
เขื่อนเซซานตอนล่างเสร็จปี 60 ‘ฮุนเซ็น’ลงพื้นที่กล่อมชาวบ้าน
หนังสือพิมพ์แคมโบเดียเฮรัลด์ รายงานว่า เขื่อนผลิตไฟฟ้าเซซานตอนล่าง 2 มีกำหนดสร้างเสร็จในเดือนเมษายน 2560 เผย ฮุน เซ็น เดินทางไปคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้วยตัวเอง
เขื่อนเซซานตอนล่าง 2 เป็นหนึ่งในโครงการสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำสามเซ ซึ่งประกอบด้วย แม่น้ำเซกอง เซปรกและเซซาน อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา เป็นเขื่อนบนแม่น้ำสาขาแม่น้ำโขงที่อยู่ในกัมพูชา โครงการนี้มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าใช้ในประเทศแต่โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากการสร้างเขื่อนได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้านจากจำนวนปลาที่ลดลงและการโดนบังคับอพยพออกจากพื้นที่สร้างเขื่อน
แคมโบเดียเฮรัลด์อ้างคำแถลงข่าวของนายซุยแซม (Suy Sem) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่และพลังงาน ว่าเขื่อนเซซานตอนล่าง 2 มีความสำคัญในการผลิตไฟฟ้าเพื่อพัฒนาประเทศ ขณะนี้งานก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 70% คาดว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนเมษายน 2560 อย่างแน่นอน
รายงานข่าวระบุว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญต่อโครงการนี้อย่างมาก โดยก่อนการแถลงข่าวของนายซุย นายกรัฐมนตรี ฮุน เซ็น เดินทางไปเยี่ยมความคืบหน้าของงานก่อสร้างและพูดคุยกับประชาชนใน 3 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบต้องย้ายออกจากพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยหมู่บ้านใหม่กบาลโรเมีย (Kbal Romeas Thmey) หมู่บ้าน สแรสนุก (Sre Sranok) และชุมชนหรือคุ้มจรอบ ของกบาลโรเมีย (Chrab of Kabal Romeas)
แคมโบเดียเฮรัลด์ ระบุว่าประชาชนที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่ได้รับการชดเชยและทางการสร้างบ้านใหม่ อย่างไรก็ดีมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า ชาวบ้านต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรและแหล่งทำกิน
โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ เซซานตอนล่าง 2 เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยบริษัทลงทุนร่วมระหว่างบริษัท ไฮโดรลานซางอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นเนอร์ยี่ฯ ของจีนซึ่งถือหุ้น 51% และบริษัทโรยัลกรุ๊ปฯ ของกัมพูชาถือหุ้น 39% และบริษัท อีวีเอ็นฯ ของเวียดนามซึ่งถือหุ้น 10% เป็นโครงการแบบบีโอที (Build-Operate-Transfer) เริ่มดำเนินงานตั้งแต่กลางปี 2557
กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของกัมพูชาระบุว่า ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงพนมเปญเพิ่มขึ้นมาก ทำให้มีความต้องการใช้รวม 2,123 เมกะวัตต์ ในขณะที่ประเทศมีไฟฟ้าให้ใช้ 1,072 เมกะวัตต์โดยส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
กัมพูชาขณะนี้นำเข้าไฟฟ้าจากเวียดนาม 170 เมกะวัตต์ และประเทศไทย 120 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือผลิตได้จากเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินในประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,180 วันที่ 4 - 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559
เขื่อนเซซานตอนล่าง 2 เป็นหนึ่งในโครงการสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำสามเซ ซึ่งประกอบด้วย แม่น้ำเซกอง เซปรกและเซซาน อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา เป็นเขื่อนบนแม่น้ำสาขาแม่น้ำโขงที่อยู่ในกัมพูชา โครงการนี้มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าใช้ในประเทศแต่โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากการสร้างเขื่อนได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้านจากจำนวนปลาที่ลดลงและการโดนบังคับอพยพออกจากพื้นที่สร้างเขื่อน
แคมโบเดียเฮรัลด์อ้างคำแถลงข่าวของนายซุยแซม (Suy Sem) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่และพลังงาน ว่าเขื่อนเซซานตอนล่าง 2 มีความสำคัญในการผลิตไฟฟ้าเพื่อพัฒนาประเทศ ขณะนี้งานก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 70% คาดว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนเมษายน 2560 อย่างแน่นอน
รายงานข่าวระบุว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญต่อโครงการนี้อย่างมาก โดยก่อนการแถลงข่าวของนายซุย นายกรัฐมนตรี ฮุน เซ็น เดินทางไปเยี่ยมความคืบหน้าของงานก่อสร้างและพูดคุยกับประชาชนใน 3 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบต้องย้ายออกจากพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยหมู่บ้านใหม่กบาลโรเมีย (Kbal Romeas Thmey) หมู่บ้าน สแรสนุก (Sre Sranok) และชุมชนหรือคุ้มจรอบ ของกบาลโรเมีย (Chrab of Kabal Romeas)
แคมโบเดียเฮรัลด์ ระบุว่าประชาชนที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่ได้รับการชดเชยและทางการสร้างบ้านใหม่ อย่างไรก็ดีมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า ชาวบ้านต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรและแหล่งทำกิน
โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ เซซานตอนล่าง 2 เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยบริษัทลงทุนร่วมระหว่างบริษัท ไฮโดรลานซางอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นเนอร์ยี่ฯ ของจีนซึ่งถือหุ้น 51% และบริษัทโรยัลกรุ๊ปฯ ของกัมพูชาถือหุ้น 39% และบริษัท อีวีเอ็นฯ ของเวียดนามซึ่งถือหุ้น 10% เป็นโครงการแบบบีโอที (Build-Operate-Transfer) เริ่มดำเนินงานตั้งแต่กลางปี 2557
กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของกัมพูชาระบุว่า ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงพนมเปญเพิ่มขึ้นมาก ทำให้มีความต้องการใช้รวม 2,123 เมกะวัตต์ ในขณะที่ประเทศมีไฟฟ้าให้ใช้ 1,072 เมกะวัตต์โดยส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
กัมพูชาขณะนี้นำเข้าไฟฟ้าจากเวียดนาม 170 เมกะวัตต์ และประเทศไทย 120 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือผลิตได้จากเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินในประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,180 วันที่ 4 - 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559






