thansettakij
thansettakij
รวมพลังเชื่อมั่นเศรษฐกิจ เข็นการลงทุน/จัดทัวร์หัวหินตํ่ากว่าพัน

รวมพลังเชื่อมั่นเศรษฐกิจ เข็นการลงทุน/จัดทัวร์หัวหินตํ่ากว่าพัน

18 ส.ค. 59 | 02:00 น.
รัฐ-เอกชนเสียงแข็ง “บึ้ม”ไม่กระทบเศรษฐกิจ ลุ้น“ลงทุน-เข็นบีโอไอ”ดันจีดีพีทั้งปีโต 3.5% แบงก์ชาติชี้ความเชื่อมั่นจีดีพีไตรมาส 2 ดันบาทแข็ง เตือนบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ภาคท่องเที่ยวรวมพลังฟื้นความมั่นใจ“แอตต้า”พาสมาชิกประชุมหัวหิน สทน.จัด “เรารักหัวหิน” ขายทัวร์ราคาไม่ถึงพัน “กอบกาญจน์” ชูโปเกมอนช่วยชาติ เจรจาทรูปล่อย Pokestop หายากตามสถานที่เที่ยวพร้อมเชิญทูตลงพื้นที่จริง

การก่อเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ท่องเที่ยว 7 จังหวัดภาคใต้ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมา แม้ตลาดจะตอบรับเชิงลบทันที แต่ก็เป็นผลกระทบระยะสั้น

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้ประมวลความเห็นจากนักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ ส่วนใหญ่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบตลาดในช่วงสั้นๆ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศของไทย ผนวกกับปัจจัยหนุนหลังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)ไตรมาส 2 ของปี 2559 ขยายตัวถึง 3.5% เร่งตัวขึ้นจาก 3.2%ในไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจขยายตัว 3.4% และมีแนวโน้มว่าทั้งปีจะขยายตัวไม่น้อยกว่า 3.3% (อ่านเพิ่มเติมหน้า 4)

สศช.ลั่นระเบิดใต้ครั้งเดียวจบ

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า เหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ 2 วัน เชื่อว่าไม่น่าจะกระทบภาคการท่องเที่ยว โดยมั่นใจว่าภาครัฐและฝ่ายความมั่นคงจะเข้าไปดูแลอย่างเคร่งครัด บนสมมติฐานว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวไม่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจไทยจึงไม่ถูกกระทบมาก และสศช.ยังไม่กำหนดให้อยู่ในปัจจัยเสี่ยงช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งครึ่งปีหลังนอกจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐแล้ว การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมในประเทศ จะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“การบริหารเศรษฐกิจทั้งปี ควรให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบประมาณ โครงการของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับอนุมัติให้สัมฤทธิ์ผล ตลอดจนฟื้นฟูภาคเกษตรและหนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนให้ลงทุนได้จริงโดยเร็ว เพราะที่ผ่านมามีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)เพิ่มขึ้น 418.9% จาก 191.6% ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนการส่งออกตามยุทธศาสตร์ โดยเชื่อมโยงการค้าในกลุ่มประเทศ CLMV และสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและลงทุน

ความเชื่อมั่นศก.ดันบาทแข็ง

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ขยายตัวถึง 3.5% มากกว่าที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาด จึงทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคม 2559 มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตรไทยรวมกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก อย่างไรก็ดีเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น อาจเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ การปรับตัวของเอกชนและเศรษฐกิจไทย จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีโอกาสเคลื่อนไหวและเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมุมมองของนักลงทุน โดย ธปท. จะติดตามสถานการณ์ต่างๆ และความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะที่ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) กล่าวว่า ได้ประเมินสถานการณ์เชื่อว่าอาจส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยว เฉพาะในเดือนสิงหาคมเท่านั้น แต่หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวจะทยอยกลับมาเพิ่มขึ้นเหมือนเดิมและภาคท่องเที่ยวจะเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจในเดือนถัดไปได้ ภายหลังจากหน่วยงานภาครัฐได้ออกมาตรการป้องกันดูแลความปลอดภัย

อย่างไรก็ดีแนวโน้มช่วงครึ่งหลังของปีนั้น ประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ยังคงเป็นเรื่องของการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำ 3 ปีซ้อน โดยไตรมาสที่ 2 ขยายตัวเพียง 0.1% โดยเฉพาะภาคการก่อสร้างยังคงติดลบ สะท้อนผ่านโครงการคอนโดมิเนียมที่ลดลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นอกจากนี้การนำเข้าเครื่องจักรที่มีสัดส่วน 20% ของการนำเข้า ก็ขยายตัวติดลบ 3% สะท้อนว่าในอนาคตจะยังไม่เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน แต่การติดลบก็อาจจะไม่นาน เพราะความเชื่อมั่นเริ่มกลับมาจากแผนโรดแมปทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กลับมา ส่วนความเสี่ยงด้านการส่งออกยังคงมี ทั้งจากปัญหาที่ประเทศจีน และเบร็กซิท แม้ว่าผลทางตรงจะยังไม่เกิด แต่ยังต้องติดตามผลทางอ้อมด้วย

 เชื่อศก.เร่งโตจริงครึ่งหลังปี60

“เรามองว่าเศรษฐกิจยังฟื้นในลักษณะของรูปตัวยู และจะเริ่มเร่งการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 มาจากเศรษฐกิจต่างประเทศที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้ง โดยจีดีพีทั้งปีมีโอกาสโตเหนือระดับ 3% หรือกรอบประมาณการใหม่ 3%-3.5% “ ดร.อมรเทพกล่าว

ด้าน ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ เชื่อว่ารัฐบาลจะจัดการปัญหานี้ได้ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่มีทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ การลงทุนทั้งในและต่างประเทศยังคงปกติ ทั้งตลาดหุ้นยังคงเปิดซื้อขายปกติ เช่นกัน ต่างชาติไม่ได้ขายหุ้นทิ้ง ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา เพียงแต่รัฐบาลแต่ละประเทศอาจจะประกาศให้พลเมืองเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการมาเที่ยว และช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงโลว์ซีซัน หลังจากนี้เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเหมือนเดิมเพราะจะเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน มองว่าหากกระทบในเชิงเศรษฐกิจไม่น่าจะเกิน 1,000 ล้านบาท เพราะสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว

สอดคล้องกับนายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย มองว่าเหตุระเบิดยังไม่เป็นเรื่องที่น่าวิตก เชื่อว่าเศรษฐกิจภายในประเทศ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ยังเป็นปกติ แต่ยอมรับว่าส่วนใหญ่แปลกใจกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ผู้ประกอบการและหอการค้าเองก็ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการสรุปสาเหตุของเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นจากอะไร เพื่อที่จะประเมินและติดตามสถานการณ์ต่อไป

 ตลท.เดินหน้า“ไทยแลนด์ โฟกัส”

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เผยว่า เหตุวินาศกรรมไม่กระทบต่อแผนงานของตลท.โดยระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายนนี้ จะเดินหน้าจัดงาน”ไทยแลนด์ โฟกัส” ซึ่งตลท.จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะเชิญนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลกมารับฟังการนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์)เกี่ยวกับประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจมหภาค และการพบปะบริษัทจดทะเบียน(บจ.)

“เหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นในภาคใต้ อาจทำให้นักลงทุนตกใจเล็กน้อย และมองว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ ดังนั้นจึงถือเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้น ดังนั้นหากไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นมากระทบก็น่าจะโอเค ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป คือ การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา“

 “แอตต้า”จัดประชุมหัวหิน

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ปัจจุบันการเดินทางของนักท่องเที่ยว ผ่านสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ถือว่าอยู่ในระดับคงที่ เฉลี่ยที่ 1.8 – 2 หมื่นคนต่อวันและยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่

“มองว่าเหตุการณ์นี้ถ้ามีผลกระทบก็จะเป็นระยะสั้น มั่นใจว่าจะกลับมาเร็ว แต่เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่หัวหิน ทางสมาคมฯ จึงได้ย้ายสถานที่จัดประชุมสมาชิกประจำเดือนจากเดิมที่จัดในวันที่ 28-29 สิงหาคมนี้ ไปจัดที่หัวหินแทน ซึ่งจะมีผู้ประกอบการจากทั่วประเทศกว่า 300 คนเข้าร่วมประชุม และจัดงานทราเวิลมาร์ท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงจะมีการรวมตัวกันร้องเพลง ฉันรักประเทศไทย ที่บริเวณหอนาฬิกาเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวด้วย”

สทน.ขายทัวร์ไม่ถึงพันบาท

นายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ(สทน.) กล่าวว่าสทน.จะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศกว่า 200 คนจาก 100 บริษัท มาร่วมคิกออฟกิจกรรม “เรารักหัวหิน” ซึ่งจะนำผู้ประกอบการร่วมเก็บขยะริมหาดและร่วมกันบอกรักคนหัวหิน ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ เพื่อให้กำลังใจและจะจัดทำแพ็กเกจทัวร์เที่ยวหัวหิน เพื่อกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทย โดยจะเริ่มขายในช่วง 3 เดือน(สิงหาคม-ตุลาคมนี้) ตั้งเป้านักท่องเที่ยวไทยที่ 5 พันคน ภายใต้กิจกรรม “เก๋ายกก๊วนชวนเที่ยวหัวหิน”ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่ล้อไปกับการจัดเทศกาล วิ่ง เล่น เต้น กิน หัวหินเฟสติวัล ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท.โดยสทน.จะจัดแพ็กเกจทัวร์ขายใน 3 แบบ ได้แก่ วันเดย์ทริป (ไปเช้า-เย็นกลับ) ราคาไม่ถึง 1 พันบาท แพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน และแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ราคาสูงสุดไม่เกิน 4 พันบาท

“ผมมองว่ากิจกรรมนี้จะกระตุ้นให้คนไทยที่เคยยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางไป หันกลับมาเที่ยวหัวหินเหมือนเดิมและเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในช่วงหลังระเบิด พบว่านักท่องเที่ยวไทยยกเลิกทัวร์ไปหัวหินไม่เกิน 10% หรือไม่น่าจะเกิน1 พันคนในช่วงวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ยอดการยกเลิกมีแค่ช่วงนั้น และคนไทยเลือกไปเที่ยวในเมืองอื่นๆแทนอาทิ พัทยา ชะอำ และเป็นการกระทบระยะสั้น”

 ยันท่องเที่ยวครึ่งหลังไม่สะดุด

ฟากผู้ประกอบการโรงแรม ดร.รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซาจำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เผยว่า จากการสำรวจพบว่ามียอดจองห้องพักยกเลิกนับจากช่วงเกิดเหตุระเบิดจนถึงเดือนกันยายนนี้ไม่มากนัก คิดเป็นการสูญเสียรายได้ราว 1 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้กระทบมาก หากเทียบกับยอดขายห้องพักของโรงแรมในเครือที่มีอยู่ราว 9 พันล้านบาทต่อปี โดยการยกเลิกห้องพักส่วนใหญ่จะเป็นที่หัวหิน ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ส่วนในเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น ภูเก็ต อัตราการเข้าพักโรงแรมเฉลี่ยอยู่ที่ 90% ซึ่งถือว่าสูง

“ผมมองว่าผลกระทบแค่ระยะสั้น 1 เดือน เหมือนช่วงที่เกิดระเบิดที่แยกราชประสงค์ และท่องเที่ยวก็จะฟื้นกลับมาเร็ว อีกทั้งผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีการสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิดกับเอเย่นต์ทัวร์ในต่างประเทศให้รับทราบ ทั้งสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ยืนยันที่จัดงานวันท่องเที่ยวโลก (World Tourism Day ในไทยวันที่ 27 กันยายนนี้ และการจัดงาน World Travel and Tourism Global Summit (WTTC) ในช่วงต้นปีหน้า คาดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง”

ด้านนางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า จากการสำรวจการดำเนินธุรกิจของโรงแรมต่าง ๆใน เครือ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป พบว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับการเกิดระเบิดที่เกิดขึ้นในทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะรุนแรงน้อยกว่า และเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจบไป ส่วนการยกเลิกจองห้องพักที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อประเมินแล้วคิดว่าธุรกิจโรงแรมยังไปได้ดีในช่วงครึ่งปีหลังนี้

 ยันงานอีเวนต์/ลูกค้าไม่ลด

ทางด้านห้างสรรพสินค้า ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซีพีเอ็นไม่ได้นิ่งนอนใจ และกวดขันในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับลูกค้าอย่างเต็มที่ ซึ่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าในศูนย์การค้า ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด การจัดกิจกรรม อีเวนต์ในสาขาต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ยังเป็นไปตามปกติ

ขณะที่เซ็นทรัลเวิลด์ ยังมีการจัดอีเว้นท์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความสนใจมาก คือ งานBangkok Amazing Durian Fest @ CentralWorld เทศกาลทุเรียน ซึ่งรวบรวมเอาทุเรียนและผลิตภัณฑ์จากทุเรียน รวมถึงผลผลิตจากชาวสวนผลไม้คุณภาพสูงมาจำหน่ายที่ลานด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยและผลไม้ไทย เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย โดยปัจจุบันเซ็นทรัลเวิลด์ มีนักช็อปทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 1.5 แสนคนต่อวัน

 ชูโปเกมอน ช่วยชาติ

ทางด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าได้มอบหมายให้ททท.เร่งเดินหน้ากิจกรรมการตลาด เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งเตรียมเชิญทูตจากประเทศต่างๆ ร่วมงานประเพณีออกพรรษาชักพระ ที่ จ.สุราษฏร์ธานี และชมเกาะพะงันช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้ลงพื้นที่เห็นเหตุการณ์จริง ทั้งอยู่ระหว่างประสานกับ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่นฯซึ่งเป็นผู้ได้รับบริหารสิทธิ์เกมโปเกมอน โก จากผู้ผลิตเกมที่สหรัฐอเมริกา และประสานกับ มาสเตอร์ ไลเซนส์ ของโปเกมอน คอมปานี ประเทศญี่ปุ่น เพื่อขอความร่วมมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการปล่อย rare Pokemon GO(โปเกมอน หายาก)รวมถึงการเพิ่ม Pokestop และ Gym ให้มากขึ้น ตามแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสมและปลอดภัย โดยจะทำในพื้นที่หัวหิน หรือเรียกได้ว่าโปเกมอน ช่วยชาติ

นอกจากนี้ในส่วนของกิจกรรมต่างๆ รวมถึงกิจกรรมระดับโลก ก็ยังคงมีการจัดงานในช่วงที่เหลือของปีนี้เหมือนเดิม อาทิ งานซุปเปอร์ ยอชต์ โชว์ ที่ภูเก็ต ในเดือนธันวาคมนี้ งาน World Tourism Day ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันในอย่างเต็มที่ มั่นใจว่าในปีนี้ประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวตามเป้าหมาย 2.4 ล้านล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline