้อไปใช้ได้ เพราะหากมีแบบมาตรฐานกลางออกมา การผลิตจำนวนมากต้นทุนก็จะถูกลงด้วย ซึ่งคาดว่าจะช่วยทำให้ราคาแพ็คเกจจิ้งลดลงได้อย่างน้อย 10-20%”
นางเกศมณี กล่าวอีกว่า ส่วนราคาต้นทุนวัตถุดิบในปัจจุบัน ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้ ซึ่งจะมีหลายปัจจัยมาเป็นตัวกำหนดราคา โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นสินค้าประเภทพืชสมุนไพร หรือวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลผลิต ขณะที่แนวทางการผลักดันให้มีการสกัดสารสำคัญ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเครื่องสำอางนั้น ขณะนี้ประเทศไทยยังขาดสถาบันที่จะมารับรองมาตรฐานของวัตถุดิบ ทำให้จำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นหลัก
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,190 วันที่ 8 - 10 กันยายน พ.ศ. 2559
นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยและประธานสมาคมเครื่องสำอางแห่งอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางในประเทศไทย 98% เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตและจำหน่ายที่จดทะเบียนไว้กว่า 7,000 ราย ถือว่าตลาดเครื่องสำอางในปัจจุบันยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5% จากมูลค่าตลาดกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมองว่าเครื่องสำอางเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดเครื่องสำอางจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่ามีผู้ประกอบการบางรายที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า การสร้างแบรนด์ และการทำตลาด รวมถึงภาวะตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังเห็นว่าตลาดมีโอกาสสร้างการเติบโตจึงเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้ตลาดเครื่องสำอางยังไม่ชะลอตัวลง
ซึ่งขณะนี้ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบกับผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง คือราคาบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายภายในประเทศ พบว่ามีราคาสูงหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าจากประเทศจีน อาทิ หัวปั๊มหากนำเข้ามาจากประเทศจีน จะมีราคาอันละ 1.50 บาท ขณะที่สินค้าวางขายในประเทศไทยจะมีราคาสูงถึง 8-9 บาท ทำให้ผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ถือว่ามีความสำคัญในด้านการสร้างแบรนด์สินค้าให้ดูดีและมีราคาแพง เนื่องจากผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าจากการเห็นรูปลักษณ์ภายนอกประกอบการตัดสินใจ ส่งผลให้แบรนด์สินค้าต่างๆ แข่งขันด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ นอกเหนือจากการแข่งขันด้านคุณภาพสินค้า
“การซื้อแพ็คเกจจิ้งหากไม่มีปริมาณมากพอจะมีราคาแพง และไม่สามารถกำหนดแบบเป็นของตนเองได้ ซึ่งแบรนด์เครื่องสำอางที่เป็นเอสเอ็มอีจึงต้องซื้อในราคาที่แพง ต้นทุนแพ็คเกจจิ้งน่าจะมากถึง 60-70% ของต้นทุนการผลิตสินค้า หลายๆ รายจึงไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ แนวคิดของทางสมาคมจึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการออกแบบแพ็คเกจจิ้งที่เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถซื้อไปใช้ได้ เพราะหากมีแบบมาตรฐานกลางออกมา การผลิตจำนวนมากต้นทุนก็จะถูกลงด้วย ซึ่งคาดว่าจะช่วยทำให้ราคาแพ็คเกจจิ้งลดลงได้อย่างน้อย 10-20%”
นางเกศมณี กล่าวอีกว่า ส่วนราคาต้นทุนวัตถุดิบในปัจจุบัน ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้ ซึ่งจะมีหลายปัจจัยมาเป็นตัวกำหนดราคา โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นสินค้าประเภทพืชสมุนไพร หรือวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลผลิต ขณะที่แนวทางการผลักดันให้มีการสกัดสารสำคัญ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเครื่องสำอางนั้น ขณะนี้ประเทศไทยยังขาดสถาบันที่จะมารับรองมาตรฐานของวัตถุดิบ ทำให้จำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นหลัก
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,190 วันที่ 8 - 10 กันยายน พ.ศ. 2559






