thansettakij
thansettakij
‘วิรไท’ยํ้าแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าผันผวนต่อ

‘วิรไท’ยํ้าแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าผันผวนต่อ

05 ก.ย. 59 | 07:48 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.ย. 59 | 14:48 น.
“วิรไท”ชี้แนวโน้มเงินบาทยังแข็งค่า-ผันผวนต่อเนื่อง ย้ำผู้ส่งออกค้าขายสกุลเงินท้องถิ่น ขณะที่เดือนกรกฎาคมดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหตุนำเข้าต่ำ-รายรับภาคท่องเที่ยวขยายตัวดีหนุนเกินดุลบัญชีฯ 3.7พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า กรณีภาคเอกชนเรียกร้องให้ธปท.ดูแลค่าเงินบาทเฉลี่ยที่ระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯนั้น ส่วนตัวไม่ขอให้ความเห็นถึงกรอบค่าเงินบาท แต่ยังคงยืนยันค่าเงินมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเงินโลก และการฟื้นตัวของประเทศอุตสาหกรรมหลัก

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค นักธุรกิจจะต้องระมัดระวังและบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งนอกจากการประกันความเสี่ยงแล้ว ผู้ส่งออกที่มีการค้าขายกับต่างประเทศอาจใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระเงิน เช่น หยวน และริงกิต เพราะที่ผ่านมาเห็นการค้าภูมิภาคมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

สำหรับการดูแลค่าเงินบาทนั้น ธปท. มีเครื่องมือในการดูแลหลายด้านประกอบกันในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนโยบายอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยกำกับการทำงานของสถาบันการเงิน โดยหวังว่าจะให้เกิดผลทางเศรษฐกิจมหภาค เป็นต้น และเครื่องมือสุดท้ายที่ธนาคารกลางมักจะให้ความสำคัญมาก คือ เครื่องมือที่เกี่ยวกับการบริหารเงินไหลเข้าออกระหว่างประเทศ ทั้งต้องแน่ใจว่ามีเครื่องมือนี้อยู่ และพร้อมใช้อย่างเหมาะสมเพื่อรองรับกับสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนกรกฎาคม2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุ สิ้นเดือนกรกฎาคมเงินบาทปิดตลาดที่ 34.82บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น 0.9% จากสิ้นเดือนก่อน จากการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร และปอนด์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส2/59สูงกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้เงินบาทแข็งขึ้น 0.6%จากเดือนก่อน(23ส.ค.ปิดตลาดที่ 34.62บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)ตามการแข็งค่าของเงินเยนโดยค่าเงินบาทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.2%จาก 3.8%ในเดือนก่อน

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และดุลการชำระเงินในเดือนกรกฎาคม 2559 ดุลการค้าเกินดุล 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากมูลค่าการนำเข้าที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ดุลบริการ รายได้และเงินโอนเกินดุล 0.5 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ จากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดี ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 3,700 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ

สำหรับดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกสุทธิ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมาจาก 1. การชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นของภาคสถาบันรับฝากเงินไทย 2. การออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) ซึ่งส่วนใหญ่ลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศญี่ปุ่น กาตาร์ และสิงคโปร์ และ 3.การออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (TDI) ของภาคธุรกิจไทย อาทิ ธุรกิจการผลิตยานยนต์การขายส่งสินค้า และการก่อสร้าง

อย่างไรก็ดี ในเดือนนี้ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าจาก 1. การซื้อสุทธิหลักทรัพย์ไทยของ นักลงทุน ต่างประเทศทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในภูมิภาคที่มีแนวโน้มเข้ามา ลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ภายหลังการลงประชามติของสหราชอาณาจักรให้ถอนตัวออกจากกลุ่มยูโร (Brexit) ส่งผลให้นักลงทุน คาดการณ์ว่าธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม รวมถึงการคาดการณ์ว่าเฟดจะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2. การได้รับชำระคืนเงินกู้ที่ครบกำหนดของสถาบันรับฝากเงินไทยจากต่างชาติ

และ 3. การลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างประเทศ (FDI) ในตราสารทุนและหน่วยลงทุน (Equity and fund shares) อาทิ ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ การผลิตเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไป และการผลิต ผลิตภัณฑ์เคมีชนิดอื่น ๆ และสำหรับดุลการชำระเงินเกินดุลเล็กน้อยที่ 11.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,189 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline