
หว่าน2แสนล้านอุ้มชาวนาปลูกข้าว59/60
4 กระทรวงใหญ่ แข่งอัดเม็ดเงินเกือบ 2 แสนล้าน เอาใจชาวนา หนุนเพิ่มศักยภาพผู้ปลูกข้าวปีผลิต 2559/60 มหาดไทยลั่นลดค่าเช่านารอบใหม่เป้า 5 ล้านไร่ ช่วยชาวนาประหยัดอีก 300 ล้าน คลังใจปํ้าเตรียมจ่ายช่วยปัจจัยการผลิตไร่ละ 1 พันไม่เกินรายละ 10 ไร่ วงในเผยต้องชงเข้าครม.ใหม่ หลังก.เกษตรฯ ไม่พอใจไม่ปรึกษา ด้านพาณิชย์ติดใจสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกดันราคา ขณะแปลงใหญ่ประชารัฐรุกคืบ
[caption id="attachment_68368" align="aligncenter" width="700"]
อัตราค่าเช่านารายภาค ณ ปัจจุบัน[/caption]
นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศได้มีคำสั่งให้ดำเนินนโยบายลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน เริ่มในปีการผลิต 2557/58 ทั้งการลดราคาปุ๋ยเคมี สารเคมี เมล็ดพันธุ์ ค่าบริการรถเกี่ยวข้าว และค่าเช่านา เป็นต้น กระทั่งถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงยึดถือนโยบายการลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกของ 4 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ คลัง และมหาดไทย ล่าสุดทั้ง 4 กระทรวงได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในปีการผลิต 2559/60 อย่างเป็นรูปธรรม
ลดค่าเช่ารอบที่แล้ว200บ./ไร่
นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้รับมอบหมายจากนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ข้อมูลกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ทางกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ดำเนินการช่วยเหลือชาวนาตามมาตรการลดต้นทุนการผลิตในฤดูการผลิตรอบนาปี (รอบแรก) 2559/60 โดยให้เป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมค่าเช่านาให้เป็นธรรม และเจรจาลดค่าเช่านาให้แก่เกษตรกร เพื่อตอบสนองมาตรการลดต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกร ดูแลให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม และได้รับความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้จากปีการผลิต 2557/58 ได้ดำเนินการให้อำเภอทั่วประเทศสำรวจอัตราค่าเช่านา และเรียกผู้เช่า และผู้ให้เช่ามาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับลดค่าเช่านาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยสามารถปรับลดค่าเช่าได้อย่างน้อยไร่ละ 200 บาท โดยอัตราค่าเช่าภาคกลางค่าเช่านาเดิมไร่ละ 1,000-2,000 บาท ลดเหลือ 1,000-1,500 บาท, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากเดิมไร่ละ 1,000-1,200 บาท ลดเหลือไร่ละ 800-1,200 บาท, ภาคเหนือจากเดิมไร่ละ 1,000-1,800 บาท ลดเหลือไร่ละ 800-1,200 บาท และภาคใต้จากเดิมไร่ละ 1,000 บาท ลดเหลือไร่ละ 800 บาท
รอบใหม่จ่อลดลงอีก
ส่วนมาตรการควบคุมค่าเช่านาในปีการผลิต 2559/60 เบื้องต้นยังใช้อัตราค่าเช่านาเดิม แต่ทางกระทรวงได้กำหนดแนวทางโดยจัดประชุมนายอำเภอและเกษตรอำเภอเพื่อทบทวนผลการดำเนินการควบคุมค่าเช่านาในฤดูการผลิตที่ผ่านมา หากพบในพื้นที่ใดยังมีการเรียกเก็บค่าเช่านาไม่เป็นไปตามอัตราค่าเช่านาที่คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมระดับตำบล(คชก.ตำบล) กำหนดให้จังหวัดกำหนดมาตรการควบคุมค่าเช่านาให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ให้เช่านาทุกราย โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ให้ติดป้ายค่าเช่าทุกตำบล
พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ คชก.ตำบล และชุดปฏิบัติการประจำตำบล(ชปต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์ชี้แจงแนวทางการควบคุมค่าเช่านาให้เกิดความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย พร้อมจัดทำป้ายแสดงอัตราค่าเช่านาประจำตำบล แสดงในพื้นที่ให้ประชาชนรับทราบอย่างน้อย 1 ป้าย
"ในจำนวนพื้นที่ลดค่าเช่านา 5 ล้านไร่ มีผู้เช่านา จำนวน 3.80 แสนราย ผู้ให้เช่านา จำนวน 4.11 แสนราย ซึ่งในปีการผลิต 2559/60 จะมีการเจรจาเพื่อลดค่าเช่านาลงอีกอย่างน้อยไร่ละ 200 บาท คาดว่าจะช่วยชาวนาลดค่าเช่านา ได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งการเจรจารอบนี้เป็นการขอความร่วมมือไม่ใช่การบังคับ จากที่ผ่านมาวิธีคิดค่าเช่านาในแต่ละท้องถิ่นจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ข้าวเป็นหลัก อยู่ในเขตหรือนอกเขตชลประทาน แต่ทั้งนี้อัตราค่าเช่าจะอยู่ภายใต้กระบวนการคิดเดียวกันคือ หักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนทำนา ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของผลผลิต และผลผลิตหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วให้กำหนดเป็นค่าเช่านาได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง"
นอกจากนี้กระทรวงยังมีอีกหนึ่งมาตรการที่จะช่วยชาวนาในปีการผลิต 2559/60 กล่าวคือ ในกรณีพื้นที่ทำนาได้รับผลกระทบจากอุทกภัยหรือน้ำท่วมขังเกิน 15 วัน หรือจังหวัดนั้นถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ จะได้รับการลดหรืองดค่าเช่านาให้แก่ผู้เช่านา
ก.คลังเตรียมแจกไร่ละพัน
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงคลัง เปิดเผยว่า ทางกระทรวงได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือชาวนาในปี การผลิต 2559/60 เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้ความเห็นชอบในเร็ว ๆ นี้(จากเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.59 มีกระแสข่าวทางกระทรวงนำเสนอมาตรการต่อครม.พิจารณา ซึ่งได้เห็นชอบในหลักการ แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ) โดยมี 3 มาตรการหลักวงเงินช่วยเหลือรวม 4.678 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยปีการผลิต 2559/60 จำนวน 3.7 ล้านราย จ่ายรายละไม่เกิน 10 ไร่ ไร่ละ 1 พันบาท กรอบวงเงิน 3.786 หมื่นล้านบาท
2.โครงการพักชำระต้นเงินและลดดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรรายย่อยลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ที่มีหนี้เงินกู้ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ไม่เกิน 5 แสนบาท ประมาณ 2 ล้านราย ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 24 เดือน ลดดอกเบี้ยให้ 3% โดย ธ.ก.ส. รับภาระ 1.5% รัฐชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.5% วงเงินงบประมาณ 5,400 ล้านบาท 2.โครงการอบรมความรู้เชิงปฎิบัติการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (ความรู้ทางการเงิน วิเคราะห์กระแสเงินสด บัญชีต้นทุน) ยกระดับการผลิต 3 แสนราย ปรับเปลี่ยนการผลิตใหม่ 1.50 หมื่นราย ขอสนับสนุนงบประมาณจากรัฐจำนวน 258 ล้านบาท
3.โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 เป้าหมายพื้นที่ 30 ล้านไร่ โดย ธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยลูกค้า ธ.ก.ส. เป็นเงิน 1,200 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายส่วนของรัฐ ค่าเบี้ย บวกค่าบริหารโครงการวงเงินงบประมาณ จำนวน 2,071 ล้านบาท ทั้งนี้การออกนโยบายดังกล่าวจะไม่ซ้ำซ้อนกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จ่อชงใหม่ให้ ครม.เห็นชอบ
แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวว่า มาตรการของกระทรวงการคลังข้างต้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. เนื่องจากครั้งที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่พอใจที่กระทรวงการคลัง ไม่ได้มีการหารืออะไรเลย เปรียบเสมือนโดนมัดมือชก แม้ว่า ครม.ได้ประชุมปรึกษา (วันที่ 21 มิ.ย.59) มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือแล้วจัดทำแผนปฎิบัติให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกต ในโครงการพักชำระหนี้ต้นเงินและลดดอกเบี้ยดังกล่าวอาจลดแรงจูงใจของเกษตรกรในการชำระคืน ส่งผลให้ระดับหนี้ครัวเรือนปรับเพิ่มสูงขึ้น
พณ.ติดใจจำนำยุ้งฉางดันราคา
ด้านกระทรวงพาณิชย์ (พณ.)ได้นำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 แก่ คณะรัฐมนตรี(ครม.) และได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย มาตรการดูแลเสถียรภาพราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ได้แก่ การให้สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) วงเงิน 1.250 หมื่นล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณ 406.25 ล้านบาท, การให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกปีการผลิต 2559/60 (ธ.ก.ส.) วงเงิน 2.373 หมื่นล้านบาท และวงเงินงบประมาณ 3,978.22 ล้านบาท และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกโดยกระทรวงพาณิชย์ วงเงินงบประมาณ 940 ล้านบาท
นอกจากนี้มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้ชาวนาให้เพียงพอและต้นทุนต่ำ ได้แก่โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายปลูกข้าว (ธ.ก.ส.) สำหรับเกษตรกรทุกรายที่กู้เงินในฤดูการผลิตใหม่ ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2559 โดยช่วยเหลือจากต้นเงินกู้ไม่เกิน 8 หมื่นบาทแรก ลดดอกเบี้ยให้ 3% เป็นเวลา 6 เดือน เกษตรกร 1.2 ล้านราย เงินกู้รวม 9.60 หมื่นล้าน และวงเงินงบประมาณชดเชย 1,440 ล้านบาท สรุปมาตรการในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะใช้วงเงินและกรอบวงเงินงบประมาณรวม 1.389 แสนล้านบาท
เกษตรลุยแปลงใหญ่กลุ่มละ5ล้าน
ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อ 31 พฤษภาคม 2559 มีโครงการสนับสนุนการเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีในแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ 23 จังหวัด 6.40 หมื่น ครัวเรือน พื้นที่ 6.4 แสนไร่ วงเงินงบประมาณ 206 ล้านบาท , โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายในฤดูนาปรังปี 2556 เกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา 60,000 ครัวเรือน พื้นที่ 3 แสนไร่ วงเงินงบประมาณ 648.24 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่ให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน วงเงินกู้กลุ่มละ 5 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.01% รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3.5% วงเงินงบประมาณ 74.55 ล้านบาท สรุปมาตรการของกระทรวงเกษตรฯจะใช้วงเงินงบประมาณรวม 928.79 ล้านบาท
"สรุปมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2559/60 ของ 3 กระทรวง(พาณิชย์ เกษตรฯ คลัง) จะใช้วงเงินงบประมาณและเงินอุดหนุนรวม 186,717 ล้านบาท ไม่นับรวมมาตรการลดค่าเช่าของระทรวงมหาดไทยที่คาดจะลดค่าเช่านาได้มากกว่า 300 ล้านบาท"
เริ่มแล้ว44 แปลงใหญ่ประชารัฐ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าจากที่ภาครัฐและเอกชนได้ผนึกกำลังเพื่อพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ในลักษระแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ล่าสุดสามารถดำเนินการแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ (เอกชน) ได้แล้วมีจำนวน 44 แปลง โดยมีพื้นที่ 6.78 หมื่น ไร่ เกษตรกร 5.11 พันราย รวม 11 สินค้า ได้แก่ ข้าว 13 แปลง มันสำปะหลัง 3 แปลง อ้อยโรงงาน 4 แปลง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 แปลง ผัก 8 แปลง ผลไม้ 1 แปลง สมุนไพร 1 แปลง หม่อนไหม 1 แปลง กุ้งขาว 6 แปลง โคเนื้อ/โคนม 1 แปลง และปลานิล 2 แปลง ส่วนแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล ได้แก่ 1. แปลงใหญ่ประชารัฐต้นแบบจังหวัดละ 1 แปลง 76 แปลง (ยกเว้น กทม.) และ 2. แปลงใหญ่ทั่วไป 392 แปลง จึงทำให้ภาพรวมทั้งหมด 512 แปลง จำนวน 31 สินค้า มีพื้นที่รวมในการบริหารจัดการร่วมกัน 1.34 ล้านไร่ เกษตรกรประมาณ 8.5 หมื่นครัวเรือน
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,172 วันที่ 7 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_68368" align="aligncenter" width="700"]
นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศได้มีคำสั่งให้ดำเนินนโยบายลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน เริ่มในปีการผลิต 2557/58 ทั้งการลดราคาปุ๋ยเคมี สารเคมี เมล็ดพันธุ์ ค่าบริการรถเกี่ยวข้าว และค่าเช่านา เป็นต้น กระทั่งถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงยึดถือนโยบายการลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกของ 4 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ คลัง และมหาดไทย ล่าสุดทั้ง 4 กระทรวงได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในปีการผลิต 2559/60 อย่างเป็นรูปธรรม
ลดค่าเช่ารอบที่แล้ว200บ./ไร่
นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้รับมอบหมายจากนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ข้อมูลกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ทางกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ดำเนินการช่วยเหลือชาวนาตามมาตรการลดต้นทุนการผลิตในฤดูการผลิตรอบนาปี (รอบแรก) 2559/60 โดยให้เป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมค่าเช่านาให้เป็นธรรม และเจรจาลดค่าเช่านาให้แก่เกษตรกร เพื่อตอบสนองมาตรการลดต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกร ดูแลให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม และได้รับความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้จากปีการผลิต 2557/58 ได้ดำเนินการให้อำเภอทั่วประเทศสำรวจอัตราค่าเช่านา และเรียกผู้เช่า และผู้ให้เช่ามาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับลดค่าเช่านาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยสามารถปรับลดค่าเช่าได้อย่างน้อยไร่ละ 200 บาท โดยอัตราค่าเช่าภาคกลางค่าเช่านาเดิมไร่ละ 1,000-2,000 บาท ลดเหลือ 1,000-1,500 บาท, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากเดิมไร่ละ 1,000-1,200 บาท ลดเหลือไร่ละ 800-1,200 บาท, ภาคเหนือจากเดิมไร่ละ 1,000-1,800 บาท ลดเหลือไร่ละ 800-1,200 บาท และภาคใต้จากเดิมไร่ละ 1,000 บาท ลดเหลือไร่ละ 800 บาท
รอบใหม่จ่อลดลงอีก
ส่วนมาตรการควบคุมค่าเช่านาในปีการผลิต 2559/60 เบื้องต้นยังใช้อัตราค่าเช่านาเดิม แต่ทางกระทรวงได้กำหนดแนวทางโดยจัดประชุมนายอำเภอและเกษตรอำเภอเพื่อทบทวนผลการดำเนินการควบคุมค่าเช่านาในฤดูการผลิตที่ผ่านมา หากพบในพื้นที่ใดยังมีการเรียกเก็บค่าเช่านาไม่เป็นไปตามอัตราค่าเช่านาที่คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมระดับตำบล(คชก.ตำบล) กำหนดให้จังหวัดกำหนดมาตรการควบคุมค่าเช่านาให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ให้เช่านาทุกราย โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ให้ติดป้ายค่าเช่าทุกตำบล
พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ คชก.ตำบล และชุดปฏิบัติการประจำตำบล(ชปต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์ชี้แจงแนวทางการควบคุมค่าเช่านาให้เกิดความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย พร้อมจัดทำป้ายแสดงอัตราค่าเช่านาประจำตำบล แสดงในพื้นที่ให้ประชาชนรับทราบอย่างน้อย 1 ป้าย
"ในจำนวนพื้นที่ลดค่าเช่านา 5 ล้านไร่ มีผู้เช่านา จำนวน 3.80 แสนราย ผู้ให้เช่านา จำนวน 4.11 แสนราย ซึ่งในปีการผลิต 2559/60 จะมีการเจรจาเพื่อลดค่าเช่านาลงอีกอย่างน้อยไร่ละ 200 บาท คาดว่าจะช่วยชาวนาลดค่าเช่านา ได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งการเจรจารอบนี้เป็นการขอความร่วมมือไม่ใช่การบังคับ จากที่ผ่านมาวิธีคิดค่าเช่านาในแต่ละท้องถิ่นจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ข้าวเป็นหลัก อยู่ในเขตหรือนอกเขตชลประทาน แต่ทั้งนี้อัตราค่าเช่าจะอยู่ภายใต้กระบวนการคิดเดียวกันคือ หักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนทำนา ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของผลผลิต และผลผลิตหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วให้กำหนดเป็นค่าเช่านาได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง"
นอกจากนี้กระทรวงยังมีอีกหนึ่งมาตรการที่จะช่วยชาวนาในปีการผลิต 2559/60 กล่าวคือ ในกรณีพื้นที่ทำนาได้รับผลกระทบจากอุทกภัยหรือน้ำท่วมขังเกิน 15 วัน หรือจังหวัดนั้นถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ จะได้รับการลดหรืองดค่าเช่านาให้แก่ผู้เช่านา
ก.คลังเตรียมแจกไร่ละพัน
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงคลัง เปิดเผยว่า ทางกระทรวงได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือชาวนาในปี การผลิต 2559/60 เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้ความเห็นชอบในเร็ว ๆ นี้(จากเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.59 มีกระแสข่าวทางกระทรวงนำเสนอมาตรการต่อครม.พิจารณา ซึ่งได้เห็นชอบในหลักการ แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ) โดยมี 3 มาตรการหลักวงเงินช่วยเหลือรวม 4.678 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยปีการผลิต 2559/60 จำนวน 3.7 ล้านราย จ่ายรายละไม่เกิน 10 ไร่ ไร่ละ 1 พันบาท กรอบวงเงิน 3.786 หมื่นล้านบาท
2.โครงการพักชำระต้นเงินและลดดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรรายย่อยลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ที่มีหนี้เงินกู้ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ไม่เกิน 5 แสนบาท ประมาณ 2 ล้านราย ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 24 เดือน ลดดอกเบี้ยให้ 3% โดย ธ.ก.ส. รับภาระ 1.5% รัฐชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.5% วงเงินงบประมาณ 5,400 ล้านบาท 2.โครงการอบรมความรู้เชิงปฎิบัติการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (ความรู้ทางการเงิน วิเคราะห์กระแสเงินสด บัญชีต้นทุน) ยกระดับการผลิต 3 แสนราย ปรับเปลี่ยนการผลิตใหม่ 1.50 หมื่นราย ขอสนับสนุนงบประมาณจากรัฐจำนวน 258 ล้านบาท
3.โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 เป้าหมายพื้นที่ 30 ล้านไร่ โดย ธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยลูกค้า ธ.ก.ส. เป็นเงิน 1,200 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายส่วนของรัฐ ค่าเบี้ย บวกค่าบริหารโครงการวงเงินงบประมาณ จำนวน 2,071 ล้านบาท ทั้งนี้การออกนโยบายดังกล่าวจะไม่ซ้ำซ้อนกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จ่อชงใหม่ให้ ครม.เห็นชอบ
แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวว่า มาตรการของกระทรวงการคลังข้างต้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. เนื่องจากครั้งที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่พอใจที่กระทรวงการคลัง ไม่ได้มีการหารืออะไรเลย เปรียบเสมือนโดนมัดมือชก แม้ว่า ครม.ได้ประชุมปรึกษา (วันที่ 21 มิ.ย.59) มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือแล้วจัดทำแผนปฎิบัติให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกต ในโครงการพักชำระหนี้ต้นเงินและลดดอกเบี้ยดังกล่าวอาจลดแรงจูงใจของเกษตรกรในการชำระคืน ส่งผลให้ระดับหนี้ครัวเรือนปรับเพิ่มสูงขึ้น
พณ.ติดใจจำนำยุ้งฉางดันราคา
ด้านกระทรวงพาณิชย์ (พณ.)ได้นำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 แก่ คณะรัฐมนตรี(ครม.) และได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย มาตรการดูแลเสถียรภาพราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ได้แก่ การให้สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) วงเงิน 1.250 หมื่นล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณ 406.25 ล้านบาท, การให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกปีการผลิต 2559/60 (ธ.ก.ส.) วงเงิน 2.373 หมื่นล้านบาท และวงเงินงบประมาณ 3,978.22 ล้านบาท และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกโดยกระทรวงพาณิชย์ วงเงินงบประมาณ 940 ล้านบาท
นอกจากนี้มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้ชาวนาให้เพียงพอและต้นทุนต่ำ ได้แก่โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายปลูกข้าว (ธ.ก.ส.) สำหรับเกษตรกรทุกรายที่กู้เงินในฤดูการผลิตใหม่ ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2559 โดยช่วยเหลือจากต้นเงินกู้ไม่เกิน 8 หมื่นบาทแรก ลดดอกเบี้ยให้ 3% เป็นเวลา 6 เดือน เกษตรกร 1.2 ล้านราย เงินกู้รวม 9.60 หมื่นล้าน และวงเงินงบประมาณชดเชย 1,440 ล้านบาท สรุปมาตรการในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะใช้วงเงินและกรอบวงเงินงบประมาณรวม 1.389 แสนล้านบาท
เกษตรลุยแปลงใหญ่กลุ่มละ5ล้าน
ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อ 31 พฤษภาคม 2559 มีโครงการสนับสนุนการเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีในแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ 23 จังหวัด 6.40 หมื่น ครัวเรือน พื้นที่ 6.4 แสนไร่ วงเงินงบประมาณ 206 ล้านบาท , โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายในฤดูนาปรังปี 2556 เกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา 60,000 ครัวเรือน พื้นที่ 3 แสนไร่ วงเงินงบประมาณ 648.24 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่ให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน วงเงินกู้กลุ่มละ 5 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.01% รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3.5% วงเงินงบประมาณ 74.55 ล้านบาท สรุปมาตรการของกระทรวงเกษตรฯจะใช้วงเงินงบประมาณรวม 928.79 ล้านบาท
"สรุปมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2559/60 ของ 3 กระทรวง(พาณิชย์ เกษตรฯ คลัง) จะใช้วงเงินงบประมาณและเงินอุดหนุนรวม 186,717 ล้านบาท ไม่นับรวมมาตรการลดค่าเช่าของระทรวงมหาดไทยที่คาดจะลดค่าเช่านาได้มากกว่า 300 ล้านบาท"
เริ่มแล้ว44 แปลงใหญ่ประชารัฐ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าจากที่ภาครัฐและเอกชนได้ผนึกกำลังเพื่อพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ในลักษระแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ล่าสุดสามารถดำเนินการแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ (เอกชน) ได้แล้วมีจำนวน 44 แปลง โดยมีพื้นที่ 6.78 หมื่น ไร่ เกษตรกร 5.11 พันราย รวม 11 สินค้า ได้แก่ ข้าว 13 แปลง มันสำปะหลัง 3 แปลง อ้อยโรงงาน 4 แปลง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 แปลง ผัก 8 แปลง ผลไม้ 1 แปลง สมุนไพร 1 แปลง หม่อนไหม 1 แปลง กุ้งขาว 6 แปลง โคเนื้อ/โคนม 1 แปลง และปลานิล 2 แปลง ส่วนแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล ได้แก่ 1. แปลงใหญ่ประชารัฐต้นแบบจังหวัดละ 1 แปลง 76 แปลง (ยกเว้น กทม.) และ 2. แปลงใหญ่ทั่วไป 392 แปลง จึงทำให้ภาพรวมทั้งหมด 512 แปลง จำนวน 31 สินค้า มีพื้นที่รวมในการบริหารจัดการร่วมกัน 1.34 ล้านไร่ เกษตรกรประมาณ 8.5 หมื่นครัวเรือน
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,172 วันที่ 7 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






