
ไขปริศนา ฝนถล่มไทยต่อเนื่อง “หย่อมความกดอากาศต่ำ” มาจากไหน
ฝนตกต่อเนื่องหลายพื้นที่ของไทยนานนับสัปดาห์ กรุงเทพฯ เจอฝนยาว 8 วัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศ ม.เกษตรศาสตร์ ไขเบื้องหลัง “หย่อมความกดอากาศต่ำ” จากทะเลจีนใต้ ทำไมระบบเคลื่อนช้า ดึงความชื้นเติมฝนซ้ำ จนดินอิ่มน้ำและเกิดน้ำท่วม
KEY
POINTS
- หย่อมความกดอากาศต่ำมีต้นกำเนิดจากทะเลจีนใต้ ก่อนเคลื่อนตัวช้าๆ ผ่านเวียดนามเข้าสู่ประเทศไทยตามแนวร่องมรสุม
- สาเหตุที่ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวันเกิดจากระบบที่เคลื่อนตัวช้า ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่คอยเติมความชื้นเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝนตกซ้ำในพื้นที่เดิม
- ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบสภาพอากาศปกติในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงฝนตกชุกระลอกที่สองของไทย ที่มักได้รับอิทธิพลจากระบบอากาศที่เคลื่อนตัวมาจากทิศตะวันออก
ฝนตกต่อเนื่องหลายพื้นที่ของไทยนานนับสัปดาห์ กรุงเทพฯ เจอฝนยาว 8 วัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศ ม.เกษตรศาสตร์ ไขเบื้องหลัง “หย่อมความกดอากาศต่ำ” จากทะเลจีนใต้ ทำไมระบบเคลื่อนช้า ดึงความชื้นเติมฝนซ้ำ จนดินอิ่มน้ำและเกิดน้ำท่วม
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพื้นที่ของไทยหลายพื้นที่ฝนตกต่อเนื่อง ทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง กรุงเทพฯ ภาคตะวันออก และภาคใต้ จนหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังและดินอิ่มน้ำ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “ฝนตกหนัก” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ของ หย่อมความกดอากาศต่ำ ตามแนวร่องมรสุม และมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้คอยเติมความชื้นเข้าสู่ระบบ
ดร.ไซมอน หวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศ อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Utah State University และ ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล หัวหน้าภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายกลไกของฝนระลอกนี้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างสำคัญของระบบอากาศที่มีบทบาทต่อฝนของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงฝนมากระลอกที่สองของฤดูฝน
“หย่อมความกดอากาศต่ำ” เดินทางมาจากไหน
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 พบหย่อมความกดอากาศต่ำอยู่เหนือทะเลจีนใต้ ทางตะวันออกของเวียดนาม ก่อนเคลื่อนตัวผ่านเวียดนามเข้าสู่ประเทศไทยในเวลาต่อมาเส้นทางดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในช่วงฤดูมรสุม ระบบอากาศแปรปรวนจำนวนหนึ่งจะก่อตัวเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก แล้วเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก โดยระบบส่วนใหญ่จะอ่อนกำลังลงระหว่างทาง
งานศึกษาระบบรบกวนทางอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกช่วงปี 1979–2017 พบว่า ประมาณ 70% อ่อนกำลังและสลายตัวระหว่างเคลื่อนเข้าสู่บริเวณมรสุม ขณะที่ประมาณ 22% เบนขึ้นเหนือ และมีเพียงราว 7% ที่สามารถเคลื่อนถึงคาบสมุทรอินโดจีนได้แต่ระบบที่เดินทางมาถึงอินโดจีนได้ มักเป็นกลุ่มที่มีกำลังแรงกว่าและนำความชื้นกับฝนเข้ามาในภูมิภาคได้มากกว่า ประเทศไทยจึงอยู่ในตำแหน่งสำคัญบนเส้นทางการเคลื่อนตัวของระบบอากาศเหล่านี้
ทำไมฝนถึงตกนานหลายวัน
หย่อมความกดอากาศต่ำไม่ใช่พายุไต้ฝุ่น และไม่มี “ตาพายุ” แต่เป็นบริเวณกว้างที่อากาศหมุนเวียนเข้าหาศูนย์กลางความกดอากาศต่ำ เมื่ออากาศชื้นไหลเข้าสู่ระบบและยกตัวสูงขึ้น อากาศจะเย็นลงจนเกิดการกลั่นตัวเป็นเมฆและฝน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ลมแรงแค่ไหน” แต่ต้องดูด้วยว่า ระบบเคลื่อนที่ช้าเพียงใด อยู่เหนือพื้นที่นานแค่ไหน และมีความชื้นเติมเข้าสู่ระบบมากเพียงใด นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บางพื้นที่ไม่ได้เจอฝนหนักเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับมีฝนตกซ้ำต่อเนื่องหลายวัน
งานศึกษาจำนวน 143 ระบบยังพบว่า พื้นที่ฝนตกหนักที่สุดไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ตรงศูนย์กลางหย่อมความกดอากาศต่ำ แต่อาจอยู่ทางตะวันตกถึงตะวันตกเฉียงใต้ของระบบความร้อนที่เกิดจากกระบวนการก่อตัวของฝนช่วยกระตุ้นการยกตัวของอากาศ และมีส่วนทำให้ระบบเคลื่อนเข้าหาบริเวณที่กำลังเกิดฝน จึงเป็นอีกกลไกที่ช่วยอธิบายว่าเหตุใดหย่อมความกดอากาศต่ำจึงสามารถเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกได้ และเคลื่อนค่อนข้างช้า หากยังมีความชื้นจากระบบมรสุมเข้ามาหล่อเลี้ยง ฝนก็สามารถดำเนินต่อไปได้
แล้ว “ร่องมรสุม” เกี่ยวข้องอย่างไร
"ร่องมรสุม" คือแนวยาวของบริเวณความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภูมิภาคในช่วงฤดูฝน และเป็นบริเวณที่กลุ่มเมฆฝนมักก่อตัวและเรียงตัวตามแนวร่องเมื่อหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุม และมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ส่งความชื้นเข้ามาเติมอย่างต่อเนื่อง จึงเพิ่มโอกาสเกิดฝนตกเป็นเวลาหลายวันสำหรับเหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้นบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ก่อนที่หย่อมความกดอากาศต่ำจะค่อย ๆ ผสานเข้ากับกระแสลมมรสุม ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ทำให้ระบบค่อย ๆ อ่อนกำลังลง
โดยธรรมชาติ ฤดูฝนของไทยมีช่วงฝนมากสำคัญ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกอยู่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ซึ่งได้รับอิทธิพลหลักจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนที่ฝนจะลดลงในช่วงหนึ่ง จากนั้นฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนกันยายน โดยมีหย่อมความกดอากาศต่ำและพายุดีเปรสชันเขตร้อนที่เคลื่อนเข้ามาจากทางตะวันออกเป็นกลไกสำคัญ
ทั้งนี้งานศึกษาของ Takahashi และ Yasunari ประเมินว่า ประมาณ 70% ของฝนในประเทศไทยในเดือนกันยายนมีความเชื่อมโยงกับระบบอากาศที่เคลื่อนเข้ามาจากทางตะวันออก ตั้งแต่พายุไต้ฝุ่น ไปจนถึงหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลง ดังนั้น ฝนระลอกใหญ่ในเดือนกันยายนจึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบสภาพอากาศตามฤดูกาลของประเทศไทย
“เอลนีโญ” แล้วทำไมฝนยังตกหนัก?
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ หากเอลนีโญมักถูกเชื่อมโยงกับภาวะแห้งแล้ง เหตุใดในเวลานี้หลายพื้นที่กลับมีน้ำมากและดินเปียกจนทำการเกษตรไม่ได้ คำตอบคือ เอลนีโญกับหย่อมความกดอากาศต่ำเป็นปรากฏการณ์คนละระดับเวลา การคาดการณ์เอลนีโญเป็นการอธิบายแนวโน้มสภาพอากาศเฉลี่ยในช่วงหลายเดือน ขณะที่หย่อมความกดอากาศต่ำเป็นปรากฏการณ์ระยะสั้นที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วัน ดังนั้น ทั้งสองสามารถเกิดขึ้นในฤดูกาลเดียวกันได้
นอกจากนี้ เอลนีโญยังมีหลายรูปแบบ สำหรับปีนี้บริเวณน้ำทะเลอุ่นผิดปกติมีศูนย์กลางอยู่ทางแปซิฟิกตะวันออก หรือ Eastern Pacific El Niño การวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตของ KUCCI พบว่า เอลนีโญลักษณะนี้สัมพันธ์กับปริมาณฝนช่วงเดือนกันยายน–พฤศจิกายนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ต่ำกว่าค่าปกติเพียงเล็กน้อย ขณะที่สัญญาณความแห้งแล้งที่ชัดเจนกว่ามักปรากฏในช่วงประมาณเดือนมีนาคม–พฤษภาคมของปีถัดไป
กล่าวง่ายๆ คือ เอลนีโญไม่ได้หมายความว่าฝนจะไม่ตก หรือทุกเดือนจะต้องแล้งกว่าปกติ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโอกาสและค่าเฉลี่ยของสภาพอากาศในช่วงเวลาที่ยาวกว่า
สิ่งที่นักวิจัยยังต้องหาคำตอบ
แม้นักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจกลไกของหย่อมความกดอากาศต่ำมากขึ้น แต่ยังมีช่องว่างด้านการวิจัยอีกมาก โดยเฉพาะหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังและไม่มีชื่อ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม อีกคำถามสำคัญคือ เอลนีโญแต่ละรูปแบบส่งผลอย่างไรต่อ จำนวนหย่อมความกดอากาศต่ำที่สามารถเคลื่อนเข้ามาถึงประเทศไทย ข้อมูลในอดีตยังพบว่า จำนวนระบบอากาศเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงหลายทศวรรษ โดยงานศึกษาของ Takahashi และ Yasunari ระบุว่า ปริมาณฝนเดือนกันยายนลดลงในช่วงปี 1951–2000 ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีระบบอากาศเคลื่อนเข้าสู่คาบสมุทรอินโดจีนลดลง ประเด็นเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผลกระทบที่เห็นชัดใน “แปลงเกษตร”
สำหรับภาคเกษตร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝนตกหนักเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่ ฝนตกซ้ำในพื้นที่เดิมวันแล้ววันเล่าเมื่อดินอิ่มตัวด้วยน้ำ แม้ฝนที่ตกลงมาจะไม่หนักมาก ดินก็ยังคงแฉะและระบายน้ำได้ช้า การนำเครื่องจักรหรือรถไถลงแปลงในช่วงที่ดินเปียกจัด อาจทำให้โครงสร้างดินเสียหายและเกิดการอัดแน่น จึงจำเป็นต้องเลื่อนการเตรียมดินออกไป
เมื่อหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านหรือผสานเข้ากับการไหลเวียนของมรสุมในภาพรวม ช่วงอากาศแห้งก็จะกลับมา แต่ช่วงฝนชุกอาจเกิดซ้ำเป็นระยะ เพราะระบบมรสุมเองมีจังหวะการแรงขึ้นและอ่อนลงเป็นวัฏจักร ดังนั้น เมื่อพยากรณ์อากาศระบุพร้อมกันว่า “หย่อมความกดอากาศต่ำ” + “ร่องมรสุม” + “มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น”
สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงปริมาณฝนในแต่ละวัน แต่คือ เส้นทางและความเร็วในการเคลื่อนตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำ รวมถึงปริมาณความชื้นที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบ เพราะบางครั้ง ตัวการสำคัญของน้ำท่วมอาจไม่ใช่ฝนที่ตกหนักที่สุดในวันเดียว แต่คือ ฝนที่ตกซ้ำบนพื้นที่เดิม จนดินและระบบระบายน้ำไม่มีเวลาฟื้นตัว







