thansettakij
thansettakij
ตลาดสร้างบ้านครึ่งหลังบูม รับอานิสงส์กฎหมายภาษีที่ดินฯ

ตลาดสร้างบ้านครึ่งหลังบูม รับอานิสงส์กฎหมายภาษีที่ดินฯ

15 ก.ค. 59 | 06:00 น.
รับสร้างบ้าน เชื่อกฏหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างช่วยกระตุ้นตลาด พีดีเฮ้าส์ เผยแผนครึ่งปีหลัง เตรียมรีโลเคชั่นสาขาเก่า หลังพบบางพื้นที่ตลาดอิ่มตัว พร้อมลดราคาบ้าน ตั้งเป้า Q3 กวาดยอดขาย 400 ล้านบาท ด้าน แลนดี้โฮม แนะปรับตัวในทุกด้านเพื่อความอยู่รอด

นายพิศาล ธรรมวิเศษ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ คอร์ปเรชั่น จำกัด หรือศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เผยว่า จากการที่รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2560 นั้น ประเด็นดังกล่าวมีผลด้านบวกต่อภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านมากกว่า โดยเฉพาะการเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าแบบอัตราก้าวหน้า ได้แก่ ปีที่ 1-3 อัตราเรียกเก็บภาษีสูงสุด 1%, ปีที่ 4-6 เรียกเก็บ 2% และปีที่ 7 เป็นต้นไป เรียกเก็บ 3%

หากปล่อยทิ้งไว้จนรกร้างว่าเปล่านาน 7 ปีขึ้นไป จะต้องเสียภาษีอัตราสูงสุด 3% หรือคิดเป็นเงิน 3 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับค่าภาษีที่สูงพอสมควร หากไม่นำที่ดินมาใช้ประโยชน์หรือปลูกสร้างบ้านเรือน นโยบายดังกล่าวของรัฐบาล จึงเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหรือเจ้าของที่ดินเปล่า ซึ่งมีให้เห็นอยู่ตามตรอกซอกซอยจำนวนมากในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง หันมาปลูกสร้างบ้านหรือใช้ประโยชน์กันมากขึ้น เพื่อจะไม่ต้องแบกรับภาษีตามกฏหมายฉบับใหม่ คาดว่าจะเริ่มส่งผลดีต่อตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ มีการปรับแผนการตลาดบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์แข่งขันที่เปลี่ยนไป โดยจะมีการรีโลเคชั่นหรือย้ายที่ตั้งสำนักงานสาขาเดิม ที่เห็นว่าพื้นที่นั้นๆ ตลาดเริ่มอิ่มตัวหรือมีการแข่งขันสูง หรือเป็นพื้นที่ที่มีสาขาตั้งอยู่ใกล้กันให้บริการได้อยู่แล้ว เช่น สาขาพระราม 2 ที่อยู่ใกล้กับสาขากาญจนาภิเษก (ตลิ่งชัน) รวมทั้งจะมีการขยับสาขาที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล ว่าด้วยการจัดเก็บภาษีบ้านหลังที่ 2 เพราะประเมินว่าในอนาคตตลาดรับสร้างบ้าน ในพื้นที่ดังกล่าวจะไม่เติบโตเหมือนที่ผ่านมา อาทิ สาขาปากช่อง (เขาใหญ่) ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมแผนรีไพร์ซหรือปรับราคาขายบ้านลง อันเป็นผลมาจากความสามารถในการบริหารต้นทุนได้ต่ำลง ทั้งในส่วนของต้นทุนวัสดุที่ใช้การรวมคำสั่งซื้อภายใต้ระบบแฟรนไชส์ และการนำระบบก่อสร้างและวัสดุสำเร็จรูปมาใช้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ลดระยะเวลาและทำให้ต้นทุนค่าก่อสร้างลดลง ทั้งนี้การปรับราคาบ้านลงจะไม่กระทบกำไรต่อหน่วย แต่ในมุมตรงข้ามกลับช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสอดคล้องกับสถานการณ์กำลังซื้อผู้บริโภคที่มีอยู่จำกัด

"ในปี 2559 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนแรกมียอดขายรวมประมาณ 620 ล้านบาท จากเป้าครึ่งปีตั้งไว้ 700 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 10% อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขยอดขายไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ แต่ไม่ถือว่าเลวร้ายมากนัก"

ด้าน นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนอย่างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่การจะอยู่ในธุรกิจรับสร้างบ้านในยุคปัจจุบันได้อย่างมั่นคงนั้น 'การปรับตัว' ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนตัวเชื่อว่าในอนาคตธุรกิจรับสร้างบ้านจะเป็นผู้ที่คัดกรองให้เหลือแต่ผู้เล่นตัวจริงของธุรกิจ"

Photo : Pixabay ภาพปกไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline