thansettakij
thansettakij
ชงกึ่งลอยตัวนํ้าตาลแก้บราซิลฟ้องWTO

ชงกึ่งลอยตัวนํ้าตาลแก้บราซิลฟ้องWTO

02 ก.ย. 59 | 04:00 น.
กอน.ไฟเขียว แผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เตรียมชงครม.ภายใน ก.ย.นี้ รับมือบราซิลฟ้อง WTO ปลดล็อก 4 ข้อครหาอุดหนุน ปล่อยราคาน้ำตาลเป็นแบบกึ่งลอยตัว ยกเลิกระบบโควตาส่งออก สต๊อกน้ำตาลให้เหลือพอแค่บริโภคภายในประเทศ ไม่ประกันราคาอ้อยขั้นต่ำ และเลิกการอุดหนุนต้นทุนเพาะปลูก 160 บาทต่อตัน ยันเป็นทางออกในการเจรจาต.ค.นี้ ด้านปฏิกิริยาชาวไร่อ้อย-โรงงานน้ำตาลและผู้ใช้น้ำตาลเห็นต่าง

[caption id="attachment_92366" align="aligncenter" width="335"] สมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม สมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม[/caption]

นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ในการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)ที่มีดร.สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบในหลักการตามแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบใหม่ โดยได้มีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 รวมทั้งกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมการนำน้ำอ้อยไปผลิตเอทานอลและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่น ไบโอพลาสติก ไบโอเคมี นอกเหนือจากการผลิตเป็นน้ำตาลเพียงอย่างเดียว รวมทั้ง การเปิดให้ตั้งโรงงานหีบอ้อยได้ แต่ไม่มีการผลิตเป็นน้ำตาลทราย เพื่อที่จะนำน้ำอ้อยไปผลิตผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ จากปัจจุบันที่กฎหมายยังไม่เอื้อให้ตั้งโรงงานหีบอ้อยได้อย่างเสรี

พร้อมทั้ง ให้นำรายได้จากการจำหน่ายกากน้ำตาล(โมลาส) เพื่อไปใช้ผลิตเอทานอล การจำหน่ายชานอ้อย เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า รวมถึงกากตะกรัน ที่นำไปทำปุ๋ย นำส่งเป็นรายได้ส่งเข้าระบบ เนื่องจากเป็นผลพลอยจากการผลิตน้ำตาลทราย จากปัจจุบันไม่มีการนำส่วนดังกล่าวนี้มาแบ่งให้ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหากรณีที่บราซิลจะยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก(WTO) กล่าวหารัฐบาลไทยดำเนินมาตรการอุดหนุนการส่งออกและอุดหนุนภายในประเทศให้กับสินค้าน้ำตาลทราย โดยเปิดทางฝ่ายไทยให้เจรจาถึงข้อกล่าวหาไปรอบหนึ่งแล้วเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และจะต้องเดินทางไปชี้แจงอีกรอบหนึ่งในช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ว่าทางไทยจะมีแนวทางการแก้ปัญหาการอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างไร ก่อนที่จะมีการยื่นฟ้อง WTO ต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากทางบราซิลยังติดใจใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดราคาน้ำตาลทรายในประเทศไม่เป็นไปตามข้อตกลงทางการค้า มีการควบคุมราคาภายในประเทศไว้ที่ 23.50 บาทต่อกิโลกรัม 2.การที่รัฐบาลกำหนดโควตาน้ำตาลทรายประกอบด้วยโควตา ก.(บริโภคในประเทศ) โควตา ข. (ส่งออกโดยผ่านบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทยฯหรืออนท.)และโควตา ค.(ส่งออกโดยโรงงานน้ำตาล) นั้น ผิดหลักการค้าของ WTO 3.การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น และขั้นสุดท้าย ในกรณีที่ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นชาวไร่ไม่ต้องคืนเงินจากส่วนต่างที่ได้รับไปแล้ว และ4.การอุดหนุนต้นทุนการเพาะปลูกให้กับชาวไร่อ้อยในอัตรา 160 บาทต่อตัน

ต่อเรื่องนี้นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการแก้ข้อสงสัยต่างๆเหล่านี้ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ จึงได้เสนอแนวทางไว้ และมีกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจนหรือมีโรดแมปไว้ว่า จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้ราคาน้ำตาลทรายเป็นกึ่งลอยตัว ตามราคาตลาดโลก โดยอ้างอิงจากราคาน้ำตาลทรายขาวที่นำเข้ามาในประเทศ หรือไม่ใช้ราคาอ้างอิงจากราคาที่ส่งน้ำตาลทรายดิบออกไป และมีการประกาศราคาขึ้นลงเป็นระยะๆ คล้ายคลึงกับราคาน้ำมัน

จ่อยกเลิกโควตาก.ข.ค.

อีกทั้ง ยกเลิกระบบโควตาน้ำตาลทราย ก. ข. และค. โดยจะให้แต่ละโรงงานน้ำตาลเป็นผู้สต็อกน้ำตาลทรายขั้นต่ำให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้ส่งออก ซึ่งหากทางโรงงานไม่มีการสต็อกน้ำตาลทรายไว้ ก็จะมีการไม่อนุญาตหรือไม่ออกใบขนส่งออกน้ำตาลทรายได้ พร้อมทั้ง ยกเลิกระบบประกันราคาอ้อยขั้นต้น หากราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้น ให้นำส่วนต่างของราคาอ้อยที่รับเงินไปแล้ว ให้ถือว่าชาวไร่เป็นหนี้ และให้ยกหนี้ไปคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นในฤดูถัดไปแทน รวมทั้งจะไม่มีการนำเงินอุดหนุนต้นทุนชาวไร่ 160 บาทต่อตันอีกต่อไป

ดังนั้น เมื่อแนวทางผ่านการเห็นชอบจากอน.แล้ว หลังจากนี้ไป จะนำเสนอ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ อย่างช้าสุดไม่น่าจะเกินวันที่ 27 กันยายนนี้ เพื่อที่จะได้นำแนวทางดังกล่าวไปหารือกับกับทางบราซิลในช่วงเดือนตุลาคมนี้ว่ารัฐบาลไทยมีแนวทางและเวลาในการแก้ปัญหาที่ชัดเจนตามข้อท้วงติงของบราซิล เพื่อไม่ให้นำไปสู่การฟ้องร้องต่อไป

“การเจรจากับทางรัฐบาลบราซิลช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ถือว่ามีสัญญาณค่อนข้างดี ที่เห็นว่าฝ่ายไทยมีการตื่นตัวในการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งปกติหลังจบการเจรจารองแรกแล้ว ทางบราซิลจะต้องมีการตั้งคณะผู้พิจารณา( Panel) ขึ้นมาเพื่อเปิดไต่สวน แต่ก็ได้ชะลอออกไป เพื่อเปิดช่องให้มีการเจรจาในรอบที่ 2 เกิดขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมก็ต้องเตรียมข้อมูลต่างๆ เพื่อไปแก้ข้อกล่าวหาให้มีความชัดเจนขึ้น ดังนั้น เมื่อครม.เห็นชอบในแนวทางการดำเนิน การเจรจาในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ก็จะมีกรอบเวลาในการดำเนินงานแต่ละเรื่องที่ชัดเจน และน่าจะสร้างความพอใจให้กับทางบราซิลไม่ยื่นฟ้อง WTO ได้”

ขนม-เครื่องดื่มในปท.กระทบบางช่วง

ด้าน นายบุญถิ่น โครตศิริ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า การปล่อยให้ราคาน้ำตาลทรายเป็นกึ่งลอยตัวตามราคาตลาดโลก จะทำให้ราคาน้ำตาลรายขึ้นลงตามตลาดโลก ทำให้ราคาขายปลีกที่เคยควบคุมอยู่ที่23.50 บาทในร้านโมเดร์นเทรด หรือในร้านขายของชำทั่วไปที่ราคา 24-25 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นอยู่ที่ค่าขนส่ง โดยพาณิชย์จังหวัดจะเป็นผู้กำหนดราคาอ้างอิงที่เหมาะสมนั้น จะไม่มีการควบคุมแล้ว จะได้รับผลกระทบบางช่วงตามราคาน้ำตาลในตลาดโลก เพียงแต่การปล่อยให้ราคาน้ำตาลทรายเป็นกึ่งลอยตัวนั้น จะมีเพดานกำหนดกรณีที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นมากผู้บริโภคภายในประเทศจะได้ไม่กระทบมาก ส่วนที่ยกเลิกการกำหนดโควตา ก. ข. และค. นั้น ไม่น่าจะมีอุปสรรคตามมาเนื่องจากกอน.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแล กำกับ เหมือนพลังงาน ที่มีการกำหนดค่าไฟฟ้าผันแปร.หรือค่าเอฟที โดยจะคำนึงว่าปริมาณน้ำตาลในประเทศจะต้องเพียงพอก่อนเป็นหลัก
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบเช่น เครื่องดื่ม ขนม ที่ผลิตเพื่อส่งออกจะใช้น้ำตาลตามราคาตลาดโลกอยู่แล้ว ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตาลและผลิตเพื่อใช้ในประเทศอาจกระทบบ้างบางช่วงกรณีราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงขึ้นจากเดิมที่ราคาน้ำตาลสำหรับบริโภคในประเทศจะควบคุมราคาไว้

“ส่วนที่บราซิลมองว่ารัฐบาลไทยอุดหนุนเงินค่าอ้อยนั้น ทางฝ่ายไทยได้ไปชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วก่อนหน้านี้ ว่าเงินดังกล่าวนั้นเป็นเงินกู้จากกองทุนอ้อยและน้ำตาล(กท.)ที่ได้จากการขายน้ำตาลภายในประเทศซึ่งมาจากระบบแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งไม่ได้มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน”

ชาวไร่-โรงงานน้ำตาลเห็นต่าง

ด้านนายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ชาวไร่เห็นด้วยกับแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายพ.ศ.2527 รวมทั้งกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมการนำน้ำอ้อยไปผลิตเอทานอลและผลิตภัณฑ์อื่นๆ จะได้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ส่วนที่ราคาน้ำตาลทรายปล่อยให้กึ่งลอยตัว จะทำให้ราคาขายปลีกในประเทศขึ้นลงตามราคาตลาดโลก ถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงมาก เรายังมีเพดานที่ควบคุมไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบมาก ซึ่งในส่วนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรมีเพดานอย่างไรออกมา

“ส่วนกรณีที่บราซิลมองว่าที่รัฐบาลไทยไปอุดหนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลส่งออกนั้น ความจริงแล้วรัฐบาลไม่ได้มาอุดหนุน แต่เป็นการนำเงินของชาวไร่มาชำระหนี้ โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี ดังนั้นต่อไปเพื่อไม่ให้ถูกนำมาเป็นประเด็นอีก ก็ไม่ควรนำเรื่องนี้ผ่านครม. แต่ไปใช้บอร์ดกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.) พิจารณา”

ขณะที่นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพัฒนาธุรกิจ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือเคเอสแอล กล่าวว่า ในส่วนตัวเอง ยังไม่เห็นรายละเอียดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย แต่เข้าใจว่าโครงการสร้างใหม่น่าจะมีการนำวัตถุดิบที่เหลือจากการหีบอ้อยและน้ำตาลทราย เช่น ชานอ้อย กากน้ำตาล ที่จะต้องขายออกไปเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้าและเอทานอล มาเป็นรายได้แบ่งเข้าระบบ ซึ่งทางโรงงานน้ำตาลคงไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าโรงงานได้จ่ายค่าอ้อยให้กับชาวไร่ไปตั้งแต่แรกแล้ว แต่เมื่อภาครัฐต้องการเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่ ทางโรงงานก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ต้องมีความชัดเจนในการคำนวณราคากัน ส่วนการตอบโจทย์กับทางบราซิล โดยเสนอแนวทางให้รัฐบาลเห็นชอบ และยกเลิกการควบคุมราคาน้ำตาลทรายในประเทศมาเป็นกึ่งลอยตัวนั้น ก็ต้องขึ้นกับว่า จะใช้การอ้างอิงคำนวณราคาอย่างไร เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคในประเทศได้รับผลกระทบ

ผู้ใช้น้ำตาลลั่นปรับวิธีไหนก็เสี่ยง

นายชนิต สุวรรณพรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูมเมอร์ ประเทศไทย จำกัด และเลขาธิการสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยกล่าวในฐานะผู้ผลิตชาเขียว “เซนย่า” และกาแฟ “วีสลิม” ว่า จะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลโดยวิธีไหนก็มีความเสี่ยงในแง่ผู้ผลิต เพราะราคาวัตถุดิบเช่น น้ำตาล เป็นเรื่องของต้นทุนหลัก ที่ทำให้ผู้ผลิตมีการควบคุมต้นทุนได้ยาก ขณะที่ราคาสินค้าก็ไม่สามารถปรับราคาได้ทันทีตามต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าควบคุมเช่น นมถั่วเหลือง หรือเครื่องดื่ม น้ำอัดลม ยิ่งบริหารจัดการต้นทุนยาก จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบด้าน ให้กระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคปลายทางให้น้อยที่สุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline