
มัดรวมสถิติแผ่นดินไหวโลกปี 69 ขนาด 7 ขึ้นไป 11 ครั้ง ไทยควรเฝ้าระวังอะไร
วช.ร่วมศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เผยสถิติแผ่นดินไหวขนาด 7 ขึ้นไปทั่วโลกปี 2569 เกิดแล้ว 11 ครั้ง ใน 9 ประเทศและพื้นที่ ย้ำไทยไม่ควรตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ
KEY
POINTS
- ในปี 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปแล้ว 11 ครั้งทั่วโลก โดยส่วนใหญ่เกิดบริเวณวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก
- สถิติดังกล่าวไม่ใช่สัญญาณพยากรณ์ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในไทย แต่เป็นข้อมูลเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมโดยไม่ตื่นตระหนก
- สิ่งที่คนไทยควรเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมคือการเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุ (หมอบ-ป้อง-เกาะ) การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน และการสังเกตสัญญาณเตือนสึนามิทางธรรมชาติในพื้นที่ชายฝั่ง
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทั่วโลก เพื่อสร้างความรู้ ความตระหนัก และส่งเสริมการเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกต้อง โดยไม่สร้างความตื่นตระหนก หลังพบว่าในปี 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปแล้ว 11 ครั้ง
ข้อมูลที่รวบรวมถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเกิดขึ้น 11 ครั้ง ใน 9 ประเทศและพื้นที่ โดยเหตุการณ์ที่มีขนาดสูงสุดคือ แผ่นดินไหวขนาด 7.8 บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นบริเวณฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย ขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 04.58 น. ตามเวลาอินโดนีเซีย ซึ่งตรงกับเวลา 04.58 น. ตามเวลาประเทศไทย โดย BMKG รายงานค่าปรับปรุงเป็น 7.7 ที่ความลึก 15 กิโลเมตร ขณะที่ USGS รายงานขนาด 7.7 ที่ความลึก 10 กิโลเมตร
เปิดสถิติแผ่นดินไหวขนาด 7 ขึ้นไปปี 69
ข้อมูลชุดดังกล่าวระบุเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป จำนวน 11 ครั้ง ประกอบด้วย
- 22 กุมภาพันธ์ มาเลเซีย ขนาด 7.1
- 24 มีนาคม ตองกา ขนาด 7.5
- 30 มีนาคม วานูอาตู ขนาด 7.3
- 2 เมษายน อินโดนีเซีย ขนาด 7.4
- 20 เมษายน ญี่ปุ่น ขนาด 7.4
- 8 มิถุนายน ฟิลิปปินส์ ขนาด 7.8
- 24 มิถุนายน เวเนซุเอลา ขนาด 7.2
- 24 มิถุนายน เวเนซุเอลา ขนาด 7.5
- 17 กรกฎาคม เม็กซิโก ขนาด 7.3
- 10 สิงหาคม โคลอมเบีย ขนาด 7.4
- 15 สิงหาคม อินโดนีเซีย ขนาด 7.7
ทั้งนี้ การเปลี่ยนวันที่ของเหตุการณ์อินโดนีเซียจาก 1 เมษายนเป็น 2 เมษายน 2569 และฟิลิปปินส์จาก 7 มิถุนายนเป็น 8 มิถุนายน 2569 เป็นการจัดตามวันที่เกิดเหตุในประเทศไทย/เวลาท้องถิ่นที่รายงานโดยแหล่งข่าว ขณะที่เหตุการณ์ฟลอเรสเกิดวันที่ 15 สิงหาคมตามเวลาท้องถิ่นของอินโดนีเซีย
สำหรับเหตุการณ์วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ควรใช้คำว่า มาเลเซีย ไม่ใช่ “เมลาเนเซีย” ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลต้นฉบับเดิม ขณะที่เหตุการณ์วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ในโคลอมเบียมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 7.4 จริง
สถิติดังกล่าวสะท้อนว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จำนวนมากกระจุกตัวตามแนวรอยต่อแผ่นธรณีภาค หรือ Plate Boundaries โดยเฉพาะบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แผ่นธรณีภาคชนกัน มุดตัว แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน
การสะสมและปลดปล่อยพลังงานตามแนวรอยเลื่อนจึงทำให้บริเวณดังกล่าวมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟมากกว่าพื้นที่ภายในแผ่นธรณีภาค
“Magnitude” ไม่ใช่ “ความรุนแรง” ที่ทุกพื้นที่จะได้รับเท่ากัน
อีกประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ คือคำว่า “ขนาดแผ่นดินไหว” หรือ Magnitude หมายถึงขนาดของแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว โดยเหตุการณ์ขนาดใหญ่ในปัจจุบันมักรายงานด้วยมาตราโมเมนต์แมกนิจูด หรือ Mw ขณะที่คำว่า “ริกเตอร์” เป็นมาตราส่วนอีกระบบหนึ่งที่ใช้ในทางประวัติศาสตร์
ขณะที่ความรุนแรงของการสั่นสะเทือน หรือ Intensity สามารถแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากศูนย์เกิด ความลึก สภาพธรณีวิทยา ลักษณะดินและหิน ตลอดจนรูปแบบและมาตรฐานของอาคาร
ดังนั้น ตัวเลข Magnitude จึงไม่สามารถนำมาใช้ตีความโดยตรงว่าทุกพื้นที่จะได้รับแรงสั่นสะเทือนในระดับเดียวกัน
ตัวเลขแผ่นดินไหวอาจปรับได้ ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่
สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดบริเวณฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย ตัวเลขขนาดที่ปรากฏในประกาศระยะแรกอาจแตกต่างจากค่าที่ปรับปรุงภายหลัง โดย BMKG ระบุว่าค่าปัจจุบันของเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ที่ M7.7 ที่ความลึก 15 กิโลเมตร ขณะที่ USGS ซึ่งผ่านการทบทวนข้อมูลแล้วรายงาน M7.7 ที่ความลึก 10 กิโลเมตร
ความแตกต่างของค่าระหว่างหน่วยงานสามารถเกิดขึ้นได้จากวิธีการคำนวณ ข้อมูลสถานีตรวจวัด และการปรับปรุงผลวิเคราะห์ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเหตุการณ์คนละเหตุการณ์
แผ่นดินไหวฟลอเรสห่างไทย 3,373 กิโลเมตร
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวบริเวณฟลอเรส ศูนย์กลางอยู่ห่างจากประเทศไทยประมาณ 3,373 กิโลเมตร และกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยระบุว่า ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ตามข้อมูลที่เผยแพร่วันที่ 15 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวมีศักยภาพทำให้เกิดสึนามิ และ BMKG ของอินโดนีเซียได้ประกาศเตือนภัย ก่อนตรวจพบการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในหลายพื้นที่ โดยจุดตรวจวัด Maurole-Ende พบระดับน้ำสูงสุด 0.94 เมตร ขณะที่ Labuan Bajo 0.36 เมตร และพื้นที่อื่น ๆ ตรวจพบคลื่นขนาดเล็กกว่า ก่อนยุติการเตือนภัยในเวลาต่อมา
ดังนั้น การสื่อสารที่ถูกต้องคือ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดสึนามิในบางพื้นที่ของอินโดนีเซีย แต่ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยตามประกาศ ณ เวลานั้น ไม่ควรเขียนว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ “ไม่มีสึนามิ”
ประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง 16 กลุ่ม ตามข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี โดยกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ เช่น กลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน แม่ลาว แม่อิง แม่ฮ่องสอน ระนอง คลองมะรุ่ย ศรีสวัสดิ์ และกลุ่มรอยเลื่อนอื่น ๆ
พื้นที่ใกล้แนวรอยเลื่อนมีพลังจึงควรมีการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สภาพชั้นดินและลักษณะอาคารก็มีผลต่อการรับรู้แรงสั่นสะเทือน ทำให้ประชาชนในอาคารสูงอาจรับรู้การแกว่งจากแผ่นดินไหวระยะไกลได้ชัดเจนในบางกรณี
สิ่งที่ประชาชนไทยควรเฝ้าระวัง
1. อย่าตีความว่าแผ่นดินไหวหลายครั้งทั่วโลก เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่
ข้อมูลแผ่นดินไหวทั่วโลกใช้สำหรับติดตามและประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่คำพยากรณ์ ปัจจุบันไม่สามารถระบุวัน เวลา สถานที่ และขนาดของแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก โดยเฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และหน่วยงานท้องถิ่น
2. เมื่อเกิดแรงสั่นไหว ให้ยึดหลัก “หมอบ–ป้อง–เกาะ”
เมื่อเกิดการสั่นไหว ให้หมอบลงกับพื้น ป้องกันศีรษะและลำคอ หลบใต้โต๊ะหรือสิ่งกำบังที่แข็งแรง และยึดเกาะไว้ พร้อมอยู่ห่างจากกระจก ตู้ ชั้นวางของ และสิ่งของที่อาจหล่นลงมา
ไม่ควรวิ่งกรูไปยังบันได และไม่ใช้ลิฟต์ขณะอาคารกำลังสั่น เมื่อแรงสั่นหยุดแล้วจึงออกจากอาคารอย่างเป็นระเบียบตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
3. ผู้ที่อยู่ในอาคารสูงต้องระวังการแกว่งของอาคาร
ผู้ที่อยู่ในอาคารสูงควรตั้งสติและไม่ประเมินอันตรายจากความรู้สึกแกว่งเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาคารสูงสามารถตอบสนองต่อคลื่นแผ่นดินไหวที่มีคาบยาวและเกิดการแกว่งต่อเนื่องได้ แม้ศูนย์เกิดจะอยู่ห่างออกไป
ควรหลีกเลี่ยงหน้าต่างและวัตถุแขวน รอจนแรงสั่นหยุด จากนั้นตรวจสอบความเสียหายของอาคารและระบบต่าง ๆ หากพบความเสียหายรุนแรง ไม่ควรกลับเข้าอาคารจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ
4. ชายฝั่งอันดามันต้องรู้จักสัญญาณธรรมชาติของสึนามิ
ประชาชนและนักท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งอันดามันควรจดจำสัญญาณธรรมชาติของสึนามิ หากรู้สึกถึงแผ่นดินไหวรุนแรงหรือสั่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน เห็นน้ำทะเลลดลงหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือได้ยินเสียงผิดปกติจากทะเล ให้รีบเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่สูงหรือเข้าไปด้านในแผ่นดินทันทีเมื่อสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างปลอดภัย
ไม่ควรรอประกาศเตือนหากพบสัญญาณธรรมชาติที่ชัดเจน เพราะสึนามิจากแหล่งกำเนิดใกล้ชายฝั่งอาจเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว และคลื่นลูกแรกอาจไม่ใช่คลื่นที่สูงที่สุด
5. เตรียม Go Bag รองรับเหตุฉุกเฉินอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
แต่ละครอบครัวควรจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน หรือ Go Bag ให้พร้อม ประกอบด้วยน้ำดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน ยาประจำตัว ชุดปฐมพยาบาล ไฟฉาย นกหวีด วิทยุหรือโทรศัพท์พร้อมพาวเวอร์แบงก์ และสำเนาเอกสารสำคัญ
ควรเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และสัตว์เลี้ยง พร้อมกำหนดจุดนัดพบและช่องทางติดต่อของสมาชิกในครอบครัวไว้ล่วงหน้า
6. เตรียมบ้านและสถานที่ทำงานก่อนเกิดเหตุ
ควรยึดตู้ ชั้นวาง เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของหนักเข้ากับผนัง ไม่วางของหนักเหนือเตียงหรือบริเวณทางออก ตรวจสอบเส้นทางหนีภัย และร่วมซ้อมแผนแผ่นดินไหวของบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน โรงพยาบาล และชุมชนอย่างสม่ำเสมอ
สถานการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปทั่วโลกในปี 2569 จึงเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการติดตามความเสี่ยง แต่ไม่ควรนำจำนวนเหตุการณ์มาใช้เป็นสัญญาณพยากรณ์ว่าไทยกำลังจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
สิ่งสำคัญคือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ รู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแรงสั่นไหว และเตรียมความพร้อมทั้งในระดับครอบครัว อาคาร และชุมชน
ผศ.ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย มีบทบาทด้านการพัฒนาศักยภาพประชาชนไทยเพื่อเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว และร่วมงานวิจัยและกิจกรรมด้านการเตรียมความพร้อมรับภัยแผ่นดินไหวภายใต้เครือข่าย EARTH







