
ชะตากรรมนักการเมือง
นักการเมืองตก เป็นจำเลยใหญ่ที่ว่า ทำให้ประชาธิปไตยไทยไปไม่ถึงไหน ข้อสรุปข้างต้น สะท้อนจาก ร่างรัฐธรรมนูญเรื่อยมาก ถึง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการพรรคการเมือง และ เลือกตั้ง ที่คณะทำงาน วางกรอบ กำกับบทบาท พรรคการเมือง และ นักการเมือง อย่างเข้มที่สุด ถึงขนาดเสนอให้หาเสียงอย่างมีเงื่อนไข
สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง เสนอให้กำหนดว่า หาก หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไม่ดูแลลูกพรรคปล่อยให้มีการทุจริตเลือกตั้ง เจอทั้งตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ผิดอาญา กรณี มีการเลือกตั้งใหม่ต้องชดเชยค่าเสียหายด้วย ส่วนผู้ทุจริตการเลือกตั้ง นอกจากเจอตัดสิทธิไม่ให้เลือกตั้งตลอดชีวิตแล้ว ยังมี โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และไม่ต้องรอการลงโทษ อีกข้อเสนอที่ถูกกล่าวขวัญไม่น้อยคือ ห้ามผู้สมัครและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เงินช่วยเหลือตามงานประเพณี (อ้างว่าป้องกันซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อม)
ส่วนข้อเสนอของคณะทำงานพิจารณาร่างพ.ร.บ.พรรคการเมืองเข้มข้นไม่แพ้กัน หลักการข้อเสนอชุดนี้ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนรวมเป็นเจ้าของพรรคการเมืองไม่ใช่ของ นายทุน โดยกำหนดว่า สมาชิกพรรคต้อเสียค่าธรรมเนียมให้พรรค 200 บาทต่อปี (ประมาณ) ผู้สมัครจะลงพื้นที่ใด ต้องมีสมาชิกในพื้นที่นั้น 200-300 คน จากเดิมลงสมัครได้เลยเป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ที่เสนอห้ามผู้สมัครเลือกตั้งสามารถขึ้นรถแห่ได้เพียง 1 คัน มีผู้ติดตาม 5 คน ต้องไปหาเสียงด้วยตัวเอง โดยอิง การหาเสียง แบบญี่ปุ่นเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้จ่ายเงินเพื่อการหาเสียงมากเกินควร
สุดท้าย กฎหมาย พรรคการเมือง (กระแสเซตซีโร่ยังไม่จาง ) และ การเลือกตั้ง (อาจห้ามหาเสียงมากเกินไป) ที่จะออกมาคงในกรอบที่เสนอกันมาข้างต้นคือคุมเข้มตั้งแต่การสรรหาผู้สมัคร การหาเสียง และความรับผิดของพรรคและผู้บริหาร(พรรค) ด้วยความหวัง อย่างเต็มเปี่ยมว่า การเมืองยุคต่อไป ไม่มีนายทุน ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ฯลฯ
การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะเข้มงวดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา (ป้องกันนายทุนยึดพรรค-ชาวบ้านขายเสียง) จากนั้นจะ มีวุฒิสมาชิกช่วยโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี และ ทำหน้าที่ เป็นพี่เลี้ยง ให้นักการเมืองจากการเลือกตั้ง ตามบทเฉพาะกาลไปอีก 5 ปี เพื่อขับเคลื่อนประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมียุทธศาสตร์ 20 ปีเป็นแนวทาง
พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯมั่นใจว่าจะนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ (นายกรัฐมนตรี เคยขยายความ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หมายถึง (การเลือก)ตั้งที่ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีธรรมาภิบาล สุจริต ไม่คอร์รัปชัน และไม่ทำให้ประชาชนแตกแยก) รวมไปถึง นำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศไทย หากเดินตามกระบวนการข้างต้น คนที่เชื่อว่า คนดีที่สุด ปกครองอย่างมีอำนาจมากที่สุด จะนำไปสูการปกครองที่ดีที่สุด นั้นมีอยู่จริง คงฝันเห็นภาพเดียวกัน แน่นอนย่อมมีคนที่มองต่างออกไป...
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,189 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง เสนอให้กำหนดว่า หาก หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไม่ดูแลลูกพรรคปล่อยให้มีการทุจริตเลือกตั้ง เจอทั้งตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ผิดอาญา กรณี มีการเลือกตั้งใหม่ต้องชดเชยค่าเสียหายด้วย ส่วนผู้ทุจริตการเลือกตั้ง นอกจากเจอตัดสิทธิไม่ให้เลือกตั้งตลอดชีวิตแล้ว ยังมี โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และไม่ต้องรอการลงโทษ อีกข้อเสนอที่ถูกกล่าวขวัญไม่น้อยคือ ห้ามผู้สมัครและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เงินช่วยเหลือตามงานประเพณี (อ้างว่าป้องกันซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อม)
ส่วนข้อเสนอของคณะทำงานพิจารณาร่างพ.ร.บ.พรรคการเมืองเข้มข้นไม่แพ้กัน หลักการข้อเสนอชุดนี้ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนรวมเป็นเจ้าของพรรคการเมืองไม่ใช่ของ นายทุน โดยกำหนดว่า สมาชิกพรรคต้อเสียค่าธรรมเนียมให้พรรค 200 บาทต่อปี (ประมาณ) ผู้สมัครจะลงพื้นที่ใด ต้องมีสมาชิกในพื้นที่นั้น 200-300 คน จากเดิมลงสมัครได้เลยเป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ที่เสนอห้ามผู้สมัครเลือกตั้งสามารถขึ้นรถแห่ได้เพียง 1 คัน มีผู้ติดตาม 5 คน ต้องไปหาเสียงด้วยตัวเอง โดยอิง การหาเสียง แบบญี่ปุ่นเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้จ่ายเงินเพื่อการหาเสียงมากเกินควร
สุดท้าย กฎหมาย พรรคการเมือง (กระแสเซตซีโร่ยังไม่จาง ) และ การเลือกตั้ง (อาจห้ามหาเสียงมากเกินไป) ที่จะออกมาคงในกรอบที่เสนอกันมาข้างต้นคือคุมเข้มตั้งแต่การสรรหาผู้สมัคร การหาเสียง และความรับผิดของพรรคและผู้บริหาร(พรรค) ด้วยความหวัง อย่างเต็มเปี่ยมว่า การเมืองยุคต่อไป ไม่มีนายทุน ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ฯลฯ
การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะเข้มงวดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา (ป้องกันนายทุนยึดพรรค-ชาวบ้านขายเสียง) จากนั้นจะ มีวุฒิสมาชิกช่วยโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี และ ทำหน้าที่ เป็นพี่เลี้ยง ให้นักการเมืองจากการเลือกตั้ง ตามบทเฉพาะกาลไปอีก 5 ปี เพื่อขับเคลื่อนประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมียุทธศาสตร์ 20 ปีเป็นแนวทาง
พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯมั่นใจว่าจะนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ (นายกรัฐมนตรี เคยขยายความ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หมายถึง (การเลือก)ตั้งที่ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีธรรมาภิบาล สุจริต ไม่คอร์รัปชัน และไม่ทำให้ประชาชนแตกแยก) รวมไปถึง นำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศไทย หากเดินตามกระบวนการข้างต้น คนที่เชื่อว่า คนดีที่สุด ปกครองอย่างมีอำนาจมากที่สุด จะนำไปสูการปกครองที่ดีที่สุด นั้นมีอยู่จริง คงฝันเห็นภาพเดียวกัน แน่นอนย่อมมีคนที่มองต่างออกไป...
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,189 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559






