thansettakij
thansettakij
สรรพากรเร่งอุดรูรั่วหวังจัดเก็บรายได้เข้าเป้า

สรรพากรเร่งอุดรูรั่วหวังจัดเก็บรายได้เข้าเป้า

08 ก.ย. 59 | 00:00 น.
สรรพากร มั่นใจจัดเก็บสิ้นปีไม่หลุด 1.76 ล้านล้าน /ปักธงปี60 จัดเก็บรายได้ ทะลุ 1.8 ล้านล้าน แย้มมีเงินก้นถุงประเดิมหลายหมื่นล้าน พร้อมเดินหน้านโยบายอุดรูรั่ว เข็น“ร้านทอง-ยา-ท่องเที่ยว” ยังจดทะเบียนผิดประเภท ชงขุนคลัง เจรจาแบงก์ลดค่าฟี หลังพบนิติบุคคลถูกบางแบงก์ตุกติก

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ” ฐานเศรษฐกิจ “ ว่า สิ้นปีงบประมาณ 2559 แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะกรมสรรพากรอาจปรับลดลงจากเดิมที่ 1.895 ล้านล้านบาท ลดลง 1.40 แสนล้านบาท โดยสามารถจัดเก็บได้จริงที่ 1.76 ล้านล้านบาท เช่นเดียวกับกรมศุลกากร มีแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ลดลง หลังนโยบายการค้าเสรีที่ปรับลดภาษีเหลือ 0% ส่งผลให้ปี 2559 รายได้ที่กรมฯ ควรจะเก็บได้กลับหายไปแล้วเกือบ 1หมื่นล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2559 นั้นกรมศุลกากรตั้งเป้าจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายราว 6,000 ล้านบาท ลดลง 8-9% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเก็บภาษีให้ได้ 1.2 แสนล้านบาท สืบเนื่องจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี คิดเป็นรายได้ที่หายไป 2.4 พันล้านบาท

[caption id="attachment_94725" align="aligncenter" width="335"] ประสงค์ พูนธเนศ  อธิบดีกรมสรรพากร ประสงค์ พูนธเนศ
อธิบดีกรมสรรพากร[/caption]

สอดคล้องกับนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวยอมรับว่า ยอดการจัดเก็บรายได้ทั้งปี น่าจะปรับลดลงจากประมาณการ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งกรมฯ มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมไม่ให้จัดเก็บลดลงต่ำกว่านี้ได้อย่างแน่นอน และที่ผ่านมาได้รายงานปัญหาตลอดจนอุปสรรคและปัจจัยให้กับฝ่ายบริหารรับทราบแล้ว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้าใจถึงแม้ในช่วงเกือบ 11 เดือนของปีงบประมาณ ตัวรายได้ที่หายไป หลักๆจะมาจากภาษีน้ำมันและภาษีปิโตรเลียม

โดยปีงบประมาณ 2560 ได้มีการปรับปัจจัยต่อการจัดเก็บรายได้โดยเฉพาะราคาน้ำมันไว้ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากปี 2559 ซึ่งได้ถูกปรับให้สะท้อนกับความเป็นจริงมากขึ้น ส่วนตัวจึงมั่นใจว่า ปีงบประมาณ 2560 กรมสรรพากรจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.8 ล้านล้านบาท

“ถามว่าทำไมถึงมั่นใจ เนื่องจากกรมประเมินว่าจะมีรายได้ที่เข้ามาเพิ่มนอกเหนือจากการจัดเก็บรายได้ซึ่งเป็นภาษีปกติ ในกรอบ 1-3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี ผลเชิงบวกจากการเดินหน้านโยบายระบบการเงินของประเทศหรือ National E-payment จะเริ่มส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2562 เป็นต้นไป”

อย่างไรก็ดี กรมอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมที่จะทำให้ภาคธุรกิจเดิมที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้ามาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมากขึ้น ที่ผ่านมาได้นำร่องไปแล้วในกลุ่มร้านทอง จากที่มีประมาณ 7,000 ราย กลุ่มต่อมาคือ ธุรกิจร้านขายยา เนื่องจากปัจจุบัน ยอดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีหลายหมื่นราย ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่จะทำคู่ขนานกัน คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึก ธุรกิจให้เช่ารถนำเที่ยว ส่วนใหญ่มีการจดทะเบียนธุรกิจที่ไม่ถูกประเภท คือจดในนามบุคคลธรรมดา ขณะที่เมื่อจดทะเบียนผิดประเภททำให้เกิดการรั่วไหลทางบัญชี เช่น กรณีร้านอาหารหรือภัตตาคาร ทั้งระบบมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไม่ถึง 10% ขณะที่ระบบการซื้อวัตถุดิบยังคงซื้อเป็นเงินสด ทำให้มีการทำบัญชีที่ไม่ถูกต้องโดยในอนาคตธุรกิจเหล่านี้จะต้องเข้าสู่ระบบภาษีที่เป็นงบบัญชีเดียว เชื่อมต่อเข้ากับระบบพร้อมเพย์ หรือ อีเพย์เมนต์อีกด้วย สิ่งที่กรมสรรพากรหวังจากการทำให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าสู่ระบบ คือ การเพิ่มขึ้นของภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat)

“ตอนนี้ได้รับข้อมูลว่า ธุรกิจร้านทองหลังจากที่เปลี่ยนไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล วงเงินกู้เดิมที่เคยได้จากแบงก์ บางแบงก์ยังไม่ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนวงเงินกู้ให้ ซึ่งได้เสนอไปถึงนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็รับปากว่าจะประสานไปยังสมาคมธนาคารไทยเพื่อให้เร่งปรับ เช่น เคยกู้ 2 ล้านบาท เดิมวงเงินกู้อาจมีค่าธรรมเนียมที่ 0.5% แต่เมื่อมาเปลี่ยนเป็นนิติบุคคลแล้วเงินค่าธรรมเนียมก็ยังคงเป็นยอดเก่า ดังนั้น แนวทางถูกต้องทางแบงก์ก็ไม่ควรคิดค่าธรรมเนียม ซึ่งต้องเวฟค่าธรรมเนียมวงเงินกู้ให้”นายประสงค์กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline