
WHAอัดงบ 5ปี4.3 หมื่นล้าน ผุดนิคมฯที่เวียดนามรับการลงทุนฐานผลิตของโลก
ดับบลิวเอชเอ ทุ่ม 4.3 หมื่นล้านบาท วางแผนลงทุน 5 ปี ใน 4 ธุรกิจหลักรับเปิดเออีซี ขยายธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานสำเร็จรูปไปอินโดนีเซีย พร้อมลงทุนตั้งนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนาม 1 หมื่นไร่ ขณะที่นิคมในประเทศพร้อมพัฒนารองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 4 แห่งพื้นที่ 7.7 พันไร่ รุกเข้าสู่ธุรกิจไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมรอแค่เปิดประมูลตั้งเป้าโกยรายได้ 2.1 หมื่นล้านบาท
[caption id="attachment_84232" align="aligncenter" width="700"]
แผนการลงทุนของบริษัทดับบลิวเอชเอฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา[/caption]
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเหมราช เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานว่า ภายหลังที่บริษัทได้ปรับแผนโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจในเอเชียภูมิภาคอาเซียน ทางด้านการพัฒนาอาคารคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า โรงงาน ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมแบบครบวงจร สาธารณูปโภค พลังงาน และ การให้บริการระบบฐานข้อมูลดิจิตอล จึงได้จัดทำแผนการลงทุนในช่วง 5 ปี (2559-2563) ไว้ในกรอบวงเงิน 4.3 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี มีแผนจะออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา สปป.ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนาม
โดยงบดังกล่าวจะนำมาใช้สำหรับลงทุนขยายกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายที่จะขยายคลังสินคาและโรงงานสำเร็จรูปภายใน 5 ปีให้ได้ กว่า 3.3 ล้านตารางเมตร อยู่ในประเทศไทย 3.024 ล้านตารางเมตร จากปัจจุบันมีอยู่ 2.2 ล้านตารางเมตร และในส่วนต่างประเทศ 3 แสนตารางเมตร ที่ได้เข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียทำคลังสินค้าแล้วด้วยงบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท และในปีหน้าจะร่วมลงทุนพันธมิตรในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น
ขณะที่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมปัจจุบันพื้นที่อยู่ 8 แห่ง ได้พัฒนาไปแล้วกว่า 3.2 หมื่นไร่ จะใช้เงินลงทุนอีกราว 1.4 หมื่นล้านบาท สำหรับการพัฒนาพื้นที่นิคมอีก 4 แห่ง อยู่ในจังหวัดระยอง 3 แห่ง รวมพื้นที่ประมาณ 5,700 ไร่ และที่จังหวัดสระบุรีอีก 1 แห่ง พื้นที่ 2,000 ไร่ ทั้งนี้ส่วนหนึ่ง เพื่อพัฒนารองรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยยังเน้นอุตสาหกรรมเดิม เช่น กลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 5 กลุ่ม เช่น ดิจิตอล การบิน หุ่นยนต์ พลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
นอกจากนี้มีแผนการลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม พื้นประมาณ 1 หมื่นไร่ เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและสิ่งทอ โดยจะใช้งบในการลงทุนในช่วง 10 ปี ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และกำลังจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก โดยขณะนี้การดำเนินงานจัดตั้งนิคมฯอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาลเวียดนาม คาดว่าจะทราบผลในเร็วๆ นี้ และคาดว่าจะมอบพื้นที่การพัฒนาได้ในต้นปีหน้า ซึ่งการลงทุนจะแบ่งเป็นระยะๆ โดยในปีหน้าจะใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะทยอยการลงทุนเป็นระยะๆไป ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายขายที่ดินในนิคมภายในประเทศไว้ที่ 1,600 ไร่ เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ 600 ไร่
นางสาวจรีพร กล่าวอีกว่า ส่วนธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้า ในช่วง 5 ปีนี้จะใช้งบลงทุนประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าเป็นของตัวเองให้ได้ 620 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีอยู่ 320 เมกะวัตต์ โดยรวมกับพันธมิตรต่างๆ ไมว่าจะเป็นกลุ่มบริษัท โกลว์ เอ็นเนอจีฯ บริษัท กัลฟ์ พาวเวอร์ฯ และบี กริม พาวเวอร์ รวมทั้งมีแผนที่จะเข้าประมูลการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม ที่คาดว่าทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะเปิดในช่วงเดือนกันยายนนี้ ประมาณ 50 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทได้เตรียมแผนเข้าประมูลตั้งโรงไฟฟ้าไว้ในพื้นที่ 2 แห่ง ที่ระยองและชลบุรี ขนาดกำลังการผลิตแห่งละ 10 เมกะวัตต์ ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และยังมีความสนใจที่จะขยายการลงทุนไปสู่การผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปตามหลังคาคลังสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ 2.5 เมกะวัตต์ รวมถึงจะขยายด้านการบริการน้ำดิบ ประปา และน้ำเพื่ออุตสาหกรรม เพิ่มเป็นเท่าตัว จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
อีกทั้ง จะมีการลงทุนในส่วนของธุรกิจดิจิตอลอีก 4,000 ล้านบาท โดยมีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 3-5 แห่ง ในช่วง 5 ปีนี้ ซึ่ง 2 แห่ง แรกจะเปิดให้บริการช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ จากการวางแผนลงทุนทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ภายใน 5 ปีข้างหน้าบริษัท จะมีรายได้จากการดำเนินงานขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยจะเป็นรายได้มาจากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,182 วันที่ 11 - 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_84232" align="aligncenter" width="700"]
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเหมราช เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานว่า ภายหลังที่บริษัทได้ปรับแผนโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจในเอเชียภูมิภาคอาเซียน ทางด้านการพัฒนาอาคารคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า โรงงาน ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมแบบครบวงจร สาธารณูปโภค พลังงาน และ การให้บริการระบบฐานข้อมูลดิจิตอล จึงได้จัดทำแผนการลงทุนในช่วง 5 ปี (2559-2563) ไว้ในกรอบวงเงิน 4.3 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี มีแผนจะออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา สปป.ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนาม
โดยงบดังกล่าวจะนำมาใช้สำหรับลงทุนขยายกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายที่จะขยายคลังสินคาและโรงงานสำเร็จรูปภายใน 5 ปีให้ได้ กว่า 3.3 ล้านตารางเมตร อยู่ในประเทศไทย 3.024 ล้านตารางเมตร จากปัจจุบันมีอยู่ 2.2 ล้านตารางเมตร และในส่วนต่างประเทศ 3 แสนตารางเมตร ที่ได้เข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียทำคลังสินค้าแล้วด้วยงบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท และในปีหน้าจะร่วมลงทุนพันธมิตรในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น
ขณะที่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมปัจจุบันพื้นที่อยู่ 8 แห่ง ได้พัฒนาไปแล้วกว่า 3.2 หมื่นไร่ จะใช้เงินลงทุนอีกราว 1.4 หมื่นล้านบาท สำหรับการพัฒนาพื้นที่นิคมอีก 4 แห่ง อยู่ในจังหวัดระยอง 3 แห่ง รวมพื้นที่ประมาณ 5,700 ไร่ และที่จังหวัดสระบุรีอีก 1 แห่ง พื้นที่ 2,000 ไร่ ทั้งนี้ส่วนหนึ่ง เพื่อพัฒนารองรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยยังเน้นอุตสาหกรรมเดิม เช่น กลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 5 กลุ่ม เช่น ดิจิตอล การบิน หุ่นยนต์ พลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
นอกจากนี้มีแผนการลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม พื้นประมาณ 1 หมื่นไร่ เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและสิ่งทอ โดยจะใช้งบในการลงทุนในช่วง 10 ปี ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และกำลังจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก โดยขณะนี้การดำเนินงานจัดตั้งนิคมฯอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาลเวียดนาม คาดว่าจะทราบผลในเร็วๆ นี้ และคาดว่าจะมอบพื้นที่การพัฒนาได้ในต้นปีหน้า ซึ่งการลงทุนจะแบ่งเป็นระยะๆ โดยในปีหน้าจะใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะทยอยการลงทุนเป็นระยะๆไป ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายขายที่ดินในนิคมภายในประเทศไว้ที่ 1,600 ไร่ เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ 600 ไร่
นางสาวจรีพร กล่าวอีกว่า ส่วนธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้า ในช่วง 5 ปีนี้จะใช้งบลงทุนประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าเป็นของตัวเองให้ได้ 620 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีอยู่ 320 เมกะวัตต์ โดยรวมกับพันธมิตรต่างๆ ไมว่าจะเป็นกลุ่มบริษัท โกลว์ เอ็นเนอจีฯ บริษัท กัลฟ์ พาวเวอร์ฯ และบี กริม พาวเวอร์ รวมทั้งมีแผนที่จะเข้าประมูลการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม ที่คาดว่าทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะเปิดในช่วงเดือนกันยายนนี้ ประมาณ 50 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทได้เตรียมแผนเข้าประมูลตั้งโรงไฟฟ้าไว้ในพื้นที่ 2 แห่ง ที่ระยองและชลบุรี ขนาดกำลังการผลิตแห่งละ 10 เมกะวัตต์ ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และยังมีความสนใจที่จะขยายการลงทุนไปสู่การผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปตามหลังคาคลังสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ 2.5 เมกะวัตต์ รวมถึงจะขยายด้านการบริการน้ำดิบ ประปา และน้ำเพื่ออุตสาหกรรม เพิ่มเป็นเท่าตัว จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
อีกทั้ง จะมีการลงทุนในส่วนของธุรกิจดิจิตอลอีก 4,000 ล้านบาท โดยมีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 3-5 แห่ง ในช่วง 5 ปีนี้ ซึ่ง 2 แห่ง แรกจะเปิดให้บริการช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ จากการวางแผนลงทุนทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ภายใน 5 ปีข้างหน้าบริษัท จะมีรายได้จากการดำเนินงานขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยจะเป็นรายได้มาจากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,182 วันที่ 11 - 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559






