thansettakij
thansettakij
กูรูจับตา‘เฟด’ชี้ทิศค่าเงิน-ทุนเคลื่อนย้าย

กูรูจับตา‘เฟด’ชี้ทิศค่าเงิน-ทุนเคลื่อนย้าย

10 ส.ค. 59 | 05:00 น.
นักเศรษฐศาสตร์ เผยหลัง Brexit กดดันเงินทุนไหลเข้า เงินบาทแข็งค่าในรอบปี นักลงทุนต่างชาติแห่ถือพันธบัตรระยะสั้นหวังฟันกำไรค่าเงิน ชี้จับตาประชุมเฟด-อังกฤษลดดอกเบี้ย กำหนดทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย แนะผู้ประกอบการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ยันต้นทุนไม่แพงเทียบค่าเงินผันผวน
ตามที่ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) (เมื่อวันที่ 4สิงหาคม2559) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่สถิติต่ำสุดใหม่อยู่ที่ 0.25% จากระดับ 0.5% พร้อมฟื้นโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยวงเงิน 6 หมื่นล้านปอนด์ระยะเวลา 6 เดือน รวมทั้งประกาศเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีเกรดสูงมูลค่า 1หมื่นล้านปอนด์และมาตรการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารพาณิชย์ (Term Funding Scheme (TFS) ราว 1 แสนล้านปอนด์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้สู่ระบบนั้น

ต่อประเด็นดังกล่าว ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย(บมจ.) เปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ทั้ง 3มาตรการของบีโออีที่ออกมาสะท้อนความพยายามที่จะลดความเสี่ยงหรือป้องกันเศรษฐกิจของอังกฤษโดยรวม ทั้งๆที่อังกฤษยังไม่ได้รับผลกระทบจากBrexit ซึ่งหลังจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) น่าจะไม่รีบร้อนปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน (20-21กันยายน 2559) เพราะเฟดไม่ต้องการให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า แต่เชื่อว่าในการประชุมดังกล่าวเฟดยังส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมของปีนี้ ดังนั้นเงินบาทที่ยังแข็งค่าในระยะสั้น จึงมีโอกาสผันผวนกลับไปอ่อนค่าได้

“1-2 เดือนจะเห็นเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรและเดือนสิงหาคมเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้นซึ่งทั้งผู้ส่งออกและนำเข้าต้องป้องกันความเสี่ยงไว้ ส่วนผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยนั้น ต้องรอตัวเลขจีดีพีไตรมาส2/59 ที่สภาพัฒน์ฯจะประกาศวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ถ้าตัวเลขออกมาดีคงไม่ต้องปรับประมาณการณ์”

อย่างไรก็ตามความเห็นต่อมาตรการของบีโออีนั้น ส่วนตัวมองว่าจะเป็นการใช้ยาแรงเกินไปหรือจะซ้ำรอยธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาหลายประเทศยังติดกับดักการผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจหรือบีโออีกจะสื่อสารอย่างไรในระยะข้างหน้า

ด้าน ดร.นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ บมจ.ทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามและจะมีผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายช่วงที่เหลือของปีนี้มีอยู่ 3 เรื่อง คือ การเมืองไทย ,เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ และ การเลือกตั้งของสหรัฐฯ โดย 1 เดือนที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1% สูงกว่าเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ดอลลาร์ที่แข็งค่าเพียง 0.6% หรือริงกิตของมาเลเซียที่อ่อนลงเกือบ 1% เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจ ปัจจัยเสี่ยง และระดับราคาสินทรัพย์ช่วงนั้นของแต่ละประเทศ แต่โดยรวมแล้วจะมีการปรับไปในทิศทางเดียวกันทั้งภูมิภาค

ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามานั้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีผลตอบแทนเฉลี่ยปัจจุบัน1.5% หากคำนวณต่างชาติถือพันธบัตรระยะสั้น 3 เดือนเฉลี่ยจะได้รับผลตอบแทน 0.3-0.5% แต่หากช่วงนั้นค่าเงินวิ่งขึ้นมีส่วนต่าง 8% นักลงทุนจะกินผลต่างค่าเงินมากกว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ย ดังนั้นเงินทุนที่ไหลเข้าจึงหาผลตอบแทนทั้งดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่สัดส่วนป้องกันความเสี่ยงทั้งผู้ส่งออกและนำเข้ายังค่อนข้างน้อยเพียง 50%ที่เหลืออีก 50%ปล่อยตามสถานการณ์ แต่อาจจะเห็นช่วงก่อน Brexit สัดส่วนป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเป็น 60% แต่หลังผล Brexit ได้ปรับลดมาอยู่ระดับเดิม

“แบงก์ยังคงแนะนำให้ผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน เพราะธุรกิจที่มีส่วนต่างกำไร (Margin) ไม่สูงมากอาจจะขาดทุนได้ถ้าค่าเงินผันผวน เช่น ธุรกิจส่งออกอาหารกระป๋องมีมาร์จิ้นอยู่ที่ 12% แต่ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินผันผวน 6-8% อาจทำให้กำไรหายไปได้ โดยปัจจุบันเฉลี่ยต้นทุนการป้องกันค่าเงินจะอยู่ที่ 10-20 สตางค์ แต่ความผันผวนขึ้นลงได้ 3-4 บาท”

นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ปัจจัยที่นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาถือครองพันธบัตร ส่วนใหญ่จะมาจากการคำนวณผลตอบแทนรวมโดยเฉลี่ย เช่น ผลตอบแทนดอกเบี้ย (Yield) และส่วนต่างค่าเงิน ซึ่งหากมองแนวโน้มจะสร้างผลตอบแทนให้เท่าใด หรือถ้าเป็นหุ้นจะคำนวณว่าหากหุ้นขึ้น 1-2% จะสร้างผลตอบแทนเท่าใด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นองค์ประกอบการตัดสินใจลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางของเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยเงินบาทที่แข็งค่าสุดในรอบ 1 ปี หลังจากค่าเงินเข้าสู่ตัวเลข 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะเห็นว่าผู้ประกอบการเข้ามาปิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนซื้อกิจการต่างประเทศ ส่วนกลุ่มนำเข้าและส่งออกยังทรงเป็นไปตามการเติบโตที่ยังไม่ขยายตัวมากนัก ทั้งนี้ จะปิดความเสี่ยงตามสถานการณ์ เช่น Brexit จะเป็นสกุลปอนด์-ยูโร ประชุมเฟด จะเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ และเยน เป็นต้น

[caption id="attachment_80685" align="aligncenter" width="355"] ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด[/caption]

ส่วน ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตัวแปรหลักของเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่เหลือ จะเป็นเรื่องของนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ถ้าหากเฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง จะเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายมีโอกาสไหลออกได้ แต่หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ดี เฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป ทำให้นักลงทุนที่ถือพันธบัตรอยู่ก่อนหน้านี้ก็จะอยู่ต่อไปอีก ส่วนจะไหลเข้ามาใหม่นั้น อาจจะต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อม เพราะไทยจะมีเรื่องของประชามติ ดังนั้น อาจจะต้องรอดูทิศทางนโยบายของเฟด และจีนที่เศรษฐกิจไม่ดี อาจจะมีการลดค่าเงินหยวน ซึ่งจะมีผลต่อค่าเงินในตลาด ส่วนนโยบายการเงินของยุโรปและญี่ปุ่น อาจจะยังเห็นการผ่อนคลายอยู่ไม่มีการปรับเปลี่ยนมากนัก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,181 วันที่ 7 - 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline