thansettakij
thansettakij
กระทรวงคมนาคม ศึกษาระบบจราจรมอสโก หวังไทยต่อยอด เชื่อมข้อมูลเรียลไทม์ แก้รถติด

คมนาคม ศึกษาระบบจราจรมอสโก หวังไทยต่อยอด เชื่อมข้อมูลเรียลไทม์ แก้รถติด

08 ส.ค. 69 | 11:12 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ส.ค. 69 | 11:16 น.

พิพัฒน์ รัชกิจประการ เล็งต่อยอดระบบจราจรอัจฉริยะของกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย มาพัฒนาต่อยอดแก้ปัญหาการจราจร ในประเทศไทย

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคม เดินทางไปศึกษาระบบบริหารจัดการจราจร ณ กรุงมอสโก เพื่อนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหารถติดในประเทศไทย
  • ระบบของมอสโกใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (ITS) และ AI เป็นหัวใจหลักในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อควบคุมสัญญาณไฟและประเมินสถานการณ์บนท้องถนน
  • ไทย หวังต่อยอดแนวคิดเพื่อใช้ข้อมูลคาดการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือรถติด พร้อมเสนอเส้นทางเลี่ยงเพื่อลดเวลาเดินทาง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงผลการหารือ และศึกษาระบบบริหารจัดการจราจร ณ ศูนย์จัดการจราจรกรุงมอสโก หรือ Traffic Management Center (TMC Moscow) ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สามารถนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับการเดินทางของประชาชนในประเทศไทย

ดึง AI ข้อมูลจราจร Real Time แก้ปัญหา

การหารือกับผู้บริหาร TMC Moscow ถึงแนวทางบริหารการเดินทางของมหานครขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการใช้ Intelligent Transport System (ITS) ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบวิเคราะห์ภาพ Video Analytics ข้อมูลจราจรแบบ Real Time และระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะมาทำงานเชื่อมโยงกัน

TMC Moscow ใช้ ITS เป็นหัวใจในการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากระบบต่างๆ รวมถึงข้อมูลตำแหน่งยานพาหนะ เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของรถโดยสาร รถแท็กซี่ รถเช่า และการเดินทางรูปแบบอื่นๆ ทำให้สามารถประเมินความหนาแน่นและสถานการณ์บนโครงข่ายถนนได้ใกล้เคียง Real Time

ศูนย์จัดการจราจรกรุงมอสโก หรือ Traffic Management Center

ตั้งแต่การตรวจพบเหตุ วิเคราะห์สถานการณ์ แจ้งเตือนประชาชน ปรับการจราจร ไปจนถึงการส่งหน่วยงานเข้าแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เพื่อให้เมื่อเกิดรถติดหรืออุบัติเหตุ สามารถรับรู้สถานการณ์และแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ข้อมูลส่งถึงตรงประชาชน เลือกตัดสินใจเดินทาง

ขณะเดียวกัน ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรสามารถเชื่อมต่อและบริหารสัญญาณไฟจากระยะไกล พร้อมนำข้อมูลปริมาณและความหนาแน่นของการจราจรมาประกอบการปรับการทำงานของสัญญาณไฟให้เหมาะกับสถานการณ์ แทนการทำงานตามรอบเวลาที่กำหนดไว้เพียงอย่างเดียว

ข้อมูลบางส่วนยังถูกส่งถึงประชาชนโดยตรง ผ่านป้ายอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 180 จุดบนเส้นทางสำคัญ รวมถึงระบบนำทางและแพลตฟอร์มที่ประชาชนใช้งาน เช่น Yandex Navigator เพื่อแจ้งอุบัติเหตุ การปิดถนน หรือการเปลี่ยนแปลงเส้นทาง ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางอื่นได้ก่อนเข้าสู่พื้นที่ติดขัด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรศึกษา โดยใช้ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ เตือนล่วงหน้า บริหารการจราจรทั้งโครงข่าย ให้ประชาชนเสียเวลาบนถนนน้อยลง หากข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่กำลังเดินทางควรได้รับข้อมูลก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ระบบควรช่วยเสนอทางเลือก และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถเห็นและใช้ข้อมูลร่วมกัน 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ (ขวาสุด) นำทีมดูงานระบบการจราจร กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

อีกระบบที่น่าสนใจคือ Video Analytics หรือระบบวิเคราะห์ภาพเพื่อตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติบนถนน ซึ่งแยกออกจากกล้องที่ใช้ตรวจจับการฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างชัดเจน โดยกล้องเพื่อความปลอดภัยสามารถตรวจพบเหตุการณ์ เช่น รถหยุดผิดปกติ การเคลื่อนที่ย้อนทิศทาง ควัน หรือสิ่งกีดขวางบนเส้นทาง 

เมื่อพบเหตุ ระบบสามารถส่งข้อมูลมายังศูนย์ เพื่อประสาน Road Patrol หรือหน่วยลาดตระเวนทางถนน ตำรวจ หน่วยดับเพลิง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ พร้อมแจ้งเตือนผู้ขับขี่ผ่านป้ายอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที ซึ่งบนถนนวงแหวนสายสำคัญของมอสโก ระบบสามารถตรวจจับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้มากกว่า 10,000 เหตุการณ์ต่อวัน ครอบคลุมความผิดปกติหลายประเภท ไม่ได้หมายถึงอุบัติเหตุทั้งหมด 

การพัฒนา Smart Transport ต้องให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยของระบบ” ควบคู่กันไป โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมโยงระบบสัญญาณไฟ กล้อง ศูนย์ควบคุม และข้อมูลระหว่างหน่วยงานเข้าด้วยกัน จึงต้องกำหนดมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ Cybersecurity อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเข้าถึง แทรกแซง หรือเปลี่ยนแปลงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากระบบเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตและการเดินทางของประชาชน