
ธนารักษ์เสนอใช้มาตรา44 ปลดล็อกเขตเศรษฐกิจพิเศษเปิดทางเอกชนพัฒนา
ธนารักษ์เตรียมขอใช้ม.44 ปลดล็อกพื้นที่แขตเศรษฐกิจพิเศษเปิดทางเอกชนพัฒนาเชิงพาณิชย์/เผยเปิดประมูล 3 พื้นที่ “พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟ็กต์” เสนอปั้นฮับท่องเที่ยวเชื่อมกัมพูชาเล็งดันอีก 3-4 จังหวัดในระยะต่อไป “อธิบดี” ยันเดินหน้าโครงการ“บ้านธนารักษ์ประชารัฐ”เฟส 2 ทันที และลงทะเบียนจองสิทธิ์อาศัย19 ส.ค.นี้
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจะรายงานปัญหาการเปิดให้เอกชนเข้าประมูลพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยเร็วๆ นี้จะเสนอนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อเปิดทางให้เอกชนที่สนใจลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้เร็วมากขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต เนื่องจากกรณีที่กรมเปิดให้เอกชนประมูลเช่าพื้นที่ไปพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมนั้น ยังติดขัดข้อกฎหมาย เพราะปัจจุบันกฎหมายที่มีอยู่เดิมกำหนดให้สิทธิเฉพาะการเช่าเท่านั้นโดยไม่เปิดให้เอกชนสามารถพัฒนาพื้นที่เพื่อนำไปเช่าต่อ ดังนั้น หากใช้มาตร 44 จะเป็นการเอื้อให้เอกชนสามารถดำเนินการได้เต็มที่
"ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะช่วยให้เอกชนสนใจในการเข้ามาพัฒนาพื้นที่มากขึ้นเพื่อต่อยอดเป็นเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเห็นได้จากรอบแรก เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมากรมธนารักษ์เปิดให้เอกชนยื่นประมูลเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ที่ราชพัสดุซึ่งตั้งอยู่ที่มุกดาหาร หนองคาย และตราด ซึ่งมีนักลงทุนที่ยื่นประมูลเพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ บมจ. พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟ็กต์ เพียงรายเดียวจากผู้ซื้อซองไป 12 ราย นอกจากนี้ในระยะเวลาอันใกล้ ยังมีอีก 3-4 จังหวัดเตรียมผลักดันขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจในลำดับถัดไป ไม่ว่าจะเป็น ตาก สงขลา หรือสระแก้ว"
ทั้งนี้ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราดนั้นทางผู้ยื่นประมูลดังกล่าวจะพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจังหวัดตราดมีพรมแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชา ใช้เวลาเดินทางเพียง 1.3 ชั่วโมงถึงด่านชายแดนอำเภอคลองใหญ่-เกาะกงได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่จังหวัดตราดนั้นสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวได้ ซึ่งกำลังจะเสนอคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณา ส่วนกรณีพื้นที่ที่การนิคมอุตสาหกรรมเป็นผู้ลงทุนนั้น ไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)สามารถทำได้
อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดจองสิทธิ์ให้แก่ผู้สนใจเข้าอยู่ในโครงการ "บ้านธนารักษ์ประชารัฐ" ว่า ขณะนี้กรมฯ ได้ลงนามสัญญาการพัฒนาโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย บนที่ดินราชพัสดุ รวมทั้งสิ้น 4 แปลงจาก 6 แปลง คือ บริษัท กลอรี่ แมนเนจเมนท์ จำกัดทีได้สิทธิพัฒนาโครงการทั้ง 2 แปลงที่จังหวัดเพชรบุรี (อ.ชะอำ) โดยแปลงที่ 1 เป็นรูปแบบ ทาวน์เฮาส์ 2ชั้น เนื้อที่ 30 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 56-75 ตารางเมตร จำนวน 377 หลัง ส่วนแปลงที่ 2 เป็นรูปแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ขนาดเนื้อที่ 30 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 56-75 ตารางเมตร รวม 283 หลัง (เป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี)
ส่วนแปลงที่อยู่ในเขตกรุงเทพ มีบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้สิทธิโครงการบริเวณถนนพหลโยธิน ตรงข้ามวัดไผ่ตัน โดยมีพื้นที่ใช้สอย 25 ตารางเมตร จำนวน 432 ห้อง ความสูง 8 ชั้นรวม 2 อาคาร ส่วนบริษัทปักกิ่ง เออร์บัน-คอนสตรัคชั่น ยาไถ่ (ไทย) คอนสตรั่คชั่น กรุ๊ป จำกัดได้สิทธิ์พัฒนาโครงการบนพื้นที่ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามวัดไผ่ตัน โดยเสนอรูปแบบโครงการสูง 8ชั้นรวม 2 อาคาร พื้นที่ใช้สอย 28 ตารางเมตร จำนวน 420 ห้อง โดยโครงการทั้งหมดจะให้เปิดจองสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะเปิดให้ประชาชนจองบ้านธนารักษ์ประชารัฐครั้งแรกกว่า 800 ยูนิต ใน 4 โครงการ คือ กรุงเทพฯ 2 โครงการ และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 2 โครงการ โดยประชาชนใช้เพียงแค่บัตรประชาชนในการจองบ้านประชารัฐ มาก่อนมีสิทธิก่อน ส่วนประชาชนที่เคยยื่นเอกสารกับธนาคารพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ธนาคารจะคีย์ข้อมูลวันที่ 19 สิงหาคมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากในงานประชาชนจองบ้านไม่หมด สามารถไปจองได้ที่กรมธนารักษ์สำหรับโครงการเช่าระยะสั้น 5 ปี และจองที่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทสำหรับโครงการนี้เช่าระยะยาว จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 หรือจองผ่าน www.treasury.go.th
"สำหรับบ้านธนารักษ์ประชารัฐเริ่มต้นที่ราคา 6.9 -7.1 แสนบาทต่อหลัง โดยเป็นทาวน์เฮาส์ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และมั่นใจว่าการก่อสร้างโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐจะเสร็จภายใน 2 ปี และเตรียมเปิดโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐเฟส 2 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และเชียงใหม่ โดยเฉพาะเชียงใหม่จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์สอบถามความเห็นของประชาชน หลังจากมีประชาชนและโรงเรียนในพื้นที่ออกมาคัดค้านจนกรมยกเลิกโครงการดังกล่าวไปและต้องหาพื้นที่และศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะเปิดประกวดราคาหรือเปิดประมูลใหม่"
นอกจากนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างเตรียมพร้อมให้เอกชนที่อาจยังสนใจพัฒนาร่วมกับพื้นที่ระยะที่ 2 โดยจะเปิดตัวให้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคมนี้ คือ บริเวณช่องนนทรี กรุงเทพฯ พื้นที่รวม 2ไร่,อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พื้นที่รวม 7ไร่,จ.ฉะเชิงเทรา รวม 44ไร่ และ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่รวม 3ไร่ ลักษณะการดำเนินการโครงการเป็นแบบเช่าระยะยาว (Leasehold)
อนึ่ง หลังจากประชาชนและโรงเรียนในพื้นที่ออกมาต่อต้านการก่อสร้างโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐที่อำเภอช้างคลานเชียงใหม่นั้น กรมฯตัดสินใจยกเลิกโครงการดังกล่าว และได้แจ้งไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินงานก่อสร้างแล้ว โดยจะเจรจาทำความเข้าใจก่อนเดินหน้าสำรวจพื้นที่แห่งใหม่ ขณะเดียวกันได้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยต่อไปทางจังหวัดจะจัดเวทีให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเพื่อดูความเป็นไปได้ของโครงการ แต่ปกติได้ประกาศให้ประชาชนรับทราบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังมองว่า การเปลี่ยนพื้นที่โครงการดังกล่าวอาจจะต้องเปิดให้มีการประกวดราคาแทนการประมูลหรือไม่อย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจะรายงานปัญหาการเปิดให้เอกชนเข้าประมูลพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยเร็วๆ นี้จะเสนอนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อเปิดทางให้เอกชนที่สนใจลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้เร็วมากขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต เนื่องจากกรณีที่กรมเปิดให้เอกชนประมูลเช่าพื้นที่ไปพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมนั้น ยังติดขัดข้อกฎหมาย เพราะปัจจุบันกฎหมายที่มีอยู่เดิมกำหนดให้สิทธิเฉพาะการเช่าเท่านั้นโดยไม่เปิดให้เอกชนสามารถพัฒนาพื้นที่เพื่อนำไปเช่าต่อ ดังนั้น หากใช้มาตร 44 จะเป็นการเอื้อให้เอกชนสามารถดำเนินการได้เต็มที่
"ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะช่วยให้เอกชนสนใจในการเข้ามาพัฒนาพื้นที่มากขึ้นเพื่อต่อยอดเป็นเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเห็นได้จากรอบแรก เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมากรมธนารักษ์เปิดให้เอกชนยื่นประมูลเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ที่ราชพัสดุซึ่งตั้งอยู่ที่มุกดาหาร หนองคาย และตราด ซึ่งมีนักลงทุนที่ยื่นประมูลเพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ บมจ. พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟ็กต์ เพียงรายเดียวจากผู้ซื้อซองไป 12 ราย นอกจากนี้ในระยะเวลาอันใกล้ ยังมีอีก 3-4 จังหวัดเตรียมผลักดันขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจในลำดับถัดไป ไม่ว่าจะเป็น ตาก สงขลา หรือสระแก้ว"
ทั้งนี้ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราดนั้นทางผู้ยื่นประมูลดังกล่าวจะพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจังหวัดตราดมีพรมแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชา ใช้เวลาเดินทางเพียง 1.3 ชั่วโมงถึงด่านชายแดนอำเภอคลองใหญ่-เกาะกงได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่จังหวัดตราดนั้นสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวได้ ซึ่งกำลังจะเสนอคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณา ส่วนกรณีพื้นที่ที่การนิคมอุตสาหกรรมเป็นผู้ลงทุนนั้น ไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)สามารถทำได้
อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดจองสิทธิ์ให้แก่ผู้สนใจเข้าอยู่ในโครงการ "บ้านธนารักษ์ประชารัฐ" ว่า ขณะนี้กรมฯ ได้ลงนามสัญญาการพัฒนาโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย บนที่ดินราชพัสดุ รวมทั้งสิ้น 4 แปลงจาก 6 แปลง คือ บริษัท กลอรี่ แมนเนจเมนท์ จำกัดทีได้สิทธิพัฒนาโครงการทั้ง 2 แปลงที่จังหวัดเพชรบุรี (อ.ชะอำ) โดยแปลงที่ 1 เป็นรูปแบบ ทาวน์เฮาส์ 2ชั้น เนื้อที่ 30 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 56-75 ตารางเมตร จำนวน 377 หลัง ส่วนแปลงที่ 2 เป็นรูปแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ขนาดเนื้อที่ 30 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 56-75 ตารางเมตร รวม 283 หลัง (เป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี)
ส่วนแปลงที่อยู่ในเขตกรุงเทพ มีบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้สิทธิโครงการบริเวณถนนพหลโยธิน ตรงข้ามวัดไผ่ตัน โดยมีพื้นที่ใช้สอย 25 ตารางเมตร จำนวน 432 ห้อง ความสูง 8 ชั้นรวม 2 อาคาร ส่วนบริษัทปักกิ่ง เออร์บัน-คอนสตรัคชั่น ยาไถ่ (ไทย) คอนสตรั่คชั่น กรุ๊ป จำกัดได้สิทธิ์พัฒนาโครงการบนพื้นที่ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามวัดไผ่ตัน โดยเสนอรูปแบบโครงการสูง 8ชั้นรวม 2 อาคาร พื้นที่ใช้สอย 28 ตารางเมตร จำนวน 420 ห้อง โดยโครงการทั้งหมดจะให้เปิดจองสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะเปิดให้ประชาชนจองบ้านธนารักษ์ประชารัฐครั้งแรกกว่า 800 ยูนิต ใน 4 โครงการ คือ กรุงเทพฯ 2 โครงการ และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 2 โครงการ โดยประชาชนใช้เพียงแค่บัตรประชาชนในการจองบ้านประชารัฐ มาก่อนมีสิทธิก่อน ส่วนประชาชนที่เคยยื่นเอกสารกับธนาคารพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ธนาคารจะคีย์ข้อมูลวันที่ 19 สิงหาคมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากในงานประชาชนจองบ้านไม่หมด สามารถไปจองได้ที่กรมธนารักษ์สำหรับโครงการเช่าระยะสั้น 5 ปี และจองที่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทสำหรับโครงการนี้เช่าระยะยาว จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 หรือจองผ่าน www.treasury.go.th
"สำหรับบ้านธนารักษ์ประชารัฐเริ่มต้นที่ราคา 6.9 -7.1 แสนบาทต่อหลัง โดยเป็นทาวน์เฮาส์ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และมั่นใจว่าการก่อสร้างโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐจะเสร็จภายใน 2 ปี และเตรียมเปิดโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐเฟส 2 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และเชียงใหม่ โดยเฉพาะเชียงใหม่จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์สอบถามความเห็นของประชาชน หลังจากมีประชาชนและโรงเรียนในพื้นที่ออกมาคัดค้านจนกรมยกเลิกโครงการดังกล่าวไปและต้องหาพื้นที่และศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะเปิดประกวดราคาหรือเปิดประมูลใหม่"
นอกจากนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างเตรียมพร้อมให้เอกชนที่อาจยังสนใจพัฒนาร่วมกับพื้นที่ระยะที่ 2 โดยจะเปิดตัวให้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคมนี้ คือ บริเวณช่องนนทรี กรุงเทพฯ พื้นที่รวม 2ไร่,อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พื้นที่รวม 7ไร่,จ.ฉะเชิงเทรา รวม 44ไร่ และ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่รวม 3ไร่ ลักษณะการดำเนินการโครงการเป็นแบบเช่าระยะยาว (Leasehold)
อนึ่ง หลังจากประชาชนและโรงเรียนในพื้นที่ออกมาต่อต้านการก่อสร้างโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐที่อำเภอช้างคลานเชียงใหม่นั้น กรมฯตัดสินใจยกเลิกโครงการดังกล่าว และได้แจ้งไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินงานก่อสร้างแล้ว โดยจะเจรจาทำความเข้าใจก่อนเดินหน้าสำรวจพื้นที่แห่งใหม่ ขณะเดียวกันได้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยต่อไปทางจังหวัดจะจัดเวทีให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเพื่อดูความเป็นไปได้ของโครงการ แต่ปกติได้ประกาศให้ประชาชนรับทราบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังมองว่า การเปลี่ยนพื้นที่โครงการดังกล่าวอาจจะต้องเปิดให้มีการประกวดราคาแทนการประมูลหรือไม่อย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559






