
แบรนด์ดังแห่คุมต้นทุน ‘เมกอัพ-แฟชั่น’ปรับยุทธศาสตร์เซฟรายจ่ายทุกเม็ด
เมกอัพ-แฟชั่นแห่ปรับยุทธศาสตร์ลดต้นทุนเพิ่มโปรดักติวิตีรับมือภาวะเศรษฐกิจซบ การแข่งขันรุนแรง “บิวตี้ บุฟเฟ่ต์” เผยซุ่มดำเนินการ 2 ปีพบรายได้เติบโตกว่า 20% ต่อปี ด้านไอ.ซี.ซี. รับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแบรนด์ลอยัลตีลด เร่งขยับคุมเข้มคอสต์ เพิ่มงานพนักงานขาย พร้อมสร้างฐานลูกค้าผ่านออนไลน์ บริหารจัดการซัพพลายเชน สินค้าคงคลัง และพัฒนาสินค้ามัลติฟังก์ชัน
น.พ.สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารและทำตลาดร้านเครื่องสำอาง สินค้าส่วนบุคคล ภายใต้แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ , บิวตี้ คอตเทจ เป็นต้น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตั้งแต่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา การดำเนินธุรกิจของบริษัทจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการงานภายใน และการบริหารต้นทุนสินค้าให้มีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ทำให้สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ก็ยังคงเน้นนโยบายในเรื่องดังกล่าว ทำให้เชื่อว่าในปีนี้จะสามารถสร้างการเติบโตได้กว่ามากว่า 20% ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
"ปีที่ผ่านมาบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ 20% แต่สามารถทำได้กว่า 30% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในหลายๆ เรื่อง และปีนี้ศูนย์ฝึกอบรมพนักงานของบริษัทก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว ทำให้การฝึกอบรมพนักงานทำได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เชื่อว่าปีนี้บริษัทยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นโมเมนตัมจากการปรับตัวมาก่อนหน้าแล้ว ขณะที่ต้นทุนสินค้าก็บริหารได้ดีขึ้น เพราะมีความได้เปรียบจากจำนวนสาขากว่า 300 แห่ง ทำให้ได้วอลุ่ม จึงมีโรงงานเข้ามาแข่งขันเพื่อผลิตสินค้าให้ จึงควบคุมต้นทุนตั้งแต่พรินติ้ง แพ็กเกจจิ้ง และวัตถุดิบเครื่องสำอาง"
ด้านนางสาวบุษบง มิ่งขวัญยืน ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป มีความจงรักภักดีในแบรนด์สินค้าลดลง จากเดิมอาจจะมีสินค้าเพียง 3-4 แบรนด์ และมีของใช้เพียง 3-4 รายการ ปัจจุบันใช้แบรนด์และสินค้าจำนวนมากขึ้น ซื้อสินค้าที่ราคาถูกลง แต่มีคุณภาพ ทำให้แนวทางการทำธุรกิจจะมุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การหาต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลงแต่ยังคงมีคุณภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานขาย
"การเปิดร้านบิวตี้ สเตชันซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าหลายแบรนด์ในเครือสหพัฒน์ และนอกเครือสหพัฒน์ เป็นแนวทางหนึ่งในการใช้พนักงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่การเปิดเคาน์เตอร์หนึ่งแบรนด์ใช้พนักงานหนึ่งคน ปัจจุบันมีร้านบิวตี้ สเตชัน 8 แห่ง ปีนี้จะขยายเพิ่มอีกกว่า 10 แห่ง ขณะที่การทำตลาดต้องมีโปรโมชั่นที่แรก ซึ่งช่วงไตรมาส 4 เตรียมจัดโปรโมชันออกมากระตุ้นยอดขาย ส่วนการจัดอีเวนต์ขายสินค้าก็เพิ่มจำนวนวันมากขึ้น จากเดิม 7 วันก็เพิ่มเป็น 10 วันเพื่อให้ชนวันหยุดวีกเอนด์ การบริหารงบการตลาดก็ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น"
โดยบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งใช้ในสัดส่วนถึง 80% ของงบประมาณการซื้อสื่อโฆษณา เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาใช้ในส่วน 40% เนื่องจากเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ความสำคัญ ที่ผ่านมาพบว่ายอดการสั่งซื้อสินค้าเติบโตขึ้นถึง 50% และลดงบประมาณการซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ลง ส่วนงบประมาณการสนับสนุนการประกวดสาวงามในเวทีต่างๆ ประมาณ 10 เวที ไม่ได้ลดลง บริษัทยังนำระบบดิจิตอลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานขายด้วย เช่น การมีคิวอาร์โค้ดสินค้าที่ไม่ได้มีวางจำหน่ายในร้าน เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการจัดโปรโมชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งคาดว่าในปีนี้กลุ่มเครื่องสำอางและน้ำหอมจะสามารถสร้างการเติบโตได้ 5%
ขณะที่นายคณิศร สุยะนันทน์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์รองเท้า บริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ กล่าวว่า นโยบายการบริหารธุรกิจในปีนี้ มุ่งเน้นการบริหารซัพพลายเชนทั้งระบบ ตั้งแต่โรงงานผลิตสินค้าจนถึงการขายสินค้าหน้าร้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการบริหารสต๊อกสินค้า เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการขายสินค้าหน้าร้านเท่านั้น ส่งผลให้ยอดขายลดลงอัตราการเติบโตลดลง ซึ่งปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโต 5% จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเติบโต 20%
"กลุ่มรองเท้าน่าจะกลับมาเติบโตได้ 5% จากปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 500 ล้านบาท เติบโตเพียงเล็กน้อย ซึ่งปีนี้จะเน้นประสิทธิภาพการบริหารสต๊อกสินค้าไม่ให้มีสินค้ามากเกินไป และสต๊อกให้เหลือระยะเวลา 150 วัน จากอดีตมีสต๊อกสินค้ารองรับการขายมากกว่า 1 ปี และมีสินค้าที่ไม่ต้องการ ซึ่งการบริหารสต๊อกสินค้าทำให้ไม่ต้องลงไปแข่งขันด้านราคา เพราะกลยุทธ์เรื่องราคาสินค้าใช้กันทุกแบรนด์ ปัจจุบันลูกค้าก็หันไปซื้อรองเท้าตามตลาดนัดมากขึ้น ทำให้แบรนด์รองเท้าราคาแแพงช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาหายออกไปจากตลาดหลายแบรนด์"
สำหรับภาพรวมตลาดรองเท้าน่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนได้ในปีหน้า รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนรองเท้าที่จะมีส่วนผลักดันให้ตลาดเติบโตเพิ่มมากขึ้น คือ กลุ่มรองเท้ากีฬาและรองเท้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ช่วงครึ่งปีหลังนี้แบรนด์แนทเจอร์ไรเซอร์ จะเน้นการทำตลาดรองเท้ารุ่น ปั๊มชูส์ (Pumpshoes) หรือรองเท้าคัตชู รองเท้ารุ่นเเรกที่ผลิตเเละเริ่มออกวางจำหน่ายในประเทศไทย ที่มีคุณสมบัติสวมใส่สบาย มีความสวมงาม ช่วยสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับผู้สวมใส่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมาตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา และยังถือว่าเป็นกลุ่มรองเท้าสุขภาพที่กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันด้วย
ด้านนางประวรา เอคพานิช กรรมการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้า ผลิต และจัดจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น อาทิ กีลาโรช (Guy Laroche) จีเอสพี (GSP) และจู๊ดส์ (Jousse) เป็นต้น กล่าวว่า ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการเข้ามาทำตลาดของสินค้าแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้การบริหารธุรกิจต้องมุ่งเน้นประสิทธิภาพ ทั้งด้านการพัฒนาสินค้าที่ต้องหาวัตถุดิบต้นทุนที่ถูกลง แต่ยังคงคุณภาพไว้เท่าเดิม การพัฒนารูปแบบของสินค้าให้มีฟังก์ชันการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถขายสินค้าได้โดยไม่ต้องมีฤดูกาล
"บริษัทได้ปรับสินค้าให้สามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งปี และไม่จำกัดการทำสินค้าเฉพาะซีซัน รวมถึงสินค้าหนึ่งอย่างต้องปรับรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทั้งสองด้าน เป็นต้น ขณะที่ราคาสินค้าต้องทำให้ลูกค้ารับได้และเหมาะสมกับกำลังซื้อ เช่น แบรนด์จู๊ดส์ปรับลดราคาลง 10-15% มีราคาเฉลี่ย 1,500-1,600 บาท จากเดิมราคาประมาณ1,700-1,900 บาท เป็นต้น ช่องทางขายหากจะขยายก็ต้องเลือกทำเลที่ตั้งร้านที่มีผู้บริโภคหรือทราฟิกสูง ส่วนสาขาไหนไม่ทำกำไรก็ต้องปรับลด สต๊อกสินค้าก็ต้องบริหารให้ดี ต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เน้นผลิตสินค้าเข้าไปขายจำนวนมาก จนสต๊อกเยอะ หรือผลิตสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,183 วันที่ 14 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559
น.พ.สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารและทำตลาดร้านเครื่องสำอาง สินค้าส่วนบุคคล ภายใต้แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ , บิวตี้ คอตเทจ เป็นต้น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตั้งแต่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา การดำเนินธุรกิจของบริษัทจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการงานภายใน และการบริหารต้นทุนสินค้าให้มีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ทำให้สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ก็ยังคงเน้นนโยบายในเรื่องดังกล่าว ทำให้เชื่อว่าในปีนี้จะสามารถสร้างการเติบโตได้กว่ามากว่า 20% ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
"ปีที่ผ่านมาบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ 20% แต่สามารถทำได้กว่า 30% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในหลายๆ เรื่อง และปีนี้ศูนย์ฝึกอบรมพนักงานของบริษัทก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว ทำให้การฝึกอบรมพนักงานทำได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เชื่อว่าปีนี้บริษัทยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นโมเมนตัมจากการปรับตัวมาก่อนหน้าแล้ว ขณะที่ต้นทุนสินค้าก็บริหารได้ดีขึ้น เพราะมีความได้เปรียบจากจำนวนสาขากว่า 300 แห่ง ทำให้ได้วอลุ่ม จึงมีโรงงานเข้ามาแข่งขันเพื่อผลิตสินค้าให้ จึงควบคุมต้นทุนตั้งแต่พรินติ้ง แพ็กเกจจิ้ง และวัตถุดิบเครื่องสำอาง"
ด้านนางสาวบุษบง มิ่งขวัญยืน ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป มีความจงรักภักดีในแบรนด์สินค้าลดลง จากเดิมอาจจะมีสินค้าเพียง 3-4 แบรนด์ และมีของใช้เพียง 3-4 รายการ ปัจจุบันใช้แบรนด์และสินค้าจำนวนมากขึ้น ซื้อสินค้าที่ราคาถูกลง แต่มีคุณภาพ ทำให้แนวทางการทำธุรกิจจะมุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การหาต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลงแต่ยังคงมีคุณภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานขาย
"การเปิดร้านบิวตี้ สเตชันซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าหลายแบรนด์ในเครือสหพัฒน์ และนอกเครือสหพัฒน์ เป็นแนวทางหนึ่งในการใช้พนักงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่การเปิดเคาน์เตอร์หนึ่งแบรนด์ใช้พนักงานหนึ่งคน ปัจจุบันมีร้านบิวตี้ สเตชัน 8 แห่ง ปีนี้จะขยายเพิ่มอีกกว่า 10 แห่ง ขณะที่การทำตลาดต้องมีโปรโมชั่นที่แรก ซึ่งช่วงไตรมาส 4 เตรียมจัดโปรโมชันออกมากระตุ้นยอดขาย ส่วนการจัดอีเวนต์ขายสินค้าก็เพิ่มจำนวนวันมากขึ้น จากเดิม 7 วันก็เพิ่มเป็น 10 วันเพื่อให้ชนวันหยุดวีกเอนด์ การบริหารงบการตลาดก็ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น"
โดยบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งใช้ในสัดส่วนถึง 80% ของงบประมาณการซื้อสื่อโฆษณา เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาใช้ในส่วน 40% เนื่องจากเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ความสำคัญ ที่ผ่านมาพบว่ายอดการสั่งซื้อสินค้าเติบโตขึ้นถึง 50% และลดงบประมาณการซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ลง ส่วนงบประมาณการสนับสนุนการประกวดสาวงามในเวทีต่างๆ ประมาณ 10 เวที ไม่ได้ลดลง บริษัทยังนำระบบดิจิตอลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานขายด้วย เช่น การมีคิวอาร์โค้ดสินค้าที่ไม่ได้มีวางจำหน่ายในร้าน เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการจัดโปรโมชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งคาดว่าในปีนี้กลุ่มเครื่องสำอางและน้ำหอมจะสามารถสร้างการเติบโตได้ 5%
ขณะที่นายคณิศร สุยะนันทน์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์รองเท้า บริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ กล่าวว่า นโยบายการบริหารธุรกิจในปีนี้ มุ่งเน้นการบริหารซัพพลายเชนทั้งระบบ ตั้งแต่โรงงานผลิตสินค้าจนถึงการขายสินค้าหน้าร้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการบริหารสต๊อกสินค้า เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการขายสินค้าหน้าร้านเท่านั้น ส่งผลให้ยอดขายลดลงอัตราการเติบโตลดลง ซึ่งปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโต 5% จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเติบโต 20%
"กลุ่มรองเท้าน่าจะกลับมาเติบโตได้ 5% จากปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 500 ล้านบาท เติบโตเพียงเล็กน้อย ซึ่งปีนี้จะเน้นประสิทธิภาพการบริหารสต๊อกสินค้าไม่ให้มีสินค้ามากเกินไป และสต๊อกให้เหลือระยะเวลา 150 วัน จากอดีตมีสต๊อกสินค้ารองรับการขายมากกว่า 1 ปี และมีสินค้าที่ไม่ต้องการ ซึ่งการบริหารสต๊อกสินค้าทำให้ไม่ต้องลงไปแข่งขันด้านราคา เพราะกลยุทธ์เรื่องราคาสินค้าใช้กันทุกแบรนด์ ปัจจุบันลูกค้าก็หันไปซื้อรองเท้าตามตลาดนัดมากขึ้น ทำให้แบรนด์รองเท้าราคาแแพงช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาหายออกไปจากตลาดหลายแบรนด์"
สำหรับภาพรวมตลาดรองเท้าน่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนได้ในปีหน้า รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนรองเท้าที่จะมีส่วนผลักดันให้ตลาดเติบโตเพิ่มมากขึ้น คือ กลุ่มรองเท้ากีฬาและรองเท้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ช่วงครึ่งปีหลังนี้แบรนด์แนทเจอร์ไรเซอร์ จะเน้นการทำตลาดรองเท้ารุ่น ปั๊มชูส์ (Pumpshoes) หรือรองเท้าคัตชู รองเท้ารุ่นเเรกที่ผลิตเเละเริ่มออกวางจำหน่ายในประเทศไทย ที่มีคุณสมบัติสวมใส่สบาย มีความสวมงาม ช่วยสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับผู้สวมใส่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมาตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา และยังถือว่าเป็นกลุ่มรองเท้าสุขภาพที่กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันด้วย
ด้านนางประวรา เอคพานิช กรรมการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้า ผลิต และจัดจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น อาทิ กีลาโรช (Guy Laroche) จีเอสพี (GSP) และจู๊ดส์ (Jousse) เป็นต้น กล่าวว่า ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการเข้ามาทำตลาดของสินค้าแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้การบริหารธุรกิจต้องมุ่งเน้นประสิทธิภาพ ทั้งด้านการพัฒนาสินค้าที่ต้องหาวัตถุดิบต้นทุนที่ถูกลง แต่ยังคงคุณภาพไว้เท่าเดิม การพัฒนารูปแบบของสินค้าให้มีฟังก์ชันการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถขายสินค้าได้โดยไม่ต้องมีฤดูกาล
"บริษัทได้ปรับสินค้าให้สามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งปี และไม่จำกัดการทำสินค้าเฉพาะซีซัน รวมถึงสินค้าหนึ่งอย่างต้องปรับรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทั้งสองด้าน เป็นต้น ขณะที่ราคาสินค้าต้องทำให้ลูกค้ารับได้และเหมาะสมกับกำลังซื้อ เช่น แบรนด์จู๊ดส์ปรับลดราคาลง 10-15% มีราคาเฉลี่ย 1,500-1,600 บาท จากเดิมราคาประมาณ1,700-1,900 บาท เป็นต้น ช่องทางขายหากจะขยายก็ต้องเลือกทำเลที่ตั้งร้านที่มีผู้บริโภคหรือทราฟิกสูง ส่วนสาขาไหนไม่ทำกำไรก็ต้องปรับลด สต๊อกสินค้าก็ต้องบริหารให้ดี ต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เน้นผลิตสินค้าเข้าไปขายจำนวนมาก จนสต๊อกเยอะ หรือผลิตสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,183 วันที่ 14 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559






