
อังกฤษมึนเศรษฐกิจตก
ท่าที่ของอังกฤษดูจะไม่รีบร้อนดำเนินการตามการขั้นตอนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป แม้หลายประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพเรียกร้องให้อังกฤษรีบดำเนินการ ซึ่งเมื่อต้นเดือนตอนที่นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้เดินทางไปประเทศเยอรมนีเพื่อพบปะกับนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี นางเมย์ยังได้กล่าวกับนางแมร์เคิลว่า จะยังไม่ประกาศใช้มาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป และยังไม่เริ่มกระบวนการเจรจาภายในปี 2559 นี้ จนกว่าวัตถุประสงค์ของอังกฤษจะมีความชัดเจนในการถอนตัวออกก่อน ขณะที่นางแมร์เคิลกล่าวกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า อังกฤษจะต้องเสนอแผนงานการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปก่อนที่การเจรจาระหว่างสหภาพยุโรปกับอังกฤษจะเปิดการเจรจากัน
ราว 1 สัปดาห์ ต่อมานายฟิลิป ฮัมมอนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอังกฤษได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง สาธารณประชาชนจีน ได้เริ่มเปิดทางเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนแล้ว หลังเบร็กซิทแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป แต่การเจรจายังไม่มีรายละเอียดที่จะนำมาเปิดเผยได้ในเวลานี้
ภาพรวมโดยทั่วไปแล้วทั่วโลกรู้สึกไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจอังกฤษว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ขณะที่สหภาพยุโรปก็ยังไม่ได้ออกมาตรการใดๆที่จะเป็นการลงโทษที่อังกฤษประกาศจะแยกตัวออกมา และดูเหมือนว่าอังกฤษพยายามจะลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจอังกฤษ และเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้ารัฐบาลกลางอังกฤษก็ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยของประเทศเอาไว้ ทั้งที่แวงวงทางการเงินทั่วโลกมองว่าอังกฤษจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงแน่นอน เพราะการถอนตัวออกส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกระทบต่อการค้าการลงทุนที่อังกฤษเคยมีต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพยุโรป แต่ธนาคารกลางอังกฤษกลับคงสภาพดอกเบี้ยเอาไว้
เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วโลกก็ได้เห็นความจริงของระบบเศรษฐกิจอังกฤษชัดเจนขึ้นหลังจากเบร็กซิท คือตัวเลขเศรษฐกิจของอังกฤษบางตัวเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด อาทิ จากรายงานตัวเลขผู้ซื้อจากสหภาพยุโรปได้ลดลงจากเดิม คือ ลดลงจาก 53.1 ในเดือนมิถุนายน 2559 ลดลงเหลือ 52.9 ตัวเลขภาคบริการของอังกฤษเดือนกรกฎาคมลดลงเหลือ 47.4 ในขณะที่เดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 52.3 และตัวเลขภาคผลิตอุตสาหกรรมลดลงจาก 52.1 ในเดือนมิถุนายนมาอยู่ที่ระดับ 49.1 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็ชี้ชัดความเป็นไปของเศรษฐกิจอังกฤษว่ากำลังตกอยู่ในภาวะถดถอยลง โดยเฉพาะตัวเลขภาคผลิตอุตสาหกรรมกับภาคบริการ
ผมว่ารอบที่แล้วธนาคารอังกฤษตัดสินใจไม่ปรับดอกเบี้ยโดยให้คงไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งคงจะคาดหวังไม่ให้เงินทุนไหลออกมากเกินไป แต่คราวต่อไปเชื่อว่าต้องพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลงไปอีกแน่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และคงมีมาตรการภายในประเทศเพื่อกระตุ้นการบริโภคให้เพิ่มมากขึ้น ย้อนกลับไปดูอัตราแลกเปลี่ยนช่วงก่อนและหลังเบร็กซิท พบว่าหลังจากทราบผลเบร็กซิทแล้วค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงไปสูงสุด 14 % (1 ปอนด์เท่ากับ 1.2939 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบ 31 ปี) เงินยูโรอ่อนค่าไป 5% ค่าเงินบาทช่วงนั้นเงินบาทอ่อนค่าลงไปแค่ 1%
ปกติแล้วเวลาเราดูเศรษฐกิจในภาพใหญ่เราจะดูรายได้จากการส่งออกสินค้า ดูรายได้จากธุรกิจบริการ (ทั้งการท่องเที่ยวและภาคบริการทางการเงินและบริการอื่นๆ) เราจะดูนโยบายการเงิน และดูแลนโยบายการคลังของประเทศไปด้วย สำหรับอังกฤษแล้วจะเห็นปัญหาเกิดขึ้นจากทุกทิศทางไม่ว่าการส่งออกที่พึ่งพาสหภาพยุโรปกว่า 40% ซึ่งก็อาจจะพึ่งได้ยาก เพราะไม่ว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส และอีกบางประเทศในยุโรปมีปัญหาด้านการก่อการร้ายที่เกิดจากเนื้อในของประเทศเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้โดยตรง อิตาลีก็เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญก็กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ด้วยเหตุเหล่านี้ผมจึงมีความเห็นว่า อังกฤษกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอยู่ครับ
Photo : Wiki
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,179
วันที่ 31 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ราว 1 สัปดาห์ ต่อมานายฟิลิป ฮัมมอนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอังกฤษได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง สาธารณประชาชนจีน ได้เริ่มเปิดทางเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนแล้ว หลังเบร็กซิทแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป แต่การเจรจายังไม่มีรายละเอียดที่จะนำมาเปิดเผยได้ในเวลานี้
ภาพรวมโดยทั่วไปแล้วทั่วโลกรู้สึกไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจอังกฤษว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ขณะที่สหภาพยุโรปก็ยังไม่ได้ออกมาตรการใดๆที่จะเป็นการลงโทษที่อังกฤษประกาศจะแยกตัวออกมา และดูเหมือนว่าอังกฤษพยายามจะลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจอังกฤษ และเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้ารัฐบาลกลางอังกฤษก็ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยของประเทศเอาไว้ ทั้งที่แวงวงทางการเงินทั่วโลกมองว่าอังกฤษจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงแน่นอน เพราะการถอนตัวออกส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกระทบต่อการค้าการลงทุนที่อังกฤษเคยมีต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพยุโรป แต่ธนาคารกลางอังกฤษกลับคงสภาพดอกเบี้ยเอาไว้
เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วโลกก็ได้เห็นความจริงของระบบเศรษฐกิจอังกฤษชัดเจนขึ้นหลังจากเบร็กซิท คือตัวเลขเศรษฐกิจของอังกฤษบางตัวเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด อาทิ จากรายงานตัวเลขผู้ซื้อจากสหภาพยุโรปได้ลดลงจากเดิม คือ ลดลงจาก 53.1 ในเดือนมิถุนายน 2559 ลดลงเหลือ 52.9 ตัวเลขภาคบริการของอังกฤษเดือนกรกฎาคมลดลงเหลือ 47.4 ในขณะที่เดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 52.3 และตัวเลขภาคผลิตอุตสาหกรรมลดลงจาก 52.1 ในเดือนมิถุนายนมาอยู่ที่ระดับ 49.1 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็ชี้ชัดความเป็นไปของเศรษฐกิจอังกฤษว่ากำลังตกอยู่ในภาวะถดถอยลง โดยเฉพาะตัวเลขภาคผลิตอุตสาหกรรมกับภาคบริการ
ผมว่ารอบที่แล้วธนาคารอังกฤษตัดสินใจไม่ปรับดอกเบี้ยโดยให้คงไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งคงจะคาดหวังไม่ให้เงินทุนไหลออกมากเกินไป แต่คราวต่อไปเชื่อว่าต้องพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลงไปอีกแน่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และคงมีมาตรการภายในประเทศเพื่อกระตุ้นการบริโภคให้เพิ่มมากขึ้น ย้อนกลับไปดูอัตราแลกเปลี่ยนช่วงก่อนและหลังเบร็กซิท พบว่าหลังจากทราบผลเบร็กซิทแล้วค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงไปสูงสุด 14 % (1 ปอนด์เท่ากับ 1.2939 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบ 31 ปี) เงินยูโรอ่อนค่าไป 5% ค่าเงินบาทช่วงนั้นเงินบาทอ่อนค่าลงไปแค่ 1%
ปกติแล้วเวลาเราดูเศรษฐกิจในภาพใหญ่เราจะดูรายได้จากการส่งออกสินค้า ดูรายได้จากธุรกิจบริการ (ทั้งการท่องเที่ยวและภาคบริการทางการเงินและบริการอื่นๆ) เราจะดูนโยบายการเงิน และดูแลนโยบายการคลังของประเทศไปด้วย สำหรับอังกฤษแล้วจะเห็นปัญหาเกิดขึ้นจากทุกทิศทางไม่ว่าการส่งออกที่พึ่งพาสหภาพยุโรปกว่า 40% ซึ่งก็อาจจะพึ่งได้ยาก เพราะไม่ว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส และอีกบางประเทศในยุโรปมีปัญหาด้านการก่อการร้ายที่เกิดจากเนื้อในของประเทศเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้โดยตรง อิตาลีก็เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญก็กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ด้วยเหตุเหล่านี้ผมจึงมีความเห็นว่า อังกฤษกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอยู่ครับ
Photo : Wiki
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,179
วันที่ 31 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559






