
เอสเอ็มอียังน่าเป็นห่วง
วันก่อนมีโอกาสได้เห็นข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือ กสอ.เปิดเผยผลสำรวจปัญหาผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก หรือพวกเอสเอ็มอี จากที่ได้รวบรวมมาหลังเข้าไปดำเนินโครงการช่วยเหลือมาตลอดเวลากว่า 74 ปี พบว่าสถิติที่น่าเป็นห่วง และพบบ่อยมากมีด้วยกันทั้งหมด 8 ปัญหาใหญ่ด้วยกัน
เริ่มจากปัญหาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, ปัญหาด้านการผลิต, ปัญหาด้านการตลาด, ปัญหาด้านการอยู่ร่วมกับสังคม, ปัญหาด้านการเงิน, ปัญหาด้านบุคลากร, ปัญหาด้านการจัดซื้อและปัจจัยการผลิต และท้ายสุดเป็นปัญหาด้านการบริหารองค์กรและกลยุทธ์
ข้อมูลดังกล่าวยังเจาะลงลึกเป็นรายอุตสาหกรรม โดยปัญหาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัญหาด้านการผลิต และปัญหาด้านการตลาด เป็นปัญหาที่ SMEs ไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญมากที่สุดตามลำดับ โดยภาคอุตสาหกรรมที่มีอุปสรรคและผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมเซรามิกและแก้ว 2. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และ 3. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้และเครื่องเรือน
"ทั้ง 3 ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ไม่น้อย และหากยังไม่สามารถปรับตัวหรือได้รับการพัฒนาก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงาน สัดส่วนการส่งออก และสัดส่วนมูลค่าเพิ่มตามมาในระยะยาวได้" นายพสุ โลหารชุน อธิบดี กสอ.กล่าว พร้อมยังได้จัดเตรียมแผนงานความช่วยเหลือและงบประมาณแล้วกว่า 850 ล้านบาท ด้วยกลยุทธ์ 3S ได้แก่ Start Strong และ Sustain ในรูปแบบบูรณาการโครงการเพื่อแก้ไขจุดอ่อน SMEs อย่างยั่งยืน
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาล ภายใต้การนำของท่านผู้นำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนใจและได้ใช้ความพยายามค่อนข้างมากกับการขับเคลื่อนมาตรการเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาหรือผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้
เห็นได้ชัดจากข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ทำการสำรวจความเห็นเอสเอ็มอีสดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 1-20 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา พบว่าดัชนีสุขภาพธุรกิจเอสเอ็มอี ไตรมาส 2/2559 ออกมาอยู่ที่ 42.0 ปรับตัวลดลงจากช่วงไตรมาส 1/2559 ไป 0.4 จุด โดยปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของยอดขายและรายได้ในช่วงไตรมาส 2/2559 มีแนวโน้มคงที่และลดลง!!
ส่วนอีกหนึ่งความเห็นจากผู้บริหารแบงก์กรุงเทพ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีลูกค้าประเภทเอสเอ็มอีค่อนข้างมาก ได้ออกมายอมรับเช่นกันว่า "ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารมีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากยอดขายและรายได้ในประเทศลดลง แม้จะมีมาตรการภาครัฐออกมาช่วยเหลือค่อนข้างมาก เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ช่วยได้เฉพาะเอสเอ็มอีบางกลุ่มที่หาตลาดใหม่ได้ ตอนนี้เอสเอ็มอีขนาดกลางเริ่มได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ จากเดิมกระทบเอสเอ็มอีขนาดเล็กเท่านั้น"
ข้อมูลและความเห็นเหล่านี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่จะได้คิดค้นหามาตรการช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดต่อไป.
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559
เริ่มจากปัญหาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, ปัญหาด้านการผลิต, ปัญหาด้านการตลาด, ปัญหาด้านการอยู่ร่วมกับสังคม, ปัญหาด้านการเงิน, ปัญหาด้านบุคลากร, ปัญหาด้านการจัดซื้อและปัจจัยการผลิต และท้ายสุดเป็นปัญหาด้านการบริหารองค์กรและกลยุทธ์
ข้อมูลดังกล่าวยังเจาะลงลึกเป็นรายอุตสาหกรรม โดยปัญหาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัญหาด้านการผลิต และปัญหาด้านการตลาด เป็นปัญหาที่ SMEs ไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญมากที่สุดตามลำดับ โดยภาคอุตสาหกรรมที่มีอุปสรรคและผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมเซรามิกและแก้ว 2. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และ 3. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้และเครื่องเรือน
"ทั้ง 3 ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ไม่น้อย และหากยังไม่สามารถปรับตัวหรือได้รับการพัฒนาก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงาน สัดส่วนการส่งออก และสัดส่วนมูลค่าเพิ่มตามมาในระยะยาวได้" นายพสุ โลหารชุน อธิบดี กสอ.กล่าว พร้อมยังได้จัดเตรียมแผนงานความช่วยเหลือและงบประมาณแล้วกว่า 850 ล้านบาท ด้วยกลยุทธ์ 3S ได้แก่ Start Strong และ Sustain ในรูปแบบบูรณาการโครงการเพื่อแก้ไขจุดอ่อน SMEs อย่างยั่งยืน
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาล ภายใต้การนำของท่านผู้นำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนใจและได้ใช้ความพยายามค่อนข้างมากกับการขับเคลื่อนมาตรการเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาหรือผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้
เห็นได้ชัดจากข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ทำการสำรวจความเห็นเอสเอ็มอีสดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 1-20 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา พบว่าดัชนีสุขภาพธุรกิจเอสเอ็มอี ไตรมาส 2/2559 ออกมาอยู่ที่ 42.0 ปรับตัวลดลงจากช่วงไตรมาส 1/2559 ไป 0.4 จุด โดยปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของยอดขายและรายได้ในช่วงไตรมาส 2/2559 มีแนวโน้มคงที่และลดลง!!
ส่วนอีกหนึ่งความเห็นจากผู้บริหารแบงก์กรุงเทพ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีลูกค้าประเภทเอสเอ็มอีค่อนข้างมาก ได้ออกมายอมรับเช่นกันว่า "ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารมีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากยอดขายและรายได้ในประเทศลดลง แม้จะมีมาตรการภาครัฐออกมาช่วยเหลือค่อนข้างมาก เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ช่วยได้เฉพาะเอสเอ็มอีบางกลุ่มที่หาตลาดใหม่ได้ ตอนนี้เอสเอ็มอีขนาดกลางเริ่มได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ จากเดิมกระทบเอสเอ็มอีขนาดเล็กเท่านั้น"
ข้อมูลและความเห็นเหล่านี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่จะได้คิดค้นหามาตรการช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดต่อไป.
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559






