
สืบงานโขน ผ่านงานศิลป์ เทิดไท้องค์ราชินี
มากกว่าครึ่งศตวรรษที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อทรงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามแขนงต่างๆ ในแผ่นดินไทยให้คงอยู่ ทั้งยังทรงแสวงหาและสนับสนุนกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนของพระองค์คงไว้ซึ่งภูมิปัญญาและองค์ความรู้มิให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา หรือสูญดับไปตามอายุขัยของแต่ละบุคคล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โขน” ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยและยังเป็นมหรสพหลวงที่รุ่งเรืองมาช้านาน ตามการบันทึกในกฎมณเฑียรบาล (จำลอง) สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการตรวจชำระใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏข้อความระบุถึงการประกอบพิธีกวนเกษียรสมุทร อันเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในพิธีนี้กำหนดให้มีการตั้งเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย สัตตบริภัณฑ์ ราชวัตรฉัตรธง มีรูปพระอินทร์อยู่กลางพระสุเมรุ แล้วให้ตำรวจเลกแต่งกายเป็นอสูร มหาดเล็กแต่งเป็นเทวดา เป็นพาลี สุครีพ มหาชมพู และบริวารวานร เข้าชักนาด จึงมีการสันนิษฐานว่าการพระราชพิธีนี้คงเป็นต้นเค้าของการแสดงโขนที่สืบต่อกันมาอย่างช้านานนั่นเอง
[caption id="attachment_85398" align="aligncenter" width="500"]
Dressing Gods and Demons: Costume for Khon[/caption]
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และทรงตระหนักว่าการแสดงโขนในประเทศไทยเริ่มเสื่อมความนิยมลง จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ทำการศึกษาค้นคว้าการแสดงโขนตามแบบโบราณราชประเพณี พร้อมฟื้นฟูองค์ความรู้ในการสร้างเครื่องแต่งกายโขนให้งดงามตามธรรมเนียมเดิม กอปรกับพระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพที่สร้างสมาชิกศิลปาชีพมากฝีมือไว้ในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ นับตั้งแต่การจัดแสดงโขนครั้งปฐมทัศน์ชุด “พรหมาศ” ในปี 2550 ปัจจุบันโขนได้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาฝีมือสมาชิกศิลปาชีพขึ้นสู่งานชั้นครู จากงานทอผ้าฝ้าย ก้าวสู่การทอผ้ายกในราชสำนักโบราณ จากงานปักลายดอกไม้และลายสัตว์สู่การปักดิ้นทองลงเครื่องโขน จากงานแกะสลักไม้สู่การทำกระดาษข่อยและการทำหัวโขน ต่อไป ดังที่ปรากฏเป็นพลวัตจนชินตาในศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง จุดที่เคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2549 พื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมนาข้าวเสียหายหนัก ผืนดินแปรเปลี่ยนเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเอาพระทัยใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทองภายในโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านยางกลาง จึงเกิดขึ้นและดำเนินการสร้างสมาชิกมีฝีมือจนกลายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนางานศิลป์ผ่านงานโขนหลายรูปแบบ
ลานกว้างที่เต็มไปด้วยกระดาษข่อยทั้งสีขาวและสีดำ เสียงกี่ทอผ้ากระทบเป็นจังหวะรับกับการถักทอของผืนผ้าที่มีลวดลายวิจิตรตระการตา การปักดิ้นทองรูปแบบต่างๆ อย่างละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็น ลายราชวัตรดอกลอย ลายแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าขบดอกใน ลายราชวัตรย่อมุมไม้สิบสอง และขนทักษิณาวัตร เป็นต้น สำหรับผ้ายกทองนั้นถอดแบบมาจากเครื่องโขนและพัสตราภรณ์ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาโบราณ ที่ใช้สำหรับเจ้านายชั้นสูงในอดีตโดยทอด้วยเทคนิคการยกลวดลายให้ปรากฏเด่นชัดขึ้นแทรกลวดลายด้วยไหมเงิน ไหมทองที่บางเบา และทออย่างประณีต โครงสร้างของการวางลวดลาย โดยการศึกษา ออกแบบ และฝึกสอนจากอ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ การแสดงโขนมูลนิธีส่งเสริมศิลปาชีพ กระบวนการรังสรรค์เครื่องโขนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเกือบสูญสลายไปตามกาลเวลากลับมาเฉิดฉายหน้าม่านอีกอครั้ง พร้อมส่งต่อเป็นงานหัตถศิลป์ งานประณีตศิลป์ แห่งความภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่นสืบไป
[caption id="attachment_85399" align="aligncenter" width="500"]
Dressing Gods and Demons: Costume for Khon[/caption]
ความงามเคล้าความสนุกสนานเพลิดเพลินบนเวทีการแสดงโขนนั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยสอดแทรกมากมาย ระยะเวลาของการฝึกและทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งชีวิตของนักแสดง ไม่ต่างจากความทุ่มเทของการปั่นเส้นด้ายทีละม้วน การย้อมสีธรรมชาติจนงามพร้อม และฝีเข็มแต่ละครั้งที่ปักลงบนผ้าแต่ละผืน ร่วมสานงานศิลปาชีพ สืบต่อโขนไทยให้ยืนยงได้แล้ววันนี้ ทั้งการเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเครื่องโขนที่ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จังหวัดอ่างทอง และการชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ “เครื่องโขน” (Dressing Gods and Demons: Costume for Khon) ที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
เพราะโขนถือเป็นประจักษ์พยานแห่งความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมของประวัติศาสตร์ไทย ได้รับการสืบทอดจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โขนในฐานะที่เป็นมหรสพหลวง โขนจึงไม่ได้เป็นการแสดงที่มุ่งเพียงสร้างความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกทางวัฒนธรรมและสังคมที่สำคัญต่อการเชื่อมโยงสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน รวมถึงงานวิจิตรศิลป์ ประณีตศิลป์ต่างๆ ของสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไป ผลผลิตของชาติด้านศิลปะจะคงอยู่ได้ไซร้ คนไทยต้องช่วยกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,183 วันที่ 14 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โขน” ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยและยังเป็นมหรสพหลวงที่รุ่งเรืองมาช้านาน ตามการบันทึกในกฎมณเฑียรบาล (จำลอง) สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการตรวจชำระใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏข้อความระบุถึงการประกอบพิธีกวนเกษียรสมุทร อันเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในพิธีนี้กำหนดให้มีการตั้งเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย สัตตบริภัณฑ์ ราชวัตรฉัตรธง มีรูปพระอินทร์อยู่กลางพระสุเมรุ แล้วให้ตำรวจเลกแต่งกายเป็นอสูร มหาดเล็กแต่งเป็นเทวดา เป็นพาลี สุครีพ มหาชมพู และบริวารวานร เข้าชักนาด จึงมีการสันนิษฐานว่าการพระราชพิธีนี้คงเป็นต้นเค้าของการแสดงโขนที่สืบต่อกันมาอย่างช้านานนั่นเอง
[caption id="attachment_85398" align="aligncenter" width="500"]
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และทรงตระหนักว่าการแสดงโขนในประเทศไทยเริ่มเสื่อมความนิยมลง จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ทำการศึกษาค้นคว้าการแสดงโขนตามแบบโบราณราชประเพณี พร้อมฟื้นฟูองค์ความรู้ในการสร้างเครื่องแต่งกายโขนให้งดงามตามธรรมเนียมเดิม กอปรกับพระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพที่สร้างสมาชิกศิลปาชีพมากฝีมือไว้ในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ นับตั้งแต่การจัดแสดงโขนครั้งปฐมทัศน์ชุด “พรหมาศ” ในปี 2550 ปัจจุบันโขนได้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาฝีมือสมาชิกศิลปาชีพขึ้นสู่งานชั้นครู จากงานทอผ้าฝ้าย ก้าวสู่การทอผ้ายกในราชสำนักโบราณ จากงานปักลายดอกไม้และลายสัตว์สู่การปักดิ้นทองลงเครื่องโขน จากงานแกะสลักไม้สู่การทำกระดาษข่อยและการทำหัวโขน ต่อไป ดังที่ปรากฏเป็นพลวัตจนชินตาในศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง จุดที่เคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2549 พื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมนาข้าวเสียหายหนัก ผืนดินแปรเปลี่ยนเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเอาพระทัยใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทองภายในโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านยางกลาง จึงเกิดขึ้นและดำเนินการสร้างสมาชิกมีฝีมือจนกลายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนางานศิลป์ผ่านงานโขนหลายรูปแบบ
ลานกว้างที่เต็มไปด้วยกระดาษข่อยทั้งสีขาวและสีดำ เสียงกี่ทอผ้ากระทบเป็นจังหวะรับกับการถักทอของผืนผ้าที่มีลวดลายวิจิตรตระการตา การปักดิ้นทองรูปแบบต่างๆ อย่างละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็น ลายราชวัตรดอกลอย ลายแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าขบดอกใน ลายราชวัตรย่อมุมไม้สิบสอง และขนทักษิณาวัตร เป็นต้น สำหรับผ้ายกทองนั้นถอดแบบมาจากเครื่องโขนและพัสตราภรณ์ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาโบราณ ที่ใช้สำหรับเจ้านายชั้นสูงในอดีตโดยทอด้วยเทคนิคการยกลวดลายให้ปรากฏเด่นชัดขึ้นแทรกลวดลายด้วยไหมเงิน ไหมทองที่บางเบา และทออย่างประณีต โครงสร้างของการวางลวดลาย โดยการศึกษา ออกแบบ และฝึกสอนจากอ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ การแสดงโขนมูลนิธีส่งเสริมศิลปาชีพ กระบวนการรังสรรค์เครื่องโขนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเกือบสูญสลายไปตามกาลเวลากลับมาเฉิดฉายหน้าม่านอีกอครั้ง พร้อมส่งต่อเป็นงานหัตถศิลป์ งานประณีตศิลป์ แห่งความภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่นสืบไป
[caption id="attachment_85399" align="aligncenter" width="500"]
ความงามเคล้าความสนุกสนานเพลิดเพลินบนเวทีการแสดงโขนนั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยสอดแทรกมากมาย ระยะเวลาของการฝึกและทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งชีวิตของนักแสดง ไม่ต่างจากความทุ่มเทของการปั่นเส้นด้ายทีละม้วน การย้อมสีธรรมชาติจนงามพร้อม และฝีเข็มแต่ละครั้งที่ปักลงบนผ้าแต่ละผืน ร่วมสานงานศิลปาชีพ สืบต่อโขนไทยให้ยืนยงได้แล้ววันนี้ ทั้งการเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเครื่องโขนที่ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จังหวัดอ่างทอง และการชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ “เครื่องโขน” (Dressing Gods and Demons: Costume for Khon) ที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
เพราะโขนถือเป็นประจักษ์พยานแห่งความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมของประวัติศาสตร์ไทย ได้รับการสืบทอดจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โขนในฐานะที่เป็นมหรสพหลวง โขนจึงไม่ได้เป็นการแสดงที่มุ่งเพียงสร้างความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกทางวัฒนธรรมและสังคมที่สำคัญต่อการเชื่อมโยงสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน รวมถึงงานวิจิตรศิลป์ ประณีตศิลป์ต่างๆ ของสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไป ผลผลิตของชาติด้านศิลปะจะคงอยู่ได้ไซร้ คนไทยต้องช่วยกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,183 วันที่ 14 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559






