thansettakij
thansettakij
กลุ่มปตท.คาดกำไรปีนี้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

กลุ่มปตท.คาดกำไรปีนี้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

27 ส.ค. 59 | 08:00 น.
กลุ่มปตท. คาดกำไรปี 59 สูงกว่าปีที่ผ่านมา โดย PTT คาดอัตรากำไรสุทธิจะสูงกว่า 0.97% จากภาระที่ลดลงของการบันทึกด้อยค่าทางบัญชี รวมถึงราคาก๊าซปรับตัวลดลง ด้าน PTTEP เชื่อทำยอดขายได้ 3.22 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่วน PTTGC ยันกำไรครึ่งปีหลังดีกว่าคังแรก หลังไม่มีกำหนดปิดซ่อมโรงกลั่นน้ำมัน TOP มองแนวโน้มธุรกิจยังโตได้อีกมาก

[caption id="attachment_89965" align="aligncenter" width="700"] กำไรกลุ่ม ปตท. กำไรกลุ่ม ปตท.[/caption]

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)(บมจ.)( PTT) กล่าวในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปี 2559 นี้คาดว่าอัตรากำไรสุทธิของบริษัทจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 0.97% โดยครึ่งปีแรกมีอัตรากำไรสุทธิ 5.95% โดยมีปัจจัยมาจากการที่ปีนี้บริษัทไม่มีภาระต้องบันทึกด้อยค่าทางบัญชี ขณะที่ราคาก๊าซปรับตัวลดลงหลังจากได้รับปัจจัยบวกด้านต้นทุนราคาน้ำมัน ทำให้อัตรากำไรสุทธิในกลุ่มธุรกิจก๊าซดีขึ้นอย่างชัดเจน

ด้านธุรกิจน้ำมันยังมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากราคาขายปลีกน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะมีกำลังการผลิตน้ำมันของโลกยังอยู่ในระดับสูงกดดันราคาขายอยู่บ้าง โดยบริษัทคาดการณ์ราคาน้ำมันปีนี้อยู่ในช่วง 42-46 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

ด้านธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมัน (Non-oil) ยังคงเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ยจ่าย และค่าเสื่อมราคา (EBITDA)เป็น 50% ภายในปี 2563 จากปัจจุบันที่อิบิทด้าของธุรกิจดังกล่าวอยู่ที่ 20% เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันมีการเติบโตเฉลี่ย 10-20%และยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทมีแผนเจรจาแฟรนไชส์ ร้านอาหารหรือการให้บริการอื่นๆ เข้ามาช่วยเสริมรายได้ขึ้นอีกในอนาคต ขณะที่แผนลงทุนธุรกิจโรงแรมในสถานีบริการน้ำมันนั้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับโรงแรมหลายเครือ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยวางเป้าหมายที่จะมีโรงแรม 50 แห่งภายใน 5 ปี

นายยงยศ ครองพาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP )กล่าวในงานเดียวกันว่า ปริมาณการขายปีนี้คาดว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 3.22 แสนบาร์เรล/วัน โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีปริมาณการขายเพิ่ม 1% จากปีที่ผ่านมา หรือ 3.25 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งมาจากแหล่งในไนจีเรีย และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก

ทั้งนี้บริษัทฯได้ปรับลดงบลงทุนปีนี้เหลือ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากการขุดเจาะหลุมใช้ต้นทุนสูงมาก นอกจากนี้อยู่ระหว่างเจรจาซื้อและควบรวมกิจการ หรือ M&A เพิ่มเติม เน้นในกลุ่มตะวันออกกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมียนมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาถึงจุดคุ้มทุน โดยจะเน้นขุดเจาะหลุมที่จะเริ่มดำเนินการผลิต หรือมีการผลิตไปแล้วเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตของบริษัทให้เพิ่มมากขึ้น หลังบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง

นายทิติพงษ์จุลพรศิริดี ผู้จัดการฝ่ายหน่วยการเงินองค์กร และนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ. พีทีที โกลบอลเคมิคอล (PTTGC )กล่าวว่า กำไรสุทธิช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากครึ่งปีหลังไม่มีกำหนดปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันและโอลิฟินส์ (เม็ดพลาสติก) หน่วยที่ 3อีกทั้งยังคาดว่าค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับไตรมาส 2/59 ที่อยู่ที่ระดับ 4 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ต่ำกว่าไตรมาส 1/59 ที่อยู่ระดับ 6 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล นางสาวภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บมจ. ไทยออยล์ (TOP ) กล่าวว่า อีบิทด้า ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกที่ 1.3 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นยังเติบโตได้ดีตามความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มมากขึ้น แม้จะมีโรงกลั่นที่ปิดปรับปรุง เป็นเวลา 1 เดือนในช่วงไตรมาส 3/59 นอกจากนี้บริษัทยังมีการรับรู้กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจาก 2 โครงการใหม่เข้ามาเพิ่ม คือ โครงการธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 239 เมกะวัตต์ และโครงการ LAB (Linear Alkyl Benzene) ที่เป็นสารตั้งต้นหลักในธุรกิจผงซักฟอก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่จะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยเข้ามากว่า 3,000 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มค่าการกลั่น (GRM) ของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกที่ 5.2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยในไตรมาส 3/59 คาดว่าค่าการกลั่นจะลดลงต่ำกว่าไตรมาส 2/59 ที่ 4.4 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากช่วงไตรมาส 3/59 เป็นช่วงที่มีปริมาณความต้องการใช้น้ำมันน้อยอยู่ เพราะอยู่ในช่วงหน้าฝน อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่นจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไตรมาส 4/59 โดยคาดการณ์ไว้ที่มากกว่า 5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากในไตรมาส 4 ของทุกปีจะเป็นช่วงที่มีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น หลังเข้าสู่ฤดูหนาวที่มีประเทศที่เผชิญกับอากาศหนาวนำน้ำมันไปใช้ในการทำความร้อน และเป็นช่วงที่มีการท่องเที่ยวมากซึ่งจะมีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,186 วันที่ 25 - 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline