
“อภัยภูเบศร”เปิดคลังยาป่าเต็งรัง สู่งานพืชสวนโลกอุดรฯ สร้างเศรษฐกิจชุมชน
อภัยภูเบศรผนึก ส.ป.ก. เปิด “คลังยาป่าเต็งรัง” สู่พืชสวนโลกอุดรธานี สืบสานภูมิปัญญาหมอยาอีสาน ต่อยอดสมุนไพรสร้างเศรษฐกิจชุมชน
KEY
POINTS
- อภัยภูเบศร ร่วมกับ ส.ป.ก. และเครือข่ายเกษตรกร จัดนิทรรศการในงานพืชสวนโลกอุดรธานี โดยชู "ป่าเต็งรัง" เป็นคลังยาสมุนไพรสำคัญของภาคอีสาน
- มุ่งต่อยอดภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร
- ถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้สมุนไพรและวิถีสุขภาพผ่านนิทรรศการ “ตั้งแต่เกิดจนตาย” เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจฐานราก
- ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ได้ที่ “เฮือนเกย” โซนหมู่บ้านอีสาน ภายในงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570
“อภัยภูเบศร”ผนึกกำลัง ส.ป.ก. และเครือข่ายปราชญ์เกษตรกว่า 11 เครือข่าย นำภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านอีสานเปิดนิทรรศการ “ตั้งแต่เกิดจนตาย” ในงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี ชูป่าเต็งรังเป็นคลังสมุนไพรสำคัญของภาคอีสาน ถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้พืชสมุนไพร อาหารพื้นถิ่น และวิถีสุขภาพ พร้อมต่อยอดงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่มาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับเศรษฐกิจฐานรากตลอด 134 วันของการจัดงาน
มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ จับมือสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และเครือข่ายปราชญ์เกษตร ส.ป.ก. นำองค์ความรู้ด้านสมุนไพร อาหารพื้นถิ่น และภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านภาคอีสาน ร่วมจัดแสดงในมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี เปิดพื้นที่เรียนรู้วิถีสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านนิทรรศการ “ตั้งแต่เกิดจนตาย” ณ เฮือนเกย โซนหมู่บ้านอีสาน ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
การเข้าร่วมงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าของทรัพยากรสมุนไพรท้องถิ่น โดยเฉพาะป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นแหล่งกำเนิดพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดที่คนในชุมชนใช้ประโยชน์สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ตลอดจนสะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของคนอีสานไม่ได้แยกขาดจากธรรมชาติ แต่มีความเชื่อมโยงกับป่า อาหาร วิถีชีวิต และองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวว่า การนำองค์ความรู้หมอยาพื้นบ้านมาจัดแสดงในงานพืชสวนโลก เป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้เข้าใจถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน รวมถึงเห็นความสำคัญของป่าเต็งรังที่เป็นแหล่งทรัพยากรสมุนไพรและฐานความรู้ในการดูแลสุขภาพของชุมชน
แม้หลายคนอาจมองว่าป่าเต็งรังเป็นป่าแห้งแล้ง มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่น แต่ในความเป็นจริง ป่าประเภทนี้กลับอุดมไปด้วยพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ทั้งการนำมาใช้เป็นอาหาร เครื่องดื่ม และส่วนประกอบในการดูแลสุขภาพ จึงเปรียบเสมือน “คลังยาธรรมชาติ” ของคนอีสานที่ควรได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาต่อยอดอย่างจริงจัง
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงความรู้ในอดีต แต่ควรนำมาศึกษาวิจัย ตรวจสอบคุณภาพ และพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน เพื่อสร้างโอกาสให้สมุนไพรพื้นบ้านสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้
นิทรรศการ “ตั้งแต่เกิดจนตาย” จึงออกแบบให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสมุนไพรกับการดำรงชีวิตของคนอีสาน ตั้งแต่การใช้พืชท้องถิ่นเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงการนำสมุนไพรมาใช้ดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการนำเสนอระบบนิเวศของป่าเต็งรัง องค์ความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผลงานวิจัย และแนวทางพัฒนาคุณภาพสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ ยังมุ่งให้เห็นกระบวนการต่อยอดทรัพยากรจากธรรมชาติสู่การใช้ประโยชน์ในสังคมสมัยใหม่ ตั้งแต่การรักษาแหล่งพันธุ์พืช การพัฒนาวัตถุดิบ การศึกษาวิจัย ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและไม่ทำลายระบบนิเวศที่เป็นต้นกำเนิดของสมุนไพร
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ยังเน้นย้ำว่า การส่งเสริมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ การสร้างมาตรฐาน การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เพราะหากต้องการรักษาภูมิปัญญาสมุนไพรให้คงอยู่ ก็จำเป็นต้องรักษาพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพืชสมุนไพรเหล่านั้นไว้ด้วย
“หากเราต้องการรักษาภูมิปัญญาสมุนไพรให้คงอยู่ เราต้องมีบ้านให้สมุนไพรอยู่ บ้านของสมุนไพรก็คือป่า เมื่อป่ายังคงอยู่ ต้นไม้ต้นยาก็ยังอยู่ ภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านก็มีโอกาสสืบทอดต่อไปได้”
ส.ป.ก.ดันสมุนไพรอีสาน เพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกร
ด้าน นายกฤษณะ ดีปาละ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ส.ป.ก. และเครือข่ายปราชญ์เกษตรในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการนำศักยภาพของสมุนไพรภาคอีสานและองค์ความรู้ของเกษตรกรออกเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เรียนรู้ทรัพยากรในท้องถิ่นและเห็นโอกาสในการนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ
การส่งเสริมสมุนไพรไทยไม่ใช่เพียงการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรเท่านั้น แต่ต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้มีองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาพื้นบ้าน นักวิจัย และภาคการตลาด เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยเครือข่ายเกษตรกรและปราชญ์ท้องถิ่นถือเป็นกำลังสำคัญในการรักษาองค์ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น
ภายในพื้นที่จัดแสดงมีเครือข่ายปราชญ์เกษตร ส.ป.ก. เข้าร่วมมากกว่า 11 เครือข่าย นำองค์ความรู้ ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ชุมชนมาจัดแสดง สาธิต และจำหน่าย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสทั้งเรื่องราวของภูมิปัญญาท้องถิ่นและศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด
ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงมีความหลากหลาย ทั้งผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผ้าทอพื้นเมือง อาหารพื้นถิ่น เครื่องดื่มจากผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงเมนูอาหารสร้างสรรค์ที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ เช่น พิซซ่าจากมันพื้นบ้าน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรผ่านการแปรรูปและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
กิจกรรมภายในพื้นที่จะหมุนเวียนจัดตลอดระยะเวลา 134 วันของการจัดงาน เปิดโอกาสให้เครือข่ายเกษตรกรและชุมชนได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงกระบวนการผลิตเข้ากับช่องทางตลาด และสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคได้พบปะพูดคุยกับผู้ผลิตโดยตรง ทำให้เข้าใจที่มาของสินค้า ตลอดจนเห็นคุณค่าของแรงงานและภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด
ส.ป.ก.มุ่งพัฒนาสมุนไพรครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า สมุนไพรเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้แม้ใช้พื้นที่เพาะปลูกไม่มาก แต่การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสมุนไพรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ส.ป.ก. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมุนไพรแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ การพัฒนากระบวนการแปรรูป การสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อให้ผลผลิตจากเกษตรกรสามารถยกระดับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นและแข่งขันได้
แนวทางดังกล่าวยังมุ่งให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยให้เกษตรกรเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การผลิต ไม่ใช่เพียงผู้ปลูกวัตถุดิบ แต่สามารถพัฒนาตนเองไปสู่การแปรรูปและสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ของชุมชน เพื่อให้รายได้และผลประโยชน์กลับคืนสู่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
การนำสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจัดแสดงในงานพืชสวนโลก จึงเป็นอีกช่องทางในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของเกษตรกรไทย เปิดโอกาสให้สินค้าและภูมิปัญญาชุมชนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันพัฒนาสมุนไพรไทยให้เป็นทั้งทรัพยากรด้านสุขภาพและพืชเศรษฐกิจที่สร้างความมั่นคงให้ชุมชน
ชวนเยาวชนเรียนรู้ภูมิปัญญาหมอยาอีสาน
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวเชิญชวนเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ครอบครัว และประชาชนทั่วไป เข้าชมนิทรรศการ เพื่อเรียนรู้ความหลากหลายของสมุนไพรอีสาน ทำความเข้าใจวิถีการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของบรรพบุรุษ และเห็นความเชื่อมโยงระหว่างป่า อาหาร และสุขภาพ ตลอดจนค้นพบแนวทางนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาศึกษาและพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน
การเรียนรู้เรื่องสมุนไพรจึงไม่ใช่เพียงการจดจำชื่อพืชหรือสรรพคุณตามตำรับพื้นบ้าน แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของระบบนิเวศ การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของป่าในฐานะแหล่งกำเนิดทั้งอาหาร ยา และองค์ความรู้ที่มีความสำคัญต่อชุมชน
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการอภัยภูเบศรและเครือข่าย ส.ป.ก. ได้ที่ “เฮือนเกย” โซนหมู่บ้านอีสาน ภายในงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 เวลา 08.00–20.00 น. โดยภายในงานยังมีสวนจากนานาชาติ 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ รวมถึงกิจกรรมจากเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศให้ประชาชนได้ร่วมเรียนรู้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน






