
แบรนด์ไทยสู้ศึกร้านกาแฟ ‘อินทนิล’เปิดไดรฟ์ธรูท้าชนเชนยักษ์เทศแห่ลงทุน
จับตาร้านกาแฟแข่งเดือด “อินทนิล” ซุ่มพัฒนาโมเดลใหม่เจาะตลาดแมส ควบคู่เปิดไดรฟ์ธรูสาขาแรกย่านศรีนครินทร์ มั่นใจยังโกยรายได้โต 15% ต่อปี ขณะที่ “อโรมา กรุ๊ป” เร่งรีแบรนด์ไนน์ตี้ โฟร์ รับเชนต่างชาติปักหมุดเพิ่ม เผยครึ่งปีแรกโตพลาดเป้าตั้งไว้ 30% ได้แค่20% เหตุเศรษฐกิจซบ คู่แข่งเยอะ ด้าน “ซีพี” เดินหน้าขยายร้านมวลชน รูปแบบใหม่ระบบสมาชิก ไม่เก็บค่าแรกเข้า-แฟรนไชส์
นายเสฏฐวุฒิ นิพลเวชไพบูลย์ ผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ “อินทนิล” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาร้านกาแฟโมเดลใหม่ สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับแมส เพื่อขยายฐานผู้บริโภคไปยังกลุ่มที่คำนึงถึงเรื่องราคาในการบริโภค อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มากขึ้น โดยเน้นขยายสาขาในเขตถนนและหัวเมืองรอง หรือในย่านสหกรณ์ชุมชนเพื่อรองรับความต้องการ จากปัจจุบันที่บริษัทมีโมเดลการขยายสาขาอยู่แล้ว 2 รูปแบบได้แก่ อินทนิลคอฟฟี่ เจาะตลาดระดับกลาง และ อินทนิลการ์เด้น เจาะตลาดระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมีราคาต่างกันตั้งแต่ 20-25 บาท
“การเจาะตลาดตามเซกเมนต์ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของเราจะอยู่ในปั๊มน้ำมัน ซึ่งผู้ที่เข้ามาใช้บริการมีความหลากหลาย ดังนั้นการเลือกโมเดลที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ”
ขณะที่แผนการขยายสาขาของบริษัทนับจากนี้ จะขยายสาขาร้านกาแฟอินทนิล 64 แห่ง แบ่งเป็นการขยายสาขาในรูปแบบอินทนิล คอฟฟี่ 34 แห่ง บนพื้นที่ 50 ตร.ม. ใช้งบประมาณการลงทุน 2-2.5 ล้านบาทต่อสาขา และอินทนิล การ์เด้น 30 แห่ง บนพื้นที่ 90 ตร.ม. ผ่านงบประมาณการลงทุน 3 -3.5 ล้านบาทต่อสาขา จากปัจจุบันที่มีสาขารวม 386 แห่ง แบ่งเป็นอินทนิล คอฟฟี่ 356 แห่ง และอินทนิล การ์เด้น 30 แห่ง คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมีสาขารวมทั้งหมด 450 แห่ง โดยจะให้ความสำคัญในการขยายควบคู่กับสถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นหลัก ขณะที่โลเคชั่นรองได้แก่ คอมมิวนิตี้มอลล์
“ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดกาแฟส่งผลต่อโลเคชั่น ทำให้การขยายสาขายากขึ้น แต่อินทนิลยังโฟกัสการขยายสาขาไปในโลเคชั่นหลัก ไปตามการขยายตัวของสถานีบริการน้ำมันบางจากอยู่ ซึ่งปีนี้บางจากมีแผนขยายสาขากว่า 60 สาขา นั่นแปลว่าเรามีโลเคชั่นหลักแล้ว”
นอกจากนี้ยังมีแผนขยายสาขาในรูปแบบอินทนิล ไดร์ฟทรู โดยจะเปิดให้บริการสาขาแรกในย่านศรีนครินทร์ บนพื้นที่ 100-200 ตร.ม. (เฉพาะพื้นที่ตัวอาคาร) โดยคาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนราว 5-6 ล้านบาทต่อสาขา ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาข้อสรุปเรื่องรูปแบบและการตกแต่ง คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาดจะให้ความสำคัญกับ 3 ส่วนหลักได้แก่ 1.ด้านโปรดักส์ที่หลากหลาย ทั้งเมนูเพื่อสุขภาพ เมนูสำหรับลูกค้าที่ไม่ดื่มกาแฟ 2. การให้ความสำคัญกับความเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นการใช้แก้วที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (BIO CUP) มากที่สุดในประเทศไทยถึง 1 ล้านใบในทุกสาขา ขณะที่คู่แข่งมีการใช้วัสดุธรรมชาติเพียง 5-6 สาขาเท่านั้น และ 3.การให้บริการที่แตกต่างเป็นที่น่าสนใจและจดจำ อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยที่ 15% ต่อปี ในขณะที่ภาพรวมตลาดกาแฟมีการเติบโตอยู่ที่ 7-10% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่มากกว่าตลาด
ด้านนายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร บริษัท อโรม่า กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิต จำหน่ายกาแฟ เครื่องชงกาแฟ ผู้บริหารร้านกาแฟชาวดอย และไนน์ตี้ โฟร์ คอฟฟี่ กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตกว่า 20% จากที่ตั้งเป้าไว้ 30% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ประกอบกับการที่แบรนด์คู่แข่งทั้งแบรนด์ขนาดใหญ่และเชนต่างชาติเข้ามารุกตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดกาแฟมีการแข่งขันสูงขึ้น
โดยในส่วนของบริษัทได้ทำการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ไนน์ตี้ โฟร์ คอฟฟี่ ( 94 Coffee) ใหม่โดยจะไม่เน้นการขยายสาขา แต่จะทำการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ทั้งในส่วนของคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ โลโก้ เป็นต้น ควบคู่กับการปรับรสชาติเบเกอรี่ภายในร้านเพิ่มเติม เพื่อเป็นการรองรับการแข่งขันในธุรกิจกาแฟตลาดบนที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งได้ทำการทยอยปรับไปแล้วทั้งสิ้น 2-3 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 10 แห่ง โดยวางเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ไว้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาหรือเติบโตขึ้น 1-2 เท่าตัว
“ที่ผ่านมาเราได้ทยอยปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ไนน์ตี้ โฟร์ฯ ไปบ้างแล้ว และได้ทำการปิดไปบางสาขาที่ยอดขายไม่ดี เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและส่งผลต่อยอดขาย”
ส่วนกาแฟชาวดอยนั้น บริษัทมีแผนขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 80 แห่ง โดยได้มีการขยายสาขาไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก 50 แห่ง อย่างไรก็ตามมองว่าโลเคชั่นที่เหมาะสมในการขยายสาขาร้านกาแฟในปัจจุบัน คือย่านคอมมิวนิตี้มอลในแต่ละชุมชนที่ยังมีโอกาสทางการเติบโตสูง และเหมาะสมกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ไม่ใช่แบรนด์ยักษ์ เนื่องจากเป็นการเลี่ยงแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ และมองว่าเป็นทำเลที่มีความต้องการและสามารถสร้างการเติบโตได้ดี
สำหรับเป้าหมายรายได้ในช่วง 7 ปี (แผนระยะยาวปี 2556-2563) คือการมีรายได้ที่ 5 พันล้านบาท เบื้องต้นในช่วง 3 ปีแรกจะมีรายได้ที่ 2.5 พันล้านบาท โดยวางเป้าหมายการเติบโตทั้งกรุ๊ปในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 30% จากปีที่ผ่านมา
ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด ผู้บริหารร้านกาแฟ “มวลชน” กล่าวว่า บริษัทเตรียมขยายสาขาร้านกาแฟมวลชนในระบบสมาชิก โดยจะเปิดสาขาต้นแบบขึ้นภายในศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ในช่วงไตรมาส 3 นี้ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะแตกต่างจากระบบแฟรนไชส์ โดยระบบสมาชิกจะไม่ต้องเสียค่าแฟรนไชส์ฟี ไม่มีค่าแรกเข้า ขอเพียงผู้สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกมีทำเลที่ดี และมีความพร้อมในการลงทุน ขณะที่บริษัทจะเป็นผู้สรรหาวัตถุดิบ เมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้
“ปัจจุบันร้านกาแฟมวลชนมีสาขากว่า 60 แห่ง ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีผู้สนใจอยากลงทุนขยายสาขาจำนวนมาก แต่บริษัทมองว่าเป้าหมายของการพัฒนาแบรนด์ร้านกาแฟมวลชน คือการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดกาแฟมีรายได้ที่ดี ขณะที่เจ้าของร้านกาแฟก็ได้วัตถุดิบที่คุณภาพดี ราคาคุ้มค่าในการนำมาจำหน่าย ทำให้สามารถค้าขายได้ดี มีรายได้ และกำไรเลี้ยงตัวเองได้ ดังนั้นบริษัทจึงไม่ได้มุ่งหวังกำไร แต่ต้องการเป็นโซ่ข้อกลางในการเชื่อมต่อระหว่างสังคมและชุมชน ทำให้ตัดตอนพ่อค้าคนกลางออกไป ราคาวัตถุดิบต่างๆ จะไม่สูง ราคาสินค้าก็ไม่แพงเกินไป”
ทั้งนี้มีผู้แสดงความสนใจเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทกว่า 300 ราย ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยเบื้องต้นต้องการขยายสาขาในทำเลที่สามารถเปิดให้บริการได้ 24 ชั่วโมง เช่น โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน ฯลฯ มีพื้นที่ตั้งแต่ 30 ตร.ม.ขึ้นไป ใช้เงินลงทุนประมาณ 3 แสนบาทต่อร้าน และหากมียอดขาย 80 แก้วแต่วัน ก็จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 2 ปี
อย่างไรก็ดี การแข่งขันในธุรกิจร้านกาแฟ ยังคงรุนแรงทั้งในระดับแมส และระดับพรีเมียม โดยพบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง “สตาร์บัคส์” ยังคงทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ และกระตุ้นให้ลูกค้าเลือกซื้อ โดยล่าสุดสตาร์บัคส์ เปิดให้บริการ Starbucks Reserve? Experience Store แห่งแรกในประเทศไทย ขึ้นที่ศูนย์การค้าเกษร โดยภายในร้านจะมีโซน Reserve Experience Bar ที่เปิดให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัสกาแฟรสเลิศ จากเครื่องชงกาแฟและคอฟฟี่มาสเตอร์ พร้อมกับเตรียมจัดอีเว้นท์ฉลองครบรอบ 18 ปีที่เปิดให้บริการในเมืองไทย
นอกจากกิจกรรมการตลาดที่แต่ละแบรนด์ต่างสรรหามาใช้เป็นกลยุทธ์ในการดึงลุกค้าแล้ว การขยายสาขาก็เป็นหัวใจสำคัญ พบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีร้านกาแฟเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิม อาทิ คอฟฟี่ เวิล์ด , ดีน แอนด์ เดลูก้า หรือแบรนด์น้องใหม่ อาทิ เซ็น มาร์ค คาเฟ่ เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
นายเสฏฐวุฒิ นิพลเวชไพบูลย์ ผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ “อินทนิล” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาร้านกาแฟโมเดลใหม่ สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับแมส เพื่อขยายฐานผู้บริโภคไปยังกลุ่มที่คำนึงถึงเรื่องราคาในการบริโภค อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มากขึ้น โดยเน้นขยายสาขาในเขตถนนและหัวเมืองรอง หรือในย่านสหกรณ์ชุมชนเพื่อรองรับความต้องการ จากปัจจุบันที่บริษัทมีโมเดลการขยายสาขาอยู่แล้ว 2 รูปแบบได้แก่ อินทนิลคอฟฟี่ เจาะตลาดระดับกลาง และ อินทนิลการ์เด้น เจาะตลาดระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมีราคาต่างกันตั้งแต่ 20-25 บาท
“การเจาะตลาดตามเซกเมนต์ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของเราจะอยู่ในปั๊มน้ำมัน ซึ่งผู้ที่เข้ามาใช้บริการมีความหลากหลาย ดังนั้นการเลือกโมเดลที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ”
ขณะที่แผนการขยายสาขาของบริษัทนับจากนี้ จะขยายสาขาร้านกาแฟอินทนิล 64 แห่ง แบ่งเป็นการขยายสาขาในรูปแบบอินทนิล คอฟฟี่ 34 แห่ง บนพื้นที่ 50 ตร.ม. ใช้งบประมาณการลงทุน 2-2.5 ล้านบาทต่อสาขา และอินทนิล การ์เด้น 30 แห่ง บนพื้นที่ 90 ตร.ม. ผ่านงบประมาณการลงทุน 3 -3.5 ล้านบาทต่อสาขา จากปัจจุบันที่มีสาขารวม 386 แห่ง แบ่งเป็นอินทนิล คอฟฟี่ 356 แห่ง และอินทนิล การ์เด้น 30 แห่ง คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมีสาขารวมทั้งหมด 450 แห่ง โดยจะให้ความสำคัญในการขยายควบคู่กับสถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นหลัก ขณะที่โลเคชั่นรองได้แก่ คอมมิวนิตี้มอลล์
“ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดกาแฟส่งผลต่อโลเคชั่น ทำให้การขยายสาขายากขึ้น แต่อินทนิลยังโฟกัสการขยายสาขาไปในโลเคชั่นหลัก ไปตามการขยายตัวของสถานีบริการน้ำมันบางจากอยู่ ซึ่งปีนี้บางจากมีแผนขยายสาขากว่า 60 สาขา นั่นแปลว่าเรามีโลเคชั่นหลักแล้ว”
นอกจากนี้ยังมีแผนขยายสาขาในรูปแบบอินทนิล ไดร์ฟทรู โดยจะเปิดให้บริการสาขาแรกในย่านศรีนครินทร์ บนพื้นที่ 100-200 ตร.ม. (เฉพาะพื้นที่ตัวอาคาร) โดยคาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนราว 5-6 ล้านบาทต่อสาขา ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาข้อสรุปเรื่องรูปแบบและการตกแต่ง คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาดจะให้ความสำคัญกับ 3 ส่วนหลักได้แก่ 1.ด้านโปรดักส์ที่หลากหลาย ทั้งเมนูเพื่อสุขภาพ เมนูสำหรับลูกค้าที่ไม่ดื่มกาแฟ 2. การให้ความสำคัญกับความเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นการใช้แก้วที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (BIO CUP) มากที่สุดในประเทศไทยถึง 1 ล้านใบในทุกสาขา ขณะที่คู่แข่งมีการใช้วัสดุธรรมชาติเพียง 5-6 สาขาเท่านั้น และ 3.การให้บริการที่แตกต่างเป็นที่น่าสนใจและจดจำ อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยที่ 15% ต่อปี ในขณะที่ภาพรวมตลาดกาแฟมีการเติบโตอยู่ที่ 7-10% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่มากกว่าตลาด
ด้านนายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร บริษัท อโรม่า กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิต จำหน่ายกาแฟ เครื่องชงกาแฟ ผู้บริหารร้านกาแฟชาวดอย และไนน์ตี้ โฟร์ คอฟฟี่ กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตกว่า 20% จากที่ตั้งเป้าไว้ 30% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ประกอบกับการที่แบรนด์คู่แข่งทั้งแบรนด์ขนาดใหญ่และเชนต่างชาติเข้ามารุกตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดกาแฟมีการแข่งขันสูงขึ้น
โดยในส่วนของบริษัทได้ทำการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ไนน์ตี้ โฟร์ คอฟฟี่ ( 94 Coffee) ใหม่โดยจะไม่เน้นการขยายสาขา แต่จะทำการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ทั้งในส่วนของคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ โลโก้ เป็นต้น ควบคู่กับการปรับรสชาติเบเกอรี่ภายในร้านเพิ่มเติม เพื่อเป็นการรองรับการแข่งขันในธุรกิจกาแฟตลาดบนที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งได้ทำการทยอยปรับไปแล้วทั้งสิ้น 2-3 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 10 แห่ง โดยวางเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ไว้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาหรือเติบโตขึ้น 1-2 เท่าตัว
“ที่ผ่านมาเราได้ทยอยปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ไนน์ตี้ โฟร์ฯ ไปบ้างแล้ว และได้ทำการปิดไปบางสาขาที่ยอดขายไม่ดี เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและส่งผลต่อยอดขาย”
ส่วนกาแฟชาวดอยนั้น บริษัทมีแผนขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 80 แห่ง โดยได้มีการขยายสาขาไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก 50 แห่ง อย่างไรก็ตามมองว่าโลเคชั่นที่เหมาะสมในการขยายสาขาร้านกาแฟในปัจจุบัน คือย่านคอมมิวนิตี้มอลในแต่ละชุมชนที่ยังมีโอกาสทางการเติบโตสูง และเหมาะสมกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ไม่ใช่แบรนด์ยักษ์ เนื่องจากเป็นการเลี่ยงแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ และมองว่าเป็นทำเลที่มีความต้องการและสามารถสร้างการเติบโตได้ดี
สำหรับเป้าหมายรายได้ในช่วง 7 ปี (แผนระยะยาวปี 2556-2563) คือการมีรายได้ที่ 5 พันล้านบาท เบื้องต้นในช่วง 3 ปีแรกจะมีรายได้ที่ 2.5 พันล้านบาท โดยวางเป้าหมายการเติบโตทั้งกรุ๊ปในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 30% จากปีที่ผ่านมา
ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด ผู้บริหารร้านกาแฟ “มวลชน” กล่าวว่า บริษัทเตรียมขยายสาขาร้านกาแฟมวลชนในระบบสมาชิก โดยจะเปิดสาขาต้นแบบขึ้นภายในศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ในช่วงไตรมาส 3 นี้ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะแตกต่างจากระบบแฟรนไชส์ โดยระบบสมาชิกจะไม่ต้องเสียค่าแฟรนไชส์ฟี ไม่มีค่าแรกเข้า ขอเพียงผู้สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกมีทำเลที่ดี และมีความพร้อมในการลงทุน ขณะที่บริษัทจะเป็นผู้สรรหาวัตถุดิบ เมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้
“ปัจจุบันร้านกาแฟมวลชนมีสาขากว่า 60 แห่ง ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีผู้สนใจอยากลงทุนขยายสาขาจำนวนมาก แต่บริษัทมองว่าเป้าหมายของการพัฒนาแบรนด์ร้านกาแฟมวลชน คือการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดกาแฟมีรายได้ที่ดี ขณะที่เจ้าของร้านกาแฟก็ได้วัตถุดิบที่คุณภาพดี ราคาคุ้มค่าในการนำมาจำหน่าย ทำให้สามารถค้าขายได้ดี มีรายได้ และกำไรเลี้ยงตัวเองได้ ดังนั้นบริษัทจึงไม่ได้มุ่งหวังกำไร แต่ต้องการเป็นโซ่ข้อกลางในการเชื่อมต่อระหว่างสังคมและชุมชน ทำให้ตัดตอนพ่อค้าคนกลางออกไป ราคาวัตถุดิบต่างๆ จะไม่สูง ราคาสินค้าก็ไม่แพงเกินไป”
ทั้งนี้มีผู้แสดงความสนใจเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทกว่า 300 ราย ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยเบื้องต้นต้องการขยายสาขาในทำเลที่สามารถเปิดให้บริการได้ 24 ชั่วโมง เช่น โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน ฯลฯ มีพื้นที่ตั้งแต่ 30 ตร.ม.ขึ้นไป ใช้เงินลงทุนประมาณ 3 แสนบาทต่อร้าน และหากมียอดขาย 80 แก้วแต่วัน ก็จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 2 ปี
อย่างไรก็ดี การแข่งขันในธุรกิจร้านกาแฟ ยังคงรุนแรงทั้งในระดับแมส และระดับพรีเมียม โดยพบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง “สตาร์บัคส์” ยังคงทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ และกระตุ้นให้ลูกค้าเลือกซื้อ โดยล่าสุดสตาร์บัคส์ เปิดให้บริการ Starbucks Reserve? Experience Store แห่งแรกในประเทศไทย ขึ้นที่ศูนย์การค้าเกษร โดยภายในร้านจะมีโซน Reserve Experience Bar ที่เปิดให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัสกาแฟรสเลิศ จากเครื่องชงกาแฟและคอฟฟี่มาสเตอร์ พร้อมกับเตรียมจัดอีเว้นท์ฉลองครบรอบ 18 ปีที่เปิดให้บริการในเมืองไทย
นอกจากกิจกรรมการตลาดที่แต่ละแบรนด์ต่างสรรหามาใช้เป็นกลยุทธ์ในการดึงลุกค้าแล้ว การขยายสาขาก็เป็นหัวใจสำคัญ พบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีร้านกาแฟเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิม อาทิ คอฟฟี่ เวิล์ด , ดีน แอนด์ เดลูก้า หรือแบรนด์น้องใหม่ อาทิ เซ็น มาร์ค คาเฟ่ เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






