
ธุรกิจพันธุ์ไทยดิ้นปรับใหญ่รับศึกหนักโลจิสติกส์โลกบุก
ไปรษณีย์ไทยปรับใหญ่รับแข่งขัน ออกบัตรเดบิต "Thailand Post Card" ล่าสุดนำร่องส่งอีเอ็มเอสด่วนวันเดียวได้ เตรียมขยายตลาด กทม. ผุดแอพพร้อมท์โพสต์ เจาะกลุ่มลูกค้าอี-คอมเมิรซ์ หลัง "เคอรี่เอ็กซ์เพรส" รุกตลาดหนัก ด้านนิ่มซี่เส็งปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ท้าชนคู่แข่งทุนข้ามชาติ เผยถือว่าเป็นยุคทองหลังธุรกิจอี-คอมเมิรซ์ขยายตัว ส่วน"อาร์เอฟอี"โฟกัสตลาดกลุ่มสื่อสาร&ไอที เป็นหลัก
ธุรกิจโลจิสติกส์สายพันธุ์ไทยขยับตัวครั้งใหญ่รับ"เคอรี่เอ็กซ์เพรส"ลงสนาม นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภายในปี 2560 ปณท ได้วางแผนออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ อาทิ บัตรเดบิตภายใต้ชื่อ "Thailand Post Card " แต่ขณะนี้ได้มีการทดสอบการส่ง อีเอ็มเอส แบบ ว+1 (ส่งวันนี้ไม่ว่าจะกี่โมงปลายทางได้รับของในวันรุ่งขึ้น) ที่จังหวัดเชียงใหม่ และเตรียมขยายมาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครภายในไตรมาสที่ 4
นอกจากนี้เตรียมเปิดแอพพลิเคชัน ภายใต้ชื่อ Prompt Post เป็นแอพพลิเคชันฝากส่ง-ล่วงหน้า และ Messenger Post ลูกค้าสามารถเรียกใช้บริการรับของฝากและส่งล่วงหน้า เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการทางด้านอี-คอมเมิร์ซ ที่จำหน่ายสินค้าผ่านไอจี และเฟซบุ๊ก โดยจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น และบริการการกล่องพร้อมส่ง ราคาเริ่มต้นใบละ 40 บาท บวกเพิ่มปริมาณน้ำหนัก เป็นต้น
"แม้จะมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดเราอย่าไปกลัว เราแข่งด้วยบริการ แม้คู่แข่งจะรุกหนักตลาดกรุงเทพฯ ก็ตาม แต่ไปรษณีย์ไทยมีศูนย์บริการทั่วประเทศกว่า 1,300 แห่ง"
ส่วนทางด้านนางปิยะนุช สัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิ่มซี่เส็ง โลจิสติกส์ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มโลจิสติกส์เป็น 3 ส่วน คือ 1. บจก.นิ่มซี่เส็ง ขนส่ง 1988 ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้า 8 จังหวัดภาคเหนือ , 2.บจก.นิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้า"ทั่วประเทศไทย" และให้บริการเป็นที่ปรึกษาการลดต้นทุนการขนส่ง และ 3.บจก.นิ่มซี่เส็ง เอ็กซ์เพรส ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้า"ด่วน"ทั่วประเทศไทย มีความชำนาญในการบริการแบบ Door to Door
"เครือนิ่มซี่เส็งเราทำหลากหลายธุรกิจ เพราะต้นกำเนิดเราทำเกี่ยวกับงานขนส่งและกระจายสินค้า และพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เรามีบริษัทใน 3 ชื่อ ที่ทำบริการเกี่ยวกับขนส่งและโลจิสติกส์"
สำหรับการปรับโครงสร้างทั้ง 3 บริษัทขึ้นมาให้เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้าเพราะเชื่อว่า หากบริษัททำให้ลูกค้าพึงพอใจได้ก็สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การบริการต้องตามทันกับความต้องการของลูกค้า
ขณะที่สินค้าที่รับส่งแบบด่วนลูกค้าจะได้รับภายใน 1 วันในพื้นที่เดียวกัน เพื่อแข่งกับคู่แข่งอย่างเคอรี่ เอ็กซ์เพรสโดยตรง ส่วนปริมาณสินค้าที่รับ-ส่ง แต่ละวันมีจำนวน 2 พันตัน จากกองทัพรถขนส่งทั้งสิ้นกว่า 1 พันคัน
"จุดแข็งของเรา คือ ชื่อเสียง ความรับผิดชอบ การสร้างบริการใหม่ ๆ และสุดท้าย คือ ความสามารถในการยืดหยุ่นการทำงานให้กับลูกค้า ส่วนบริษัทต่างชาติรูปแบบการบริการถูกกำหนดจากบริษัทแม่ ดังนั้นเทคนิคการบริการ ลูกเล่นการขายเพื่อตอบการแข่งขันให้เหมาะกับลูกค้าท้องถิ่น อาจจะแพ้ผู้ประกอบการท้องถิ่น"
นางปิยะนุช ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปีนี้ถือว่าเป็นยุคทองของธุรกิจโลจิกติกส์ พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป เพราะสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ธุรกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ในปีนี้บริษัทเตรียมพัฒนาแอพพลิเคชันขึ้นมาเพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
"ตอนนี้ผู้บริโภคไม่ใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างกัน แต่จะติดต่อสื่อสารผ่านทางไลน์ และเฟซบุ๊ก ทำให้เราต้องปรับตัว เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี"
สำหรับการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์เวลานี้ เรียกได้ว่าเป็น Extreme Red Ocean (การแข่งขันดุเดือดรุนแรง) เนื่องจากมีผู้ประกอบการเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ มี supply ของผู้ให้บริการมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่คุณภาพแตกต่างกันมากมาย ที่เห็นโอกาสก็เกิดใหม่ ที่สู้ไม่ได้ก็ตายไป กระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ เพราะมุ่งแข่งด้วยสงครามราคา จากนี้ไปหากผู้ประกอบการยังให้บริการรูปแบบเดิม เครื่องมือเดิม ๆ ไม่ยกระดับการใช้เทคโนโลยี จะถูกเบียดจากการแข่งขัน อาจเป็นได้แค่ผู้รับเหมาช่วง หรือต้องเลิกกิจการไป
ด้านนายนริศ พิมพา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อาร์เอฟอี เซอร์วิส จำกัด ผู้ให้บริการรับส่งสินค้าให้กับกลุ่มธุรกิจสื่อสาร เช่น เอไอเอส,ดีแทค,ทรู และ เจมาร์ท รวมไปถึงกลุ่มไอที และ สถาบันการเงิน เป็นต้น กล่าวว่า บริษัท ยังมีแบรนด์"ปอลอ" ทำหน้าที่รับส่งสินค้าให้กับประชาชนทั่วประเทศ มีสาขาจำนวน 40 แห่ง ส่วนอาร์เอฟอี มีศูนย์กระจายสินค้า 30 แห่งทั่วประเทศ มีรถขนส่ง 6 ล้อจำนวน 100 คัน 4 ล้อจำนวน 400 คัน และ มอเตอร์ไซค์อีก 50 คัน ปริมาณรับ-ส่งอยู่ที่ 3 หมื่นชิ้นต่อวัน แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 80% และ ประชาชนทั่วไป 20%
"การแข่งขันสูงและจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ธุรกิจนี้มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ของเราคือ เน้นคุณภาพและบริการ ไม่กลัวคู่แข่ง เพราะอยู่ในธุรกิจนี้มานานนับกว่า 10 ปี ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ที่ 400 ล้านบาท "
ขณะที่นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ไปรษณีย์ไทย(ปณท) จะกุมส่วนแบ่งตลาดได้มากสุด และพยายามพัฒนาบริการสม่ำเสมอ ทำรายได้ได้ดี แต่ก็หนีการแข่งขันไม่ได้ ทั้งจากเอกชนหน้าใหม่ หรือคู่แข่งระดับโลกที่เข้าตลาด การปรับตัวของ ปณท ต้องเน้นความได้เปรียบ ทั้งเรื่องเครือข่าย ความเชี่ยวชาญที่ตนเองมี และอยู่ในตลาดก่อน รวมถึงการพัฒนาบริการและบริหารต้นทุน ให้มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ที่ผ่านมาปณท มีรายได้ที่ยึดโยงกับการรับส่งกับงานภาครัฐ อาทิ การส่งคูปองทีวีดิจิตอล การส่ง tablet ภาครัฐ การจัดกิจกรรมส่งเสริม อาทิ การทายผลบอล ที่สิ่งเหล่านี้ยังช่วยสร้างรายได้เสริมมาตลอด
แต่หากต้องแข่งขันจริงจัง หรือรายได้จากงานภาครัฐบางส่วนถดถอยลง อาจจะไม่มีการแจก หรือถูกแทนที่ด้วยบริการดิจิตอล อาทิ คูปองทีวีดิจิตอลรอบใหม่ จะแจกด้วย อี-คูปอง หรือการทายผลบอลก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ้นเปลือง ทั้งกระดาษในรูปแบบไปรษณียบัตรที่ต้องใช้มหาศาล ค่าขนส่ง ค่าคัดแยกไปกองรวม ทั้ง ๆ ที่การทายผลสามารถใช้เทคโนโลยี ดิจิตอลมาแทนได้ หากสิ่งเหล่านี้หายไป ก็กระทบรายได้ไปรษณีย์ไทย ไม่น้อย ซึ่งต้องปรับตัวรายช่องทางสร้างรายได้และบริการมาทดแทน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
ธุรกิจโลจิสติกส์สายพันธุ์ไทยขยับตัวครั้งใหญ่รับ"เคอรี่เอ็กซ์เพรส"ลงสนาม นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภายในปี 2560 ปณท ได้วางแผนออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ อาทิ บัตรเดบิตภายใต้ชื่อ "Thailand Post Card " แต่ขณะนี้ได้มีการทดสอบการส่ง อีเอ็มเอส แบบ ว+1 (ส่งวันนี้ไม่ว่าจะกี่โมงปลายทางได้รับของในวันรุ่งขึ้น) ที่จังหวัดเชียงใหม่ และเตรียมขยายมาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครภายในไตรมาสที่ 4
นอกจากนี้เตรียมเปิดแอพพลิเคชัน ภายใต้ชื่อ Prompt Post เป็นแอพพลิเคชันฝากส่ง-ล่วงหน้า และ Messenger Post ลูกค้าสามารถเรียกใช้บริการรับของฝากและส่งล่วงหน้า เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการทางด้านอี-คอมเมิร์ซ ที่จำหน่ายสินค้าผ่านไอจี และเฟซบุ๊ก โดยจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น และบริการการกล่องพร้อมส่ง ราคาเริ่มต้นใบละ 40 บาท บวกเพิ่มปริมาณน้ำหนัก เป็นต้น
"แม้จะมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดเราอย่าไปกลัว เราแข่งด้วยบริการ แม้คู่แข่งจะรุกหนักตลาดกรุงเทพฯ ก็ตาม แต่ไปรษณีย์ไทยมีศูนย์บริการทั่วประเทศกว่า 1,300 แห่ง"
ส่วนทางด้านนางปิยะนุช สัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิ่มซี่เส็ง โลจิสติกส์ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มโลจิสติกส์เป็น 3 ส่วน คือ 1. บจก.นิ่มซี่เส็ง ขนส่ง 1988 ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้า 8 จังหวัดภาคเหนือ , 2.บจก.นิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้า"ทั่วประเทศไทย" และให้บริการเป็นที่ปรึกษาการลดต้นทุนการขนส่ง และ 3.บจก.นิ่มซี่เส็ง เอ็กซ์เพรส ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้า"ด่วน"ทั่วประเทศไทย มีความชำนาญในการบริการแบบ Door to Door
"เครือนิ่มซี่เส็งเราทำหลากหลายธุรกิจ เพราะต้นกำเนิดเราทำเกี่ยวกับงานขนส่งและกระจายสินค้า และพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เรามีบริษัทใน 3 ชื่อ ที่ทำบริการเกี่ยวกับขนส่งและโลจิสติกส์"
สำหรับการปรับโครงสร้างทั้ง 3 บริษัทขึ้นมาให้เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้าเพราะเชื่อว่า หากบริษัททำให้ลูกค้าพึงพอใจได้ก็สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การบริการต้องตามทันกับความต้องการของลูกค้า
ขณะที่สินค้าที่รับส่งแบบด่วนลูกค้าจะได้รับภายใน 1 วันในพื้นที่เดียวกัน เพื่อแข่งกับคู่แข่งอย่างเคอรี่ เอ็กซ์เพรสโดยตรง ส่วนปริมาณสินค้าที่รับ-ส่ง แต่ละวันมีจำนวน 2 พันตัน จากกองทัพรถขนส่งทั้งสิ้นกว่า 1 พันคัน
"จุดแข็งของเรา คือ ชื่อเสียง ความรับผิดชอบ การสร้างบริการใหม่ ๆ และสุดท้าย คือ ความสามารถในการยืดหยุ่นการทำงานให้กับลูกค้า ส่วนบริษัทต่างชาติรูปแบบการบริการถูกกำหนดจากบริษัทแม่ ดังนั้นเทคนิคการบริการ ลูกเล่นการขายเพื่อตอบการแข่งขันให้เหมาะกับลูกค้าท้องถิ่น อาจจะแพ้ผู้ประกอบการท้องถิ่น"
นางปิยะนุช ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปีนี้ถือว่าเป็นยุคทองของธุรกิจโลจิกติกส์ พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป เพราะสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ธุรกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ในปีนี้บริษัทเตรียมพัฒนาแอพพลิเคชันขึ้นมาเพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
"ตอนนี้ผู้บริโภคไม่ใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างกัน แต่จะติดต่อสื่อสารผ่านทางไลน์ และเฟซบุ๊ก ทำให้เราต้องปรับตัว เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี"
สำหรับการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์เวลานี้ เรียกได้ว่าเป็น Extreme Red Ocean (การแข่งขันดุเดือดรุนแรง) เนื่องจากมีผู้ประกอบการเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ มี supply ของผู้ให้บริการมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่คุณภาพแตกต่างกันมากมาย ที่เห็นโอกาสก็เกิดใหม่ ที่สู้ไม่ได้ก็ตายไป กระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ เพราะมุ่งแข่งด้วยสงครามราคา จากนี้ไปหากผู้ประกอบการยังให้บริการรูปแบบเดิม เครื่องมือเดิม ๆ ไม่ยกระดับการใช้เทคโนโลยี จะถูกเบียดจากการแข่งขัน อาจเป็นได้แค่ผู้รับเหมาช่วง หรือต้องเลิกกิจการไป
ด้านนายนริศ พิมพา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อาร์เอฟอี เซอร์วิส จำกัด ผู้ให้บริการรับส่งสินค้าให้กับกลุ่มธุรกิจสื่อสาร เช่น เอไอเอส,ดีแทค,ทรู และ เจมาร์ท รวมไปถึงกลุ่มไอที และ สถาบันการเงิน เป็นต้น กล่าวว่า บริษัท ยังมีแบรนด์"ปอลอ" ทำหน้าที่รับส่งสินค้าให้กับประชาชนทั่วประเทศ มีสาขาจำนวน 40 แห่ง ส่วนอาร์เอฟอี มีศูนย์กระจายสินค้า 30 แห่งทั่วประเทศ มีรถขนส่ง 6 ล้อจำนวน 100 คัน 4 ล้อจำนวน 400 คัน และ มอเตอร์ไซค์อีก 50 คัน ปริมาณรับ-ส่งอยู่ที่ 3 หมื่นชิ้นต่อวัน แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 80% และ ประชาชนทั่วไป 20%
"การแข่งขันสูงและจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ธุรกิจนี้มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ของเราคือ เน้นคุณภาพและบริการ ไม่กลัวคู่แข่ง เพราะอยู่ในธุรกิจนี้มานานนับกว่า 10 ปี ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ที่ 400 ล้านบาท "
ขณะที่นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ไปรษณีย์ไทย(ปณท) จะกุมส่วนแบ่งตลาดได้มากสุด และพยายามพัฒนาบริการสม่ำเสมอ ทำรายได้ได้ดี แต่ก็หนีการแข่งขันไม่ได้ ทั้งจากเอกชนหน้าใหม่ หรือคู่แข่งระดับโลกที่เข้าตลาด การปรับตัวของ ปณท ต้องเน้นความได้เปรียบ ทั้งเรื่องเครือข่าย ความเชี่ยวชาญที่ตนเองมี และอยู่ในตลาดก่อน รวมถึงการพัฒนาบริการและบริหารต้นทุน ให้มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ที่ผ่านมาปณท มีรายได้ที่ยึดโยงกับการรับส่งกับงานภาครัฐ อาทิ การส่งคูปองทีวีดิจิตอล การส่ง tablet ภาครัฐ การจัดกิจกรรมส่งเสริม อาทิ การทายผลบอล ที่สิ่งเหล่านี้ยังช่วยสร้างรายได้เสริมมาตลอด
แต่หากต้องแข่งขันจริงจัง หรือรายได้จากงานภาครัฐบางส่วนถดถอยลง อาจจะไม่มีการแจก หรือถูกแทนที่ด้วยบริการดิจิตอล อาทิ คูปองทีวีดิจิตอลรอบใหม่ จะแจกด้วย อี-คูปอง หรือการทายผลบอลก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ้นเปลือง ทั้งกระดาษในรูปแบบไปรษณียบัตรที่ต้องใช้มหาศาล ค่าขนส่ง ค่าคัดแยกไปกองรวม ทั้ง ๆ ที่การทายผลสามารถใช้เทคโนโลยี ดิจิตอลมาแทนได้ หากสิ่งเหล่านี้หายไป ก็กระทบรายได้ไปรษณีย์ไทย ไม่น้อย ซึ่งต้องปรับตัวรายช่องทางสร้างรายได้และบริการมาทดแทน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559






