thansettakij
thansettakij
โชว์บิซชูจุดต่างปั๊มเงิน ขนทัพซุป’ตาร์กระหน่ำคอนเสิร์ตรับโลว์ซีซัน

โชว์บิซชูจุดต่างปั๊มเงิน ขนทัพซุป’ตาร์กระหน่ำคอนเสิร์ตรับโลว์ซีซัน

11 ก.ค. 59 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 59 | 10:21 น.
จับตากลุ่มทุนธุรกิจโชว์บิซเร่งสปีดปั๊มรายได้ “ครีเอท” ฉีกตลาดส่งคอนเสิร์ตกลางสายฝน ไฮไลต์ช่วงโลว์ซีซัน พร้อมลดไซซ์ เพิ่มจำนวนจับกลุ่มผู้ชมเฉพาะ หวังดันรายได้ครึ่งหลัง 350-400 ล้านบาท คาดแนวเรโทร, EDM ยังแรง ด้าน “ที กรุ๊ป โฮลดิ้ง” ติดใจตลาดเอนเตอร์เทนเมนต์ จับมือทุนมาเลย์ เดินหน้าจัดไลฟ์โชว์“The Beatles” ในแดนเสือเหลือง เผยเตรียมเอาใจแฟนคลับจัดโปรโมชันผ่อนค่าตั๋ว 0% หลังพิษเศรษฐกิจทำกำลังซื้อซบ

นายญาณกร อภิราชกมล กรรมการบริหาร บริษัท ครีเอท อินเทลลิเจ้นซ์ จำกัด ผู้จัดงานโชว์บิซ และเอาท์ดอร์ เฟสติวัล เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การก้าวเข้าสู่เรด โอเชียนของธุรกิจโชว์บิซ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่าง และกระตุ้นให้กลับสู่โซนบลู โอเชียน โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทดำเนินการคือ การจัดงานเทศกาลคอนเสิร์ตในช่วงโลว์ซีซัน เช่น คอนเสิร์ตฤดูฝน โดยเลือกทำเลที่มีศักยภาพ เช่น เขาใหญ่ ฯลฯ จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเน้นการจัดคอนเสิร์ตช่วงไฮซีซัน ด้วยการจัดคอนเสิร์ตฤดูหนาว เป็นต้น ขณะเดียวกันจะเพิ่มจำนวนงานให้มากขึ้น และลดไซซ์ของงานให้เล็กลง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เฉพาะเป็นหลัก

โดยในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนจัดงานรวม 6 งาน ได้แก่ Season of Love Song Music Festival 6.1 "Singing in The Rain" เขาใหญ่ , ปรากฏการณ์เฉลียง , RAVE, Season of Love Song Music Festival 7 สวนผึ้ง ราชบุรี , Craft 'N Roll Carnival 2 กาญจนบุรี และ tentative โดยใช้งบในการจัดงานรวม 150 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวมกว่า 350-400 ล้านบาทลดลงจากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะมีรายได้ 500 ล้านบาท แต่บริษัทจะยังคงมีกำไรประมาณ 60-70 ล้านบาท

"บริษัทกำลังศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพื่อเตรียมขยายรูปแบบการจัดงานให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพราะคอนเสิร์ตจะไม่ใช่แค่เกิดขึ้นเพียงจากภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะเป็นโชว์รูปแบบต่างๆจากทั่วโลกเนื่องมากจากกระแสนิยมจากกลุ่มผู้ชมที่เพิ่มมากขึ้น"
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมโชว์บิซตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินต่างประเทศพบว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคและสปอนเซอร์ลดลง เนื่องจากปัจจัยจากสภาพเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนคอนเสิร์ตที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนยังมียอดจำหน่ายที่เติบโตได้ดี เนื่องจากผู้ชมส่วนใหญ่วางแผนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไว้แล้ว แม้เศรษฐกิจชะลอตัวก็ตาม
อย่างไรก็ดี ในครึ่งปีหลังเชื่อว่าทิศทางอุตสาหกรรมโชว์บิซจะดีขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งจะเห็นคอนเสิร์ตรูปแบบต่างๆ ใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น เช่น คอนเสิร์ตต่างประเทศ , คอนเสิร์ตไทย เรโทร หรือ คอนเสิร์ตแนว Electronic Dance Music (EDM) ที่ยังได้รับกระแสนิยมต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทคาดว่าในปีนี้จะมีโชว์บิซขนาดใหญ่โดยรวมกว่า 120 งานเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนที่มีอยู่ 100 งาน นอกจากนี้บริษัทวางแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ในปีหน้าด้วย

ด้านนางทักษญา ธีญานารถธนันชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที กรุ๊ป โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานโชว์บิซ และคอนเสิร์ต กล่าวว่า บริษัทเน้นขยายงานในกลุ่มเอนเตอร์เทนเมนต์มากขึ้น เพราะเชื่อว่าธุรกิจนี้ยังมีช่องว่างและโอกาสเติบโตได้อีกมากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมจัด 2 โชว์ ประกอบไปด้วย Let It Be A Celebration of the Music of The Beatles - Part II โดยบริษัทร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัท AC Entertainment ประเทศมาเลเซียในการจัดงานร่วมกัน โดยคอนเสิร์ตจะมีขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคมนี้ และ Make a wish KimKiBum Birthday party in Thailand 2016 ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้

"ปัจจุบันบริษัทประกอบธุรกิจ 3 ประเภท คือ 1. เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม 2. การส่งออก และ 3.ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ โดยขณะนี้ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ ถือเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลักให้กับกลุ่มโดยมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 50% ของรายได้ทั้งกรุ๊ปราว 220 ล้านบาท ขณะที่ในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนจัดโชว์บิซจำนวน 2 งาน โดยการจัดงานแต่ละครั้งจะใช้งบลงทุนเฉลี่ย 15-30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดการจัดงาน และคาดว่าจะสามารถทำรายได้รวมสิ้นปีนี้กว่า 120 ล้านบาทหรือมีกำไรต่องานราว 25-30%"
ทั้งนี้บริษัทมองว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาคนไทยค่อนข้างประสบปัญหาด้านกำลังซื้อ และได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจึงส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าครึ่งปีหลังแนวโน้มของภาพรวมเศรษฐกิจจะดีขึ้นอีกทั้งผู้บริโภคก็ยังต้องการความบันเทิงอยู่ดังนั้นบริษัทจึงได้เพิ่มช่องทางการซื้อ โดยทำโปรโมชั่นผ่อนจ่าย 0% เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้บริโภคให้สามารถซื้อบัตรได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกันธุรกิจโชว์บิซนับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายเพราะเป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจนี้ อย่างไรก็ตามแม้ในตลาดจะมีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากแต่บริษัทก็ไม่ได้กังวลมากนักเนื่องจากบริษัทมองว่าสิ่งสำคัญของธุรกิจนี้อยู่ที่ศิลปินที่จะมาโชว์ว่ามีความยากง่ายแค่ไหน ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับราคาที่จะไปประมูล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหลังจากมีผู้เล่นในกลุ่มนี้มากส่งผลให้ต้นทุนการประมูลของธุรกิจนี้สูงขึ้นไปกว่า 100-200% จนส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้านนี้แทบจะไม่มีกำไร อีกทั้งจำนวนโชว์บิซที่มีจำนวนมากขึ้นส่งผลให้สปอนเซอร์มีทางเลือกมากขึ้นและต้องเลือกใช้งบแต่ละคอนเสิร์ตให้คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมารายได้จากการขายบัตรส่วนใหญ่กว่า 70% และที่เหลือ 30% มาจากการสปอนเซอร์

ดังนั้นบริษัทจึงต้องสร้างจุดแข็งโดยไม่เน้นแค่เพียงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่อย่างเดียว แต่จะปรับให้มีรูปแบบโชว์ที่หลากหลาย เช่น โชว์วาไรตี คอนเสิร์ตขนาดเล็ก คอนเสิร์ตเคป็อป ยุโรป และศิลปินโลคัลของแต่ละพื้นที่ เป็นต้น อีกทั้งบริษัทไม่ได้มองการทำโชว์บิซแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังวางแผนขยายธุรกิจโชว์บิซไปยังตลาดต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายงานทั้งในรูปแบบงานโลคัล และต่างประเทศให้ครอบคลุมทั้งอาเซียนภายใน 3-5 ปีนี้ ขณะเดียวกันยังได้วางแผนขยายงานให้มีความหลากหลายรูปแบบ อาทิ สปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้บริษัทยังได้วางแผนขยายธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ต่อยอดไปสู่ธุรกิจการทำเมอร์ชันไดส์เพิ่มเนื่องจากบริษัทมองว่าปัจจุบันธุรกิจเมอร์ชันไดส์กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะเมอร์ชันไดส์ที่มาจากกลุ่มศิลปินเกาหลีที่ได้รับกระแสที่ดีต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ธุรกิจโชว์บิซเมืองไทยส่วนแบ่งตลาดหลักยังอยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ บริษัท เอไทม์ มีเดีย จำกัด ในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งแต่ละปีจัดโชว์เฉลี่ย 7-10 งาน โดยมีจุดเด่นที่มีคอนเซ็ปต์เฉพาะ ทำให้มีฐานผู้ชมที่เหนียวแน่น รวมทั้งมีแม็กเนตหลักคือศิลปินนักร้องระดับซูเปอร์สตาร์จาก GMM คอยซัพพอร์ต นอกจากนี้ยังมีบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด โดยนายวินิจ เลิศรัตนชัย เจ้าพ่อโปรเจ็กต์ผู้บุกเบิกคอนเสิร์ตเอาต์ดอร์ของเมืองไทยด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,173 วันที่ 10 - 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline