thansettakij
thansettakij
คอนซูเมอร์-รีเทลส่อฟื้น ครึ่งปีหลังจับตารัฐอัดงบ/กลยุทธ์ปลุกนักช็อปคึกคัก

คอนซูเมอร์-รีเทลส่อฟื้น ครึ่งปีหลังจับตารัฐอัดงบ/กลยุทธ์ปลุกนักช็อปคึกคัก

02 ก.ค. 59 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ค. 59 | 09:48 น.
แนวโน้มครึ่งปีหลังส่งสัญญาณดี “คอนซูเมอร์-รีเทล”ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัว สหพัฒน์มั่นใจหลังครึ่งปีแรกโกยยอดขายโต 10% สูงสุดในรอบ 14 ปี จากการใช้กลยุทธ์ MOPเชื่อทั้งปีโตตามเป้า แนะรัฐอัดเงินต่อเนื่อง พร้อมระบบตรวจสอบการใช้เงิน ฟากเดอะ มอลล์ เล็งทุ่มงบพันล้านอัดฉีดกิจกรรมเต็มรูปแบบฉลอง 35 ปี จับตามาร์เก็ตติ้ง4.0 ปลุกกำลังซื้อนักช็อปคึกคักรอบด้าน ขณะที่อุตฯโฆษณาสวนทางหลังแบรนด์ยักษ์ใหญ่หั่นงบต่อเนื่องลากยาวนานกว่า 7 เดือน

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่า เริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว ภาวะเศรษฐกิจกลับมาเติบโตในอัตรา 2.5% เห็นได้จากยอดขายสินค้าหลายกลุ่มมียอดขายที่เติบโตดี เช่น รถยนต์ เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนยอดขายของบริษัทเริ่มปรับตัวดีขึ้นด้วยเช่นกัน โดยช่วงครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโต 10% เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และคาดว่าตลอดปีนี้จะเติบโตในอัตราดังกล่าว หรือมียอดขายรวมกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมามียอดขาย 3.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 7%

“ช่วง 15 ปีที่แล้วยอดขายบริษัทเคยมี 1 หมื่นล้านบาท แล้วตกลงเหลือ 9,000 ล้านบาท บริษัทจึงปรับมาใช้กลยุทธ์ MOP (Mission Objective Policy) เพื่อใช้ในการทำงาน ที่ประกอบด้วยการตั้งเป้าหมาย การบริหารเวลา การมีระบบติดตาม และบริหารทีม ทำให้มียอดขายกลับมาเติบโต 20% แต่หลังจากนั้นก็ยอดตกลงมาเรื่อยๆ ที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 2-3% การเติบโต 10% ปีนี้จึงถือว่าเติบโตมากสุดในรอบ 14 ปี ซึ่งเป็นผลจากการใช้กลยุทธ์ MOP ที่มีหลักการทำงาน 3T บวก 1 ได้แก่ การตั้งเป้าหมาย การบริหารเวลา การมีระบบติดตาม และการมีทีมเวิร์ค”

 แนะรัฐใส่เม็ดเงินกระตุ้นเพิ่ม

สำหรับปัจจัยบวกในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าจะเป็นผลจากเม็ดเงินของรัฐบาลที่ใส่ลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มเห็นผลขึ้นมาบ้าง ประกอบกับช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลคาดว่าจะใส่เม็ดเงินเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องงบประมาณภาครัฐแม้จะเป็นปัจจัยบวก ขณะเดียวกันอาจจะเป็นปัจจัยลบที่กระทบกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อได้เช่นกัน เพราะหากเม็ดเงินไม่ได้ลงถึงกลุ่มผู้บริโภค เกิดการรั่วไหล หรือไม่เข้าสู่ระบบ ก็ส่งผลกระทบทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ฟื้นตัวเช่นกัน ส่วนปัญหาเบร็กซิทเชื่อว่าจะส่งผลกระทบในระยะสั้น และไม่ส่งผลต่อเครือสหพัฒน์ เนื่องจากขายสินค้าภายในประเทศเป็นหลัก และคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะการส่งออกของประเทศไทยเท่าใดนัก

ส่วนแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนั้น รัฐบาลควรศึกษาข้อมูลว่าคนกลุ่มใดที่ประสบปัญหาอย่างแท้จริงและลงไปช่วยเหลือ เช่น กลุ่มเกษตรกรที่ถือว่ามีปัญหาเรื่องกำลังซื้อและปัญหาด้านราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ รัฐบาลควรหาเงินใส่เข้าไปในระบบให้เกษตรกรได้กู้ยืมเงิน รวมถึงการประกันรายได้ ไม่ควรใช้การจำนำราคาเหมือนช่วงที่ผ่านมา โดยไม่ต้องกลัวคำครหาหรือการต่อว่าในเรื่องการใช้เงิน แต่จะต้องมีระบบการตรวจสอบติดตามการใช้เงินของภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารั่วไหลหรือปัญหาคอรัปชั่น

 ชูการตลาด 4.0 หัวหอกดันยอด

นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารเดอะ มอลล์ , ดิ เอ็มดิสทริค และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกไปด้วย โดยบริษัทเตรียมใช้งบการตลาดราว 1,000 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้ง 6 เดือน มีทั้งแคมเปญกระตุ้นยอดขาย ฉลองครบรอบ 35 ปีเดอะ มอลล์ กรุ๊ป รวมถึงการเปิดตัวโครงการบลูพอร์ต หัวหิน และเดอะ มอลล์ นครราชสีมา โฉมใหม่ ในปลายเดือนกันยายน

โดยกลยุทธ์การทำตลาดยังคงเน้นศูนย์กลางที่ลูกค้าเป็นหลัก รวมทั้งนำการตลาดแบบ 4.0 หรือMarketech ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำตลาด จากเดิมที่เน้นการตลาดแบบออนกราวนด์ (on ground) ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในพื้นที่ รวมถึงโปรโมชั่น อีเว้นท์ต่างๆ แต่การตลาดรูปแบบใหม่จะนำเรื่องของออนไลน์ (online) เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

“การมาเดินช้อปปิ้งในห้าง เป็นการสร้างประสบการณ์ตรงให้กับลูกค้า ซึ่งยังมีเสน่ห์และเชื่อว่าแม้ลูกค้าจะนิยมช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น แต่ก็ยังเลือกที่จะมาเดินหาประสบการณ์ในห้าง ซึ่งจะเป็นอีกอรรถรส แต่แน่นอนว่าเมื่อเทรนด์ของออนไลน์มา อนาคตการคลิก แอนด์ คอลเลค ย่อมต้องมีเพื่อเป็นช่องทางให้บริการใหม่กับลูกค้า”

อย่างไรก็ดีช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมีการเติบโตราว 6% โดยเห็นสัญญาณกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ทั้งในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง ซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ ฟุตบอลยูโร 2016 ฯลฯ ซึ่งจนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะยังคงเติบโต 5-6% จากการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการเปิดศูนย์ใหม่ และส่งผลให้ทั้งกรุ๊ปมีรายได้ 5.4 หมื่นล้านบาทตามที่ตั้งเป้าไว้ นอกจากนี้บริษัทมีกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งมิดไนท์ เซลล์ , Thailand’s Biggest Midyear Sale และล่าสุดงานมหกรรมลดทะลุพิกัด : กระหน่ำลดสะท้านกรุง ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันนี้ถึง 3 กรกฎาคมนี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี ภายในงานนำสินค้ามากมายกว่า 1 ล้านรายการมาลดราคาพิเศษ โดยไฮไลท์จะเป็นการนำไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมันพืช กระดาษทิชชูมาจำหน่ายในราคา 10 บาทให้กับสมาชิกบัตรเอ็ม การ์ดด้วย

 เซอร์ไพร์สแบรนด์ยักษ์หั่นงบทิ้ง

ด้านนายรัฐกร สืบสุข เทรดดิ้งพาร์ตเนอร์ บริษัท กรุ้ปเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าแนวโน้มตลาดโฆษณาในครึ่งปีหลังจะยังไม่ดี เนื่องจากปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศที่ค่อนข้างทรงตัวส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศลดลงและจำกัดการจับจ่ายซื้อสินค้า ขณะที่ผู้ประกอบการยังคงตัดลดงบโฆษณา โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ ธนาคาร อุปโภคและบริโภค

“ปีนี้อาจจะไม่ใช่ปีที่หนักมากที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมโฆษณา แต่ปีนี้อุตสาหกรรมโฆษณาค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับทุกปี ตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไม่ดีในปีก่อนตลาดโฆษณาก็อาจจะชะลอตัวบ้างภายใน 2-3 เดือนแรกของปี หลังจากนั้นจะฟื้นตัวกลับคืนมาได้ตามปกติ แต่ปีนี้น่าประหลาดใจที่งบโฆษณายังไม่ฟื้นกลับมาแม้จะเข้าสู่เดือนที่ 7 แล้วก็ตามและหลังจากนี้ก็ยังมีทีท่าว่าจะยังไม่กลับมา”

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริษัทมองว่าอาจจะมาจากปัจจัยลบในหลายด้าน อาทิ เศรษฐกิจภายในประเทศ การปรับลดค่าเงินหยวนที่ส่งผลให้ค่าเงินโลกผันผวน ภัยแล้งที่กระทบต่อภาคการเกษตรในประเทศไทย การกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายภาครัฐที่ยังไม่เห็นผล นอกจากนี้เรื่องการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุน นักธุรกิจต้องคำนึงถึง

 คาดอุตฯโฆษณา ติดลบ 5%

ทั้งนี้ในความคิดเห็นส่วนตัว คาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศจากนี้จะไม่ดีขึ้นมากนัก GDP คาดว่าจะอยู่ที่ราว 2-3% โดยการเติบโตของ GDP ส่วนใหญ่มาจากงบประมาณการลงทุนจากภาครัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมโฆษณาต้องอาศัยเงินจากภาคเอกชน ดังนั้นปีนี้อุตสาหกรรมโฆษณาน่าจะทรงตัวหรืออาจจะติดลบ 5%

“อุตสาหกรรมสื่อปีนี้ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยสื่อทีวียังเป็นสื่อกระแสหลักที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอยู่แต่ภาพรวมยังไม่เติบโต ขณะที่สื่อดิจิตอลยังเป็นสื่อที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ด้านของสื่อสิ่งพิมพ์ยังคงลดลงเช่นเดียวกับปีก่อนโดยสาเหตุการลดลงอาจจะมาจากแพลตฟอร์มขยายไปสู่ออนไลน์จึงส่งผลให้ตลาดนี้ลดลง ขณะที่สื่อโรงภาพยนตร์การเติบโตมาจากภาพยนตร์ที่จะเข้าโรงได้รับกระแสที่ดีมากน้อยเท่าไร ซึ่งปีนี้สื่อโรงภาพยนตร์มีแนวโน้มการเติบโตดี เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้ามาหลายเรื่อง”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline