
สินค้าไทยกับรสนิยมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค
ถ้าจะพูดถึงงานแสดงสินค้าที่มีการจัดในต่างประเทศ Top Thai Brand 2016 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงศักยภาพ สร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคชาวต่างประเทศ ในตลาดอาเซียนและจีนตอนใต้ สำหรับโอกาสทางการค้าและเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าในตลาด ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างหน้าร้านให้กับผู้ประกอบการโดยการเข้ามาสัมผัสรสนิยมโดยตรงผ่านการจำหน่ายสินค้า และการนำเสนอสินค้าให้กับผู้บริโภคในตลาด เป็นจุดเริ่มต้นของการทำสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จัก สิ่งที่สำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบเมื่อต้องการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดผู้ประกอบการใน 3 ส่วน คือ
1.พฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนใหญ่นิยมสินค้าไทย และมีความคุ้นเคยในการใช้สินค้าไทย ต่างรับรู้ในรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและมีภาพลักษณ์เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ (แต่ราคาค่อนข้างสูง) แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคสินใจซื้อสินค้าและบริการในสภาวะปัจจุบัน คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า จึงให้ความสำคัญในเรื่องราคามากขึ้น ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งเสริมการตัดสินใจซื้อคือการส่งเสริมการขาย และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ขณะที่สินค้าบางประเภทจะมีการบอกต่อในกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ผู้บริโภคในตลาด สามารถแบ่งออกเป็น ผู้บริโภคในตลาดบน และตลาดล่าง โดยผู้บริโภคในตลาดบนนั้นจะเน้นคุณภาพของสินค้า และตลาดล่างจะเน้นที่ราคาของสินค้าเป็นหลัก และยอมใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงเสพสื่อ และกล้าเปิดรับกับสินค้า และผลิตภัณฑ์ ใหม่ๆที่มีความหลากหลายของสินค้ารวมถึงแบรนด์มากขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ รวมทั้งละครเกาหลี ได้เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น การพบเห็นการกินใช้จากการท่องเที่ยวในต่างประเทศ สื่อออนไลน์ ทำให้เกิดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากขึ้น รวมถึงการซื้อขายจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์นั้นก็มีแนวโน้มเติบโตด้วยเช่นกัน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป ซึ่งสินค้าไทยที่มีโอกาสเจาะตลาดกลุ่มนี้ ได้แก่ สินค้าที่อำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การสื่อสาร/โทรศัพท์ มือถือ สินค้ากลุ่มยานยนต์ รวมถึงสินค้ากลุ่มอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป และอาหารพร้อมปรุง เพื่อตอบสนองสังคมการทำงานนอกบ้านและความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ สินค้าเพื่อสุขภาพเป็นที่ต้องการของตลาดสูง
2.ช่องทางการจัดจำหน่าย และการกระจายสินค้าในตลาด โดยตัวแทนจำหน่าย (Sale Agent) หรือให้ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) เพื่อกระจายสินค้าไปตามกลุ่มลูกค้าจังหวัดต่างๆ ตัวแทนจำหน่าย จะนำสินค้าเข้ามายัง และกระจายสินค้าต่อไปให้ตัวแทนขาย (Dealer) ผู้ค้าส่ง (Wholesaler) ผู้ค้าปลีก (Retailer) หรือกระจายไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท ร้านโชห่วย หรือจะเป็นช่องทางตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ ห้างสรรพสินค้า โดยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ เหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกสินค้าไทย
3. แนวทางการเปิดตลาดสินค้าไทย เริ่มต้นด้วยการสร้างความรู้จักสินค้าไทย (Awareness) จนเกิดเป็นกระแส และการเข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละตลาดควรให้ความสำคัญกับภาษา เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ในแต่ละประเทศ ยังใช้ภาษาท้องถิ่นมากกว่าภาษาอังกฤษ การให้รายละเอียดทั้งตัวสินค้า แต่ทั้งนี้ควรรักษาชื่อผลิตภัณฑ์เป็นภาษาไทย เพราะผู้บริโภคยังฝังใจเชื่อมั่นในจุดนี้อยู่ โบรชัวร์สินค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนบอกเล่าเรื่องราวของสินค้าและความน่าสนใจ กับลูกค้าหรือคู่ค้า ข้อมูลผู้ผลิต สถานที่ผลิต เบอร์โทรติดต่อ อีเมล์และเว็บไซต์ เป็นต้น การมุ่งเน้นพัฒนาการขายสู่ออนไลน์ (E-Commerce) สิ่งสำคัญที่ยังคงทำให้สินค้าไทยเป็นสินค้าไทยในความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คือ การรักษาคุณภาพ และชื่อเสียงสินค้า จะช่วยรักษาตลาดให้เป็นของสินค้าไทยอย่างยั่งยืน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,173 วันที่ 10 - 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
1.พฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนใหญ่นิยมสินค้าไทย และมีความคุ้นเคยในการใช้สินค้าไทย ต่างรับรู้ในรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและมีภาพลักษณ์เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ (แต่ราคาค่อนข้างสูง) แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคสินใจซื้อสินค้าและบริการในสภาวะปัจจุบัน คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า จึงให้ความสำคัญในเรื่องราคามากขึ้น ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งเสริมการตัดสินใจซื้อคือการส่งเสริมการขาย และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ขณะที่สินค้าบางประเภทจะมีการบอกต่อในกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ผู้บริโภคในตลาด สามารถแบ่งออกเป็น ผู้บริโภคในตลาดบน และตลาดล่าง โดยผู้บริโภคในตลาดบนนั้นจะเน้นคุณภาพของสินค้า และตลาดล่างจะเน้นที่ราคาของสินค้าเป็นหลัก และยอมใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงเสพสื่อ และกล้าเปิดรับกับสินค้า และผลิตภัณฑ์ ใหม่ๆที่มีความหลากหลายของสินค้ารวมถึงแบรนด์มากขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ รวมทั้งละครเกาหลี ได้เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น การพบเห็นการกินใช้จากการท่องเที่ยวในต่างประเทศ สื่อออนไลน์ ทำให้เกิดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากขึ้น รวมถึงการซื้อขายจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์นั้นก็มีแนวโน้มเติบโตด้วยเช่นกัน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป ซึ่งสินค้าไทยที่มีโอกาสเจาะตลาดกลุ่มนี้ ได้แก่ สินค้าที่อำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การสื่อสาร/โทรศัพท์ มือถือ สินค้ากลุ่มยานยนต์ รวมถึงสินค้ากลุ่มอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป และอาหารพร้อมปรุง เพื่อตอบสนองสังคมการทำงานนอกบ้านและความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ สินค้าเพื่อสุขภาพเป็นที่ต้องการของตลาดสูง
2.ช่องทางการจัดจำหน่าย และการกระจายสินค้าในตลาด โดยตัวแทนจำหน่าย (Sale Agent) หรือให้ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) เพื่อกระจายสินค้าไปตามกลุ่มลูกค้าจังหวัดต่างๆ ตัวแทนจำหน่าย จะนำสินค้าเข้ามายัง และกระจายสินค้าต่อไปให้ตัวแทนขาย (Dealer) ผู้ค้าส่ง (Wholesaler) ผู้ค้าปลีก (Retailer) หรือกระจายไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท ร้านโชห่วย หรือจะเป็นช่องทางตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ ห้างสรรพสินค้า โดยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ เหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกสินค้าไทย
3. แนวทางการเปิดตลาดสินค้าไทย เริ่มต้นด้วยการสร้างความรู้จักสินค้าไทย (Awareness) จนเกิดเป็นกระแส และการเข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละตลาดควรให้ความสำคัญกับภาษา เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ในแต่ละประเทศ ยังใช้ภาษาท้องถิ่นมากกว่าภาษาอังกฤษ การให้รายละเอียดทั้งตัวสินค้า แต่ทั้งนี้ควรรักษาชื่อผลิตภัณฑ์เป็นภาษาไทย เพราะผู้บริโภคยังฝังใจเชื่อมั่นในจุดนี้อยู่ โบรชัวร์สินค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนบอกเล่าเรื่องราวของสินค้าและความน่าสนใจ กับลูกค้าหรือคู่ค้า ข้อมูลผู้ผลิต สถานที่ผลิต เบอร์โทรติดต่อ อีเมล์และเว็บไซต์ เป็นต้น การมุ่งเน้นพัฒนาการขายสู่ออนไลน์ (E-Commerce) สิ่งสำคัญที่ยังคงทำให้สินค้าไทยเป็นสินค้าไทยในความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คือ การรักษาคุณภาพ และชื่อเสียงสินค้า จะช่วยรักษาตลาดให้เป็นของสินค้าไทยอย่างยั่งยืน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,173 วันที่ 10 - 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






