
รัฐบาลคลอดมาตรการคุมโกงสอบราชการ ไล่ออก แบล็กลิสต์ เรียกเงินเดือนคืน
รัฐบาลคลอดมาตรการสกัดทุจริตสอบราชการ “โกงสอบ–ไล่ออกสถานเดียว” ขึ้นแบล็กลิสต์ เตรียมเปลี่ยนสอบภาค ก. เป็น e-Exam และออกกฎหมายเอาผิดทั้งขบวนการ ก.พ. พบทุจริตภาค ก. ย้อนหลัง 114 เคส
KEY
POINTS
- กำหนดโทษไล่ออกจากราชการเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับข้าราชการที่ทุจริตการสอบหลังได้รับการบรรจุแล้ว
- จัดทำฐานข้อมูลกลาง (Blacklist) รวบรวมรายชื่อผู้ทุจริต เพื่อป้องกันไม่ให้สามารถสมัครสอบในหน่วยงานอื่นได้อีก
- มีแผนแก้ไขกฎหมายในระยะยาวเพื่อให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ทั้งหมดจากผู้ที่ทุจริตสอบเข้ารับราชการ
- ยกระดับระบบการสอบสู่รูปแบบ e-Exam ทั้งหมด และเตรียมออกกฎหมายเฉพาะเพื่อเอาผิดทางอาญากับขบวนการทุจริต
วันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้เข้มข้นและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ
หลังสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการทุจริตในการสอบภาค ก. ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ ซึ่งบางกรณีมีผู้เข้าสอบแทนบุคคลอื่นหลายราย และพบว่าช่องว่างของระบบเดิมยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยทุจริตในหน่วยงานหนึ่งสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นได้
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการสำคัญ ทั้งการกำหนดมาตรฐานทางวินัย การจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือ Blacklist รวมถึงแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบเดิมและป้องกันไม่ให้ผู้ทุจริตสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้อีก
นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการสำคัญคือการกำหนดให้ข้าราชการที่ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการภายหลังได้รับการบรรจุแล้ว ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกำหนดโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ขณะที่หากตรวจพบว่าการทุจริตเกิดขึ้นก่อนการบรรจุ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการให้ออกจากราชการโดยพลัน
พร้อมกันนี้ จะให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของแต่ละประเภทจัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตน และส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามก่อนรับบุคคลเข้ารับราชการ ปิดช่องโหว่ที่ผู้เคยทุจริตจากหน่วยงานหนึ่งสามารถย้ายไปสมัครสอบในอีกหน่วยงานหนึ่งได้
สำนักงาน ก.พ. ยังได้กำหนดให้ผู้ที่ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ และมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. โดยปัจจุบันได้มีการกำหนดผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามแล้ว 24 ราย ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569
นางสาวลลิดา กล่าวว่า นอกจากมาตรการทางวินัยและฐานข้อมูลกลางแล้ว ยังมีแผนปรับระบบสอบใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ภายใน 1 ปี จัดทำหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางวินัยให้ชัดเจน ระยะกลาง ภายใน 3 ปี เตรียมปรับการสอบภาค ก. จากระบบ Paper & Pencil ควบคู่กับ e-Exam ไปสู่การสอบแบบ e-Exam เพียงรูปแบบเดียว
ทั้งนี้เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตและยกระดับการตรวจสอบ และระยะยาว ภายใน 5 ปี เตรียมผลักดันกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดและครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ
ส่วนในระยะยาว ยังมีแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นจากผู้ที่ทุจริตในการสอบแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้เต็มจำนวน ซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดเพียงให้ออกจากราชการโดยพลัน โดยไม่กระทบต่อเงินเดือนหรือผลประโยชน์ที่ได้รับไปก่อนมีคำสั่งให้ออกจากราชการ
“รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก” นางสาวลลิดา กล่าว
ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ปรับปรุงกระบวนการสอบภาค ก. โดยเพิ่มการตรวจสอบรูปถ่ายของผู้สมัคร และพิมพ์รูปผู้สมัครสอบลงบนกระดาษคำตอบ เพื่อป้องกันการสวมตัวสอบ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับผู้ที่ตรวจพบการทุจริต และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการทางปกครองและทางวินัยต่อไป
ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการลงโทษผู้ทุจริต ป้องกันการหมุนเวียนผู้กระทำผิดเข้าสู่หน่วยงานรัฐอื่น และยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบสอบเข้ารับราชการให้โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้มากขึ้น







