thansettakij
thansettakij
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

‘ปกรณ์’ งัดยาแรง ‘ทุจริตสอบข้าราชการ’ เล็งฟันอาญา ใครเอี่ยวเพิ่มโทษเท่าตัว

03 ก.ค. 69 | 07:39 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ค. 69 | 08:16 น.

รองนายกฯ ปกรณ์ เผย 7 แนวทางป้องกันการทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ มองเป็นมะเร็งร้ายทำลายความเชื่อมั่นประเทศ โยนถามออกกฎหมายคุมใครผิดเจออาญา งัดยาแรงใครเกี่ยวข้องเจอเพิ่มโทษหนักขึ้นอีกเท่า

KEY

POINTS

  • เสนอแนวคิดผลักดันกฎหมายใหม่ให้การทุจริตสอบเข้ารับราชการเป็นความผิดทางอาญาโดยเฉพาะ
  • ผู้ที่ทุจริตจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้ารับราชการหรือทำงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่งเป็นการถาวร
  • หากผู้กระทำผิดหรือผู้สนับสนุนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะถูกไล่ออกจากราชการและต้องรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าหนึ่ง
  • มอบอำนาจให้หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. เข้ามาสืบสวนสอบสวนคดีโดยตรง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงปัญหาการสอบเข้ารับราชการ และการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐว่า เป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในระบบราชการ โดยปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายจัดการเรื่องนี้โดยตรง จึงสมควรกำหนดให้มีความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติในระยะยาวเช่นนี้ขึ้น 

“จะดีไหมถ้าจะมีกฎหมายกำหนดความผิดในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ เพราะปัจจุบันมีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอยู่เนือง ๆ โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ หลายกรณีมีการกระทำกันเป็นขบวนการ มีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐด้วย” นายปกรณ์ 

กำหนดทุจริตสอบบรรจุเข้ารับราชการเป็นความผิดอาญา

สำหรับกำหนดให้มีความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐขึ้นเป็นการเฉพาะ มีสาระสำคัญดังนี้

1.กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา

2.ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

3.เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ 2 ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

4.ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี ดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว

5.เมื่อมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามข้อ 4 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการให้มีการสอบบรรจุมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการสอบบรรจุไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี จะมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนสอบสวน

6.ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และให้ตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง 

7.ในกรณีผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ให้ไล่ออกจากราชการ และต้องรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าหนึ่ง