
เปิดซองประมูล 'บ้านธนารักษ์' 7ก.ค.นี้
จับตา 3 บิ๊กอสังหาฯ ไทย-จีนชิงเค้กประมูลสร้าง "บ้านธนารักษ์ประชารัฐ" รวม 5 แปลง จาก 6 แปลงพร้อมเปิดซองประมูล 7 ก.ค. นี้ ระบุเอกชนเมินยื่นประมูลแปลงที่ดินเชียงราย เตรียมแก้มือเปิดแข่งขันใหม่ ร่วมโครงการระยะที่ 2 "ช่องนนทรี-ลำลูกกา-ฉะเชิงเทรา-สุราษฎร์ธานี" ส.ค.นี้
หลังจากกรมธนารักษ์เดินหน้า "บ้านธนารักษ์ประชารัฐ"ซึ่งมีผู้ประกอบการ 14 รายให้ความสนใจซื้อซองเพื่อเสนอรูปแบบและราคาในการพัฒนาโครงการจำนวน 6 แปลงทั้งแนวดิ่งและแนวราบ เดิมกำหนดเปิดซองประมูลเพื่อคัดเลือกผู้ก่อสร้างโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น
แหล่งข่าวจากกรมธนารักษ์ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าว่า ขณะนี้มีผู้ สนใจยื่นซองประมูลก่อสร้างโครงการรวม 6 พื้นที่ คือ พื้นที่กรุงเทพฯ 2 แปลง คือ 1.บริเวณถนนประดิพัทธ์ (โรงกษาปณ์เก่า) และ 2.บนถนนพหลโยธิน ตรงข้ามวัดไผ่ตัน, จังหวัดเพชรบุรี 2 แปลง ที่ อ.ชะอำ, จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง ถนนช้างคลาน และจังหวัดเชียงราย ที่อำเภอแม่จัน จำนวน 1 แปลง
"บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เสนอยื่นซองเข้ามาพื้นที่ละ 3 ราย คือ บริษัทไทย 2 รายและ 1 บริษัทจากประเทศจีน ทั้งนี้หลังจากที่มีผู้ยื่นรายชื่อเพื่อเสนอเข้าพัฒนาโครงการ คงเหลือเพียงที่แปลงจังหวัดเชียงราย ที่ไม่มีผู้สนใจ คาดว่าอาจเป็นเพราะพื้นที่อยู่ไกลทำให้ผู้ประกอบการมองว่าหากพัฒนาแล้วจะไม่มีผู้สนใจ อย่างไรก็ดีกรมธนารักษ์เปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาเสนอพัฒนาอีกครั้งในการเปิดตัวโครงการระยะที่ 2 โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งหลังจากที่ได้ข้อสรุปว่า 5แปลงนั้นมีบริษัทใดบ้างที่ได้พื้นที่ไปพัฒนา"
ทั้งนี้ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 นี้จะเป็นวันเปิดซองที่เอกชนได้ยื่นเสนอ ซึ่งจะทราบว่าพื้นที่ใดใครที่ได้โครงการไปพัฒนา อย่างไรก็ดีการที่มีผู้ที่เสนอถึง 3 ราย ต่อหนึ่งพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าโครงการน้าสนใจและมีเอกชนที่ให้ความสำคัญกับโครงการ กรมธนารักษ์เชื่อมั่นว่าทั้ง 3 รายมีเชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ดังนั้นการเสนอแบบก่อสร้างน่าตอบโจทย์ โดยเฉพาะค่าก่อสร้างที่เหมาะสมคือไม่เกินยูนิตละ 1.5 ล้านบาท มีพื้นที่ส่วนกลาง ใน 1ยูนิตจะต้องประกอบไปด้วยห้องนอน ห้องน้ำและห้องนั่งเล่นโดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่จะต้องสร้างด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน รวมถึงจะต้องมีการบริหารจัดการในลักษณะนิติบุคคล ซึ่งหลังเปิดซองและได้ชื่อผู้พัฒนาแต่ละแปลงแล้ว น่าจะเริ่มกระบวนการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากโครงการมีจำนวนมากกว่า 79 หลังคาดว่าน่าจะก่อสร้างโครงการได้ก่อสร้างหลังเสร็จกระบวนการภายใน 1-3 เดือนหรือภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ามี 1 แปลงที่ยังไม่มีเอกชนสนใจประมูลก่อสร้าง นั่นคือแปลงที่ จ.เชียงราย ก็จะเปิดให้เอกชนยื่นซองเข้าประมูลในโครงการบ้านธนารักษ์ระยะที่ 2 ที่อยู่บริเวณช่องนนทรี กรุงเทพฯ พื้นที่รวม 2 ไร่, อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พื้นที่รวม 7ไร่, จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่รวม 44 ไร่ และ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่รวม 3ไร่ โดยลักษณะการดำเนินการโครงการเป็นแบบเช่าระยะยาว หรือที่เรียกกันว่าลีสโฮลด์ (Leasehold)" อย่างไรก็ดี คาดว่าวงเงินปล่อยกู้ให้กับโครงการ 4 พันล้านบาทน่าจะคงเหลือเนื่องจากระยะที่ 1 รวม 5 โครงการน่าจะใช้เงินลงทุนก่อสร้างเฉลี่ย 500 ล้านบาทต่อพื้นที่
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
หลังจากกรมธนารักษ์เดินหน้า "บ้านธนารักษ์ประชารัฐ"ซึ่งมีผู้ประกอบการ 14 รายให้ความสนใจซื้อซองเพื่อเสนอรูปแบบและราคาในการพัฒนาโครงการจำนวน 6 แปลงทั้งแนวดิ่งและแนวราบ เดิมกำหนดเปิดซองประมูลเพื่อคัดเลือกผู้ก่อสร้างโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น
แหล่งข่าวจากกรมธนารักษ์ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าว่า ขณะนี้มีผู้ สนใจยื่นซองประมูลก่อสร้างโครงการรวม 6 พื้นที่ คือ พื้นที่กรุงเทพฯ 2 แปลง คือ 1.บริเวณถนนประดิพัทธ์ (โรงกษาปณ์เก่า) และ 2.บนถนนพหลโยธิน ตรงข้ามวัดไผ่ตัน, จังหวัดเพชรบุรี 2 แปลง ที่ อ.ชะอำ, จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง ถนนช้างคลาน และจังหวัดเชียงราย ที่อำเภอแม่จัน จำนวน 1 แปลง
"บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เสนอยื่นซองเข้ามาพื้นที่ละ 3 ราย คือ บริษัทไทย 2 รายและ 1 บริษัทจากประเทศจีน ทั้งนี้หลังจากที่มีผู้ยื่นรายชื่อเพื่อเสนอเข้าพัฒนาโครงการ คงเหลือเพียงที่แปลงจังหวัดเชียงราย ที่ไม่มีผู้สนใจ คาดว่าอาจเป็นเพราะพื้นที่อยู่ไกลทำให้ผู้ประกอบการมองว่าหากพัฒนาแล้วจะไม่มีผู้สนใจ อย่างไรก็ดีกรมธนารักษ์เปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาเสนอพัฒนาอีกครั้งในการเปิดตัวโครงการระยะที่ 2 โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งหลังจากที่ได้ข้อสรุปว่า 5แปลงนั้นมีบริษัทใดบ้างที่ได้พื้นที่ไปพัฒนา"
ทั้งนี้ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 นี้จะเป็นวันเปิดซองที่เอกชนได้ยื่นเสนอ ซึ่งจะทราบว่าพื้นที่ใดใครที่ได้โครงการไปพัฒนา อย่างไรก็ดีการที่มีผู้ที่เสนอถึง 3 ราย ต่อหนึ่งพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าโครงการน้าสนใจและมีเอกชนที่ให้ความสำคัญกับโครงการ กรมธนารักษ์เชื่อมั่นว่าทั้ง 3 รายมีเชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ดังนั้นการเสนอแบบก่อสร้างน่าตอบโจทย์ โดยเฉพาะค่าก่อสร้างที่เหมาะสมคือไม่เกินยูนิตละ 1.5 ล้านบาท มีพื้นที่ส่วนกลาง ใน 1ยูนิตจะต้องประกอบไปด้วยห้องนอน ห้องน้ำและห้องนั่งเล่นโดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่จะต้องสร้างด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน รวมถึงจะต้องมีการบริหารจัดการในลักษณะนิติบุคคล ซึ่งหลังเปิดซองและได้ชื่อผู้พัฒนาแต่ละแปลงแล้ว น่าจะเริ่มกระบวนการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากโครงการมีจำนวนมากกว่า 79 หลังคาดว่าน่าจะก่อสร้างโครงการได้ก่อสร้างหลังเสร็จกระบวนการภายใน 1-3 เดือนหรือภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ามี 1 แปลงที่ยังไม่มีเอกชนสนใจประมูลก่อสร้าง นั่นคือแปลงที่ จ.เชียงราย ก็จะเปิดให้เอกชนยื่นซองเข้าประมูลในโครงการบ้านธนารักษ์ระยะที่ 2 ที่อยู่บริเวณช่องนนทรี กรุงเทพฯ พื้นที่รวม 2 ไร่, อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พื้นที่รวม 7ไร่, จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่รวม 44 ไร่ และ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่รวม 3ไร่ โดยลักษณะการดำเนินการโครงการเป็นแบบเช่าระยะยาว หรือที่เรียกกันว่าลีสโฮลด์ (Leasehold)" อย่างไรก็ดี คาดว่าวงเงินปล่อยกู้ให้กับโครงการ 4 พันล้านบาทน่าจะคงเหลือเนื่องจากระยะที่ 1 รวม 5 โครงการน่าจะใช้เงินลงทุนก่อสร้างเฉลี่ย 500 ล้านบาทต่อพื้นที่
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






