
‘ไซโก’ปรับลุกมัดใจเจนY บริษัทแม่หนุนเต็มสูบอัดฉีด ‘เงิน-แผนการตลาด’
เปิดยุทธศาสตร์ "ไซโก" เดินหน้าฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจเมืองไทย บริษัทแม่อัดฉีดทั้งเงิน แผนการตลาด ลั่นไม่หั่นราคาสู้ไพรซ์วอร์ม หันจัดบิ๊กอีเวนต์ พร้อมไฟเขียวทำโลคัล มาร์เก็ตติ้งประเดิมด้วยการเปิดตัวแบรนด์ แอมบาสซาเดอร์ "อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม" หวังรีแบรนด์ ปรับลุกให้หนุ่มขึ้น ขยายฐานจับเจเนอเรชัน Y มั่นใจสิ้นปีดันยอดขายโต 10%
[caption id="attachment_93948" align="aligncenter" width="639"]
เปิดแผน ไซโก รุกตลาดนาฬิกาเมืองไทย[/caption]
นายฮารุมิตซึ อากาชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายนาฬิกา "ไซโก" (Seiko) และ อัลบา (Alba) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในเมืองไทยในขณะนี้ยังเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ดังนั้นบริษัทต้องรักษาสมดุลการทำธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยมีบริษัทแม่ ประเทศญี่ปุ่นให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการเงิน กิจกรรมการทำตลาด รวมถึงการสนับสนุนให้ทำตลาดระดับท้องถิ่น (Local Marketing) เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดนาฬิกาเมืองไทย โดยเปิดโอกาสให้ไซโก ประเทศไทยคิดและพัฒนาอีเวนต์ด้านการตลาดขึ้นเอง เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมและกลุ่มเป้าหมาย
"นอกจากการสนับสนุนด้านการพัฒนานาฬิกาคอลเลกชันใหม่ๆ ซึ่งแต่ละปีบริษัทแม่จะพัฒนาออกวางจำหน่าย 400-500 รุ่น และไซโก ประเทศไทยจะคัดเลือกรุ่นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคนไทย มาจำหน่าย บริษัทแม่ยังให้งบประมาณในการทำกิจกรรมการตลาด การสร้างแบรนด์ในระดับสากล เช่น การเป็นสปอนเซอร์การเคาต์ดาวน์ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเคาต์ดาวน์ที่ได้รับความนิยมและติดอันดับโลก รวมถึงการสนับสนุนมาราธอน อีเวนต์ เช่น แบงกอก มาราธอน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจเป็นอย่างดี และสามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่หรือเจเนอเรชัน วาย ได้ด้วย"
ทั้งนี้กลุ่มเจเนอเรชัน วาย ถือเป็นกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ที่จะเป็นฐานลูกค้าสำคัญในอนาคต หลังเติบโตในหน้าที่การงาน และมีกำลังซื้อที่สูงขึ้น โดยปัจจุบันพบว่า กลุ่มเจเนอเรชัน วาย มีสัดส่วนการซื้อราว 30% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด ขณะเดียวกันพบว่าเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตมากสุดคือราว 30%
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ไซโก บริษัทจึงปรับแบรนดิ้งของไซโก ใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ แอมบาสซาเดอร์คนไทยคนแรก คือ "อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม" พร้อมกับการทำกิจกรรมทางการตลาดนาฬิกาดำน้ำซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่กำลังเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ "Seiko Proxpex Zimbe Limited Edition" (ไซโก พรอสเป็กซ์ จิมเบ ลิมิเต็ด เอ็ดดิชั่น)
"เหตุผลที่เลือกอนันดา เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนไทยคนแรก เพราะเป็นคนที่มีแบรนด์คาแรกเตอร์ใกล้เคียงกับไซโก ขณะเดียวกันไลฟ์ไตล์การใช้ชีวิต และบุคลิกลักษณะก็ใกล้เคียงกับโพสิชันนิ่งของนาฬิกาดำน้ำ ซึ่งการรีแบรนดิ้งไซโกในครั้งนี้ เพื่อให้ไซโกมีภาพลักษณ์ที่ดูหนุ่มขึ้น มีความทันสมัย และเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดแคมเปญไปไม่นานพบว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีบริษัทจะประเมินผลที่ได้รับจากการทำการตลาดอีกครั้งในปลายปี ก่อนที่จะต่อยอดการทำกิจกรรมผ่านแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของไซโกไปยังกิจกรรมอื่นๆ เช่น การทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ ในปลายปีนี้ เป็นต้น" นายอากาชิ กล่าวและว่า
บริษัทยังมีแผนในการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ (Brand Awareness) ผ่านการโฆษณาในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการจัดแคมเปญต่างๆ เข้ามาช่วยเสริม ขณะที่สเต็ปต่อไปจะเน้นการจัดเทรนนิ่งพนักงานขาย เพื่อให้มีทักษะและพร้อมให้ข้อมูลกับลูกค้าได้ตลอดเวลา
กรรมการผู้จัดการ ไซโก ประเทศไทย กล่าวอีกว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ทำให้ผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อมากขึ้น แต่จากการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ โดยแบรนด์ใดที่ให้ข้อเสนอ หรือโปรโมชันที่ดีกว่า ก็จะได้รับการตอบรับที่มากกว่า นอกจากนี้ยังพบการตัดราคา หรือ Price War ซึ่งบริษัทไม่มีนโยบายที่จะลดราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดแต่อย่างใด
ด้านกลยุทธ์การทำตลาดนอกจากการใช้แบรนด์แอมบาสซาเดอร์แล้ว บริษัทนำเสนอคอลเลกชันใหม่ๆ ออกวางจำหน่ายตามแต่ละซีซัน โดยจะเน้นคอลเลกชันที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทย หลังจากที่ศึกษาตลาดแล้วพบว่า กลุ่มผู้บริโภคคนไทยรุ่นใหม่ นิยมเลือกซื้อนาฬิกาสวิสแบรนด์ ขณะที่กลุ่มนักสะสมหรือคอลเลกเตอร์ ยังให้ความนิยมนาฬิกาจากญี่ปุ่น การทำตลาดจึงยังมุ่งเน้นไปที่ทั้ง 2 กลุ่ม รวมทั้งการขยายช่องทางการจำหน่ายทั้งเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าซึ่งมีราว 60 แห่ง ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมีอยู่กว่า 200 แห่ง และดิวตี้ ฟรีอีก 20 จุด โดยในปีนี้บริษัทจะเปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่บูลพอร์ท หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ ในเดือนตุลาคมด้วย
นอกจากนี้บริษัทยังเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยนำเสนอเรื่องราว (story) มาถ่ายทอดเพื่อตอกย้ำจุดแข็งภาพลักษณ์ของไซโก ซึ่งในปีนี้บริษัทจะเน้นทำตลาดในกลุ่มนาฬิการะดับกลางถึงสูง ซึ่งมีราคา 1.5-2 หมื่นบาทมากขึ้น การปรับภาพลักษณ์ใหม่ จึงเน้นการสร้างการรับรู้ พร้อมกับการเป็นสปอนเซอร์ และการเพิ่มสัดส่วนงบการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ 10% จากเดิมที่ใช้ผ่านสื่อนอกบ้านหรือ out of home media
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ (เมษายน 2559-มีนาคม 2560) คาดว่าจะมีการเติบโต 10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ยอดขายทรงตัว
"ตลาดนาฬิกาเมืองไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยไทยมียอดขายไซโกติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยประเทศที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ขณะที่ในตลาดเอเชีย อันดับ 1 ได้แก่ จีน ฮ่องกง และประเทศไทย (ไม่นับรวมประเทศญี่ปุ่น)"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,189 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_93948" align="aligncenter" width="639"]
นายฮารุมิตซึ อากาชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายนาฬิกา "ไซโก" (Seiko) และ อัลบา (Alba) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในเมืองไทยในขณะนี้ยังเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ดังนั้นบริษัทต้องรักษาสมดุลการทำธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยมีบริษัทแม่ ประเทศญี่ปุ่นให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการเงิน กิจกรรมการทำตลาด รวมถึงการสนับสนุนให้ทำตลาดระดับท้องถิ่น (Local Marketing) เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดนาฬิกาเมืองไทย โดยเปิดโอกาสให้ไซโก ประเทศไทยคิดและพัฒนาอีเวนต์ด้านการตลาดขึ้นเอง เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมและกลุ่มเป้าหมาย
"นอกจากการสนับสนุนด้านการพัฒนานาฬิกาคอลเลกชันใหม่ๆ ซึ่งแต่ละปีบริษัทแม่จะพัฒนาออกวางจำหน่าย 400-500 รุ่น และไซโก ประเทศไทยจะคัดเลือกรุ่นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคนไทย มาจำหน่าย บริษัทแม่ยังให้งบประมาณในการทำกิจกรรมการตลาด การสร้างแบรนด์ในระดับสากล เช่น การเป็นสปอนเซอร์การเคาต์ดาวน์ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเคาต์ดาวน์ที่ได้รับความนิยมและติดอันดับโลก รวมถึงการสนับสนุนมาราธอน อีเวนต์ เช่น แบงกอก มาราธอน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจเป็นอย่างดี และสามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่หรือเจเนอเรชัน วาย ได้ด้วย"
ทั้งนี้กลุ่มเจเนอเรชัน วาย ถือเป็นกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ที่จะเป็นฐานลูกค้าสำคัญในอนาคต หลังเติบโตในหน้าที่การงาน และมีกำลังซื้อที่สูงขึ้น โดยปัจจุบันพบว่า กลุ่มเจเนอเรชัน วาย มีสัดส่วนการซื้อราว 30% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด ขณะเดียวกันพบว่าเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตมากสุดคือราว 30%
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ไซโก บริษัทจึงปรับแบรนดิ้งของไซโก ใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ แอมบาสซาเดอร์คนไทยคนแรก คือ "อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม" พร้อมกับการทำกิจกรรมทางการตลาดนาฬิกาดำน้ำซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่กำลังเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ "Seiko Proxpex Zimbe Limited Edition" (ไซโก พรอสเป็กซ์ จิมเบ ลิมิเต็ด เอ็ดดิชั่น)
"เหตุผลที่เลือกอนันดา เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนไทยคนแรก เพราะเป็นคนที่มีแบรนด์คาแรกเตอร์ใกล้เคียงกับไซโก ขณะเดียวกันไลฟ์ไตล์การใช้ชีวิต และบุคลิกลักษณะก็ใกล้เคียงกับโพสิชันนิ่งของนาฬิกาดำน้ำ ซึ่งการรีแบรนดิ้งไซโกในครั้งนี้ เพื่อให้ไซโกมีภาพลักษณ์ที่ดูหนุ่มขึ้น มีความทันสมัย และเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดแคมเปญไปไม่นานพบว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีบริษัทจะประเมินผลที่ได้รับจากการทำการตลาดอีกครั้งในปลายปี ก่อนที่จะต่อยอดการทำกิจกรรมผ่านแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของไซโกไปยังกิจกรรมอื่นๆ เช่น การทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ ในปลายปีนี้ เป็นต้น" นายอากาชิ กล่าวและว่า
บริษัทยังมีแผนในการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ (Brand Awareness) ผ่านการโฆษณาในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการจัดแคมเปญต่างๆ เข้ามาช่วยเสริม ขณะที่สเต็ปต่อไปจะเน้นการจัดเทรนนิ่งพนักงานขาย เพื่อให้มีทักษะและพร้อมให้ข้อมูลกับลูกค้าได้ตลอดเวลา
กรรมการผู้จัดการ ไซโก ประเทศไทย กล่าวอีกว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ทำให้ผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อมากขึ้น แต่จากการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ โดยแบรนด์ใดที่ให้ข้อเสนอ หรือโปรโมชันที่ดีกว่า ก็จะได้รับการตอบรับที่มากกว่า นอกจากนี้ยังพบการตัดราคา หรือ Price War ซึ่งบริษัทไม่มีนโยบายที่จะลดราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดแต่อย่างใด
ด้านกลยุทธ์การทำตลาดนอกจากการใช้แบรนด์แอมบาสซาเดอร์แล้ว บริษัทนำเสนอคอลเลกชันใหม่ๆ ออกวางจำหน่ายตามแต่ละซีซัน โดยจะเน้นคอลเลกชันที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทย หลังจากที่ศึกษาตลาดแล้วพบว่า กลุ่มผู้บริโภคคนไทยรุ่นใหม่ นิยมเลือกซื้อนาฬิกาสวิสแบรนด์ ขณะที่กลุ่มนักสะสมหรือคอลเลกเตอร์ ยังให้ความนิยมนาฬิกาจากญี่ปุ่น การทำตลาดจึงยังมุ่งเน้นไปที่ทั้ง 2 กลุ่ม รวมทั้งการขยายช่องทางการจำหน่ายทั้งเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าซึ่งมีราว 60 แห่ง ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมีอยู่กว่า 200 แห่ง และดิวตี้ ฟรีอีก 20 จุด โดยในปีนี้บริษัทจะเปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่บูลพอร์ท หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ ในเดือนตุลาคมด้วย
นอกจากนี้บริษัทยังเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยนำเสนอเรื่องราว (story) มาถ่ายทอดเพื่อตอกย้ำจุดแข็งภาพลักษณ์ของไซโก ซึ่งในปีนี้บริษัทจะเน้นทำตลาดในกลุ่มนาฬิการะดับกลางถึงสูง ซึ่งมีราคา 1.5-2 หมื่นบาทมากขึ้น การปรับภาพลักษณ์ใหม่ จึงเน้นการสร้างการรับรู้ พร้อมกับการเป็นสปอนเซอร์ และการเพิ่มสัดส่วนงบการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ 10% จากเดิมที่ใช้ผ่านสื่อนอกบ้านหรือ out of home media
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ (เมษายน 2559-มีนาคม 2560) คาดว่าจะมีการเติบโต 10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ยอดขายทรงตัว
"ตลาดนาฬิกาเมืองไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยไทยมียอดขายไซโกติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยประเทศที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ขณะที่ในตลาดเอเชีย อันดับ 1 ได้แก่ จีน ฮ่องกง และประเทศไทย (ไม่นับรวมประเทศญี่ปุ่น)"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,189 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559






