
ดีอีหารือกองทัพภาค 2 ยกระดับสื่อสารชายแดน ลดความล่าช้ารับมือเหตุฉุกเฉิน
ดีอีหาร่วมรือกองทัพภาค 2 วางระบบวิทยุสื่อสารเข้ารหัสชายแดนไทย–กัมพูชา อุดจุดอับสัญญาณ เชื่อมทหาร–ประชาชนรับเหตุฉุกเฉิน หวังปิดช่องมิจฉาชีพลักลอบใช้สัญญาณ
KEY
POINTS
- กระทรวงดีอีและกองทัพภาคที่ 2 หารือแนวทางแก้ปัญหาโครงข่ายสื่อสารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีสัญญาณไม่ครอบคลุม
- วางแผนพัฒนาระบบวิทยุสื่อสารแบบเข้ารหัส เพื่อเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างทหาร หน่วยงานรัฐ และประชาชนในพื้นที่อับสัญญาณ
- มีเป้าหมายเพื่อลดความล่าช้าในการรับมือเหตุฉุกเฉิน เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน และป้องกันมิจฉาชีพใช้ช่องโหว่ของสัญญาณ
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี หารือร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับโครงข่ายสื่อสารชายแดนไทย–กัมพูชา หลังพบสัญญาณโทรศัพท์ไม่ครอบคลุมและการประสานงานยังมีช่องว่าง
โดยวางแนวทางพัฒนาวิทยุสื่อสารเข้ารหัส เชื่อมทหาร หน่วยงานรัฐ และประชาชนในพื้นที่อับสัญญาณ มุ่งลดความล่าช้าในการรับมือเหตุฉุกเฉิน เพิ่มความปลอดภัย และช่วยปิดช่องทางมิจฉาชีพลักลอบใช้สัญญาณ ทั้งนี้ ยังอยู่ในขั้นหารือแนวทางดำเนินงาน
วันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสารทางยุทธการและสัญญาณการสื่อสาร บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 โดยมีผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 0203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหารือแนวทางเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่ชายแดน ให้พร้อมรองรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ
การประชุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อจำกัดที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนเผชิญมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัญญาณโทรศัพท์ที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงในหลายจุด และช่องว่างการประสานงานระหว่างภาคประชาชน หน่วยงานรัฐ และกำลังพลในพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อความรวดเร็วในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ประชุมจึงร่วมกันวางแนวทางพัฒนาระบบสื่อสารที่เชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนคือจุดที่พิสูจน์ชัดที่สุดว่าสัญญาณสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือเส้นเลือดของความปลอดภัย เมื่อสัญญาณขาด การประสานงานก็สะดุดตามไปด้วย
และในภาวะวิกฤตแม้เพียงไม่กี่นาทีที่ติดต่อกันไม่ได้ ก็อาจสร้างความเสียหายได้มหาศาล กระทรวงดีอี จึงมองภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่คือการเติมเต็มจุดที่ยังเป็นช่องโหว่ ให้กำลังพลในพื้นที่ รวมไปถึงประชาชนสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือสถานการณ์เร่งด่วน
ทั้งนี้ แนวทางที่หารือร่วมกันมุ่งพัฒนาระบบวิทยุสื่อสารความปลอดภัยสูง ที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนกับภาคประชาชน ทั้งฝ่ายปกครอง อปท. สาธารณสุข ตำรวจ และอาสาสมัครในพื้นที่ ให้สามารถสื่อสารผ่านช่องทางเดียวกันได้อย่างปลอดภัยผ่านการเข้ารหัสความปลอดภัย ครอบคลุมพื้นที่อับสัญญาณที่โทรศัพท์เข้าไม่ถึง
โดย รมช.ดีอี ระบุว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยร่นระยะเวลาการประสานงาน ลดความสูญเสียที่อาจเกิดจากความล่าช้าในการสื่อสาร และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนว่าจะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์
นอกจากมิติด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่แล้ว รมช.ดีอี ยังกล่าวเสริมว่า การวางโครงข่ายสื่อสารที่มั่นคงและตรวจสอบได้ในพื้นที่ชายแดน ยังมีนัยสำคัญอีกด้าน คือการปิดช่องว่างที่เครือข่ายมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์มักอาศัยความไม่ครอบคลุมของสัญญาณตามแนวชายแดนเป็นช่องทางแทรกซึม ลักลอบใช้สัญญาณหรืออุปกรณ์เถื่อน เพื่อใช้ในการหลอกลวงประชาชน
เมื่อโครงข่ายหลักมีความมั่นคง ควบคุมได้ และตรวจสอบย้อนกลับได้ ก็จะเป็นการตัดโอกาสของขบวนการเหล่านี้ไปพร้อมกัน ถือเป็นการเสริมความมั่นคงให้ประเทศทั้งในมิติด้านความมั่นคงทางทหารและมิติการป้องกันภัยไซเบอร์จากมิจฉาชีพข้ามชาติไปในคราวเดียว
"เราไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นภาระของหน่วยงานความมั่นคงหน่วยใดหน่วยหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วน กระทรวงดีอีพร้อมสนับสนุนเพื่ออุดช่องโหว่และเสริมความแกร่งในส่วนนี้ เพราะการสื่อสารที่มั่นคง คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงในพื้นที่ และคือหลักประกันความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงดีอีจะเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีโครงข่ายสื่อสารที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือทุกสถานการณ์" รมช.ดีอี กล่าวในตอนท้าย





