
ธุรกิจโอนเงินเข้า-ออกพุ่งไม่หยุด ไทยโตก้าวกระโดดปีละ 22-25%
"เอ็กซ์เพรส มันนี่" มองธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศทั่วโลกขยายตัวสูงมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เผยในไทยยังโตสูงจากมูลค่ารวม 3 พันล้านดอลลาร์ทั้งขารับ-ขาส่ง/อยู่ระหว่างหารือพันธมิตรขยายตลาดเพิ่ม เชื่ออัตราเติบโต 22- 25% ต่อปี /จับตาแรงงานเมียนมาโอนเงินกลับบ้านพุ่ง- มั่นใจเรตค่าธรรมเนียมต่ำแค่ 2% ดันธุรกรรม-ขึ้นแท่นที่ 2 ได้แน่
[caption id="attachment_67577" align="aligncenter" width="700"]
เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน ปี 2559[/caption]
นายสุเดช คีรียาน ประธาน บริษัท เอ็กซ์เพรสมันนี่ เซอร์วิส จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดบริการโอนเงินระหว่างประเทศยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นมีอัตราการเติบโต เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงมีการส่งเงินกลับสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยตัวเลขมูลค่าการโอนเงินระหว่างประเทศทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอันดับแรก จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่มียอดโอนรวมอยู่ที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รองลงมา ซาอุดีอาระเบียมูลค่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเห็นว่าอัตราการขยายตัวของธุรกิจการโอนเงินระหว่างประเทศยังคงขยายตัวทุกปี แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น วิกฤติการเงิน (Crisis) ของสหรัฐฯ แต่พบว่ายอดการโอนเงินยังคงขยายตัวได้ สำหรับประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีอัตราการรับเงิน-โอนเงินค่อนข้างสูง โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคิดเป็นการส่งเงินออกนอกประเทศจำนวน 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี เป็นการส่งเงินกลับประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ เป็นต้น ส่วนธุรกรรมการโอนเงินเข้าประเทศไทยพบว่ามาจากไต้หวันในอัตราที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากแรงงานชาวไทยไปทำงานในไต้หวันจำนวนสูงถึง 3 หมื่นคน ถือว่าค่อนข้างสูง เช่นเดียวกับประเทศ ยุโรป อังกฤษ เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลียที่มีการส่งเงินกลับประเทศ อย่างไรก็ดี เส้นทางการส่งเงินกลับประเทศที่น่าสนใจ และมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างเร็ว จะเป็นประเทศเมียนมา ที่มีแรงงานเข้ามาทำงานในไทยค่อนข้างมาก และโอนเงินกลับประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น
ขณะที่กลยุทธ์ใน บริษัทอยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตรขยายความร่วมมือ เพื่อขยายพื้นที่ในการรับส่งเงิน-โอนเงินให้เพิ่มมากขึ้น หลังจากบริษัทมีพันธมิตรธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียว แต่การเจรจาอาจจะต้องใช้เวลา เนื่องจากพันธมิตรจะต้องรอให้หมดสัญญากับพันธมิตรรายเดิมก่อน ซึ่งการเพิ่มพันธมิตรจะช่วยทำให้เครือข่ายของบริษัทสามารถขยายตัวได้ถึง 3 เท่า ซึ่งไทยบริษัทหวังว่าจะเพิ่มธุรกรรมการรับส่งเงินในประเทศขยายตัวมากขึ้น ซึ่งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 22-25% ซึ่งหากสามารถขยายพันธมิตรเพิ่มขึ้นจะทำให้การเติบโตจะสูงขึ้นตามลำดับ
"เราต้องการเปิดพื้นที่เครือข่ายทั้งขารับและขาส่งมากขึ้น ซึ่งตลาดในไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนเมียนมาถือเป็นตลาดที่น่าสนใจหากดูจากปริมาณธุรกรรม และเชื่อว่าไทยยังเป็นประเทศที่ดึงดูดแรงงานอยู่ เพราะกำลังอยู่ในช่วงสร้างโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งยังต้องการแรงงานจำนวนมาก จึงไม่น่ามีปัญหาหากแรงงานเมียนมาจะกลับประเทศ เพราะจะมีแรงงานใหม่เข้ามาแทน อย่างไรก็ดี ภายในเร็วๆ นี้ ในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้าเราจะเปิดสาขาที่สปป.ลาว และอีก 6 เดือนจะเข้าไปเปิดสาขาที่ไต้หวัน ทั้งนี้ จากแนวโน้มและทิศทางกลยุทธ์บริษัทเชื่อว่าจะสามารถขึ้นเป็นอันดับ 2 ของบริการโอนเงินระหว่างประเทศได้ จากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก ด้วยเครือข่ายตัวแทน 1.8 แสนราย ใน 160 ประเทศ"
ทั้งนี้ กลยุทธ์เพื่อขยายโอกาสการเติบโตของธุรกิจ บริษัทจะต้องขยายการเชื่อมโยงธุรกรรมรับเงิน-โอนเงิน ทั้งขาเข้าและขาออกให้มีการเชื่อมต่อให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้จุดแข็งในเรื่องของอัตราค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 2% จากทั้งระบบส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียมในอัตราสูงเฉลี่ย 7.53% ซึ่งสาเหตุที่ทำให้บริษัทคิดอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำเป็นผลมาจากในช่วงเริ่มทำธุรกิจ พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่โอนเงินจะเป็นคนทำงานในต่างแดนที่มีอัตราเงินเดือนค่อนข้างน้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 325 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน และในจำนวนดังกล่าวประมาณ 80% เป็นการส่งเงินกลับให้ครอบครัวบริษัทจึงไม่ควรคิดค่าธรรมเนียมที่สูง ส่วนโปรโมชัน จะเห็นว่าบริษัทมีการทำโปรโมชันที่เรียกว่า Single Promotion หรือโปรโมชันที่ใช้ได้ทั่วโลกกับโปรโมชันเฉพาะเจาะจงบางประเทศ เช่น โปรโมชัน Back to School ที่ทำเฉพาะของประเทศฟิลิปปินส์ เท่านั้น อย่าไรก็ดี ลูกค้าที่ทำธุรกรรมส่งเงิน-โอนเงินจะสามารถรับคะแนนสะสมเพื่อนำคะแนนดังกล่าวมาเป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_67577" align="aligncenter" width="700"]
นายสุเดช คีรียาน ประธาน บริษัท เอ็กซ์เพรสมันนี่ เซอร์วิส จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดบริการโอนเงินระหว่างประเทศยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นมีอัตราการเติบโต เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงมีการส่งเงินกลับสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยตัวเลขมูลค่าการโอนเงินระหว่างประเทศทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอันดับแรก จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่มียอดโอนรวมอยู่ที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รองลงมา ซาอุดีอาระเบียมูลค่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเห็นว่าอัตราการขยายตัวของธุรกิจการโอนเงินระหว่างประเทศยังคงขยายตัวทุกปี แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น วิกฤติการเงิน (Crisis) ของสหรัฐฯ แต่พบว่ายอดการโอนเงินยังคงขยายตัวได้ สำหรับประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีอัตราการรับเงิน-โอนเงินค่อนข้างสูง โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคิดเป็นการส่งเงินออกนอกประเทศจำนวน 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี เป็นการส่งเงินกลับประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ เป็นต้น ส่วนธุรกรรมการโอนเงินเข้าประเทศไทยพบว่ามาจากไต้หวันในอัตราที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากแรงงานชาวไทยไปทำงานในไต้หวันจำนวนสูงถึง 3 หมื่นคน ถือว่าค่อนข้างสูง เช่นเดียวกับประเทศ ยุโรป อังกฤษ เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลียที่มีการส่งเงินกลับประเทศ อย่างไรก็ดี เส้นทางการส่งเงินกลับประเทศที่น่าสนใจ และมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างเร็ว จะเป็นประเทศเมียนมา ที่มีแรงงานเข้ามาทำงานในไทยค่อนข้างมาก และโอนเงินกลับประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น
ขณะที่กลยุทธ์ใน บริษัทอยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตรขยายความร่วมมือ เพื่อขยายพื้นที่ในการรับส่งเงิน-โอนเงินให้เพิ่มมากขึ้น หลังจากบริษัทมีพันธมิตรธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียว แต่การเจรจาอาจจะต้องใช้เวลา เนื่องจากพันธมิตรจะต้องรอให้หมดสัญญากับพันธมิตรรายเดิมก่อน ซึ่งการเพิ่มพันธมิตรจะช่วยทำให้เครือข่ายของบริษัทสามารถขยายตัวได้ถึง 3 เท่า ซึ่งไทยบริษัทหวังว่าจะเพิ่มธุรกรรมการรับส่งเงินในประเทศขยายตัวมากขึ้น ซึ่งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 22-25% ซึ่งหากสามารถขยายพันธมิตรเพิ่มขึ้นจะทำให้การเติบโตจะสูงขึ้นตามลำดับ
"เราต้องการเปิดพื้นที่เครือข่ายทั้งขารับและขาส่งมากขึ้น ซึ่งตลาดในไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนเมียนมาถือเป็นตลาดที่น่าสนใจหากดูจากปริมาณธุรกรรม และเชื่อว่าไทยยังเป็นประเทศที่ดึงดูดแรงงานอยู่ เพราะกำลังอยู่ในช่วงสร้างโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งยังต้องการแรงงานจำนวนมาก จึงไม่น่ามีปัญหาหากแรงงานเมียนมาจะกลับประเทศ เพราะจะมีแรงงานใหม่เข้ามาแทน อย่างไรก็ดี ภายในเร็วๆ นี้ ในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้าเราจะเปิดสาขาที่สปป.ลาว และอีก 6 เดือนจะเข้าไปเปิดสาขาที่ไต้หวัน ทั้งนี้ จากแนวโน้มและทิศทางกลยุทธ์บริษัทเชื่อว่าจะสามารถขึ้นเป็นอันดับ 2 ของบริการโอนเงินระหว่างประเทศได้ จากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก ด้วยเครือข่ายตัวแทน 1.8 แสนราย ใน 160 ประเทศ"
ทั้งนี้ กลยุทธ์เพื่อขยายโอกาสการเติบโตของธุรกิจ บริษัทจะต้องขยายการเชื่อมโยงธุรกรรมรับเงิน-โอนเงิน ทั้งขาเข้าและขาออกให้มีการเชื่อมต่อให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้จุดแข็งในเรื่องของอัตราค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 2% จากทั้งระบบส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียมในอัตราสูงเฉลี่ย 7.53% ซึ่งสาเหตุที่ทำให้บริษัทคิดอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำเป็นผลมาจากในช่วงเริ่มทำธุรกิจ พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่โอนเงินจะเป็นคนทำงานในต่างแดนที่มีอัตราเงินเดือนค่อนข้างน้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 325 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน และในจำนวนดังกล่าวประมาณ 80% เป็นการส่งเงินกลับให้ครอบครัวบริษัทจึงไม่ควรคิดค่าธรรมเนียมที่สูง ส่วนโปรโมชัน จะเห็นว่าบริษัทมีการทำโปรโมชันที่เรียกว่า Single Promotion หรือโปรโมชันที่ใช้ได้ทั่วโลกกับโปรโมชันเฉพาะเจาะจงบางประเทศ เช่น โปรโมชัน Back to School ที่ทำเฉพาะของประเทศฟิลิปปินส์ เท่านั้น อย่าไรก็ดี ลูกค้าที่ทำธุรกรรมส่งเงิน-โอนเงินจะสามารถรับคะแนนสะสมเพื่อนำคะแนนดังกล่าวมาเป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






